ตอนที่ 15

***บทที่ 15: ท้าทายกฎตระกูล***

เสียงประกาศกร้าวของหลินต้าเฉียงยังคงดังก้องอยู่ในอากาศที่เย็นยะเยือก คำขู่ว่าจะใช้กฎของตระกูลมาจัดการนาง ดั่งอสุนีบาตที่ฟาดลงมา หมายจะให้เด็กสาวตรงหน้าหวาดกลัวจนตัวสั่น ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมิใช่ความหวาดหวั่น แต่เป็นรอยยิ้มหยันที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากของหลินหวั่นชิว

"แจ้งผู้อาวุโส?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าประหลาด "ดี! ย่อมได้! ท่านลุงรีบไปเชิญพวกท่านมาเถิด ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะเรียนให้ทุกท่านทราบเช่นกัน!"

ท่าทีท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวของนางทำให้หลินต้าเฉียงชะงักงันไปชั่วขณะ ความโกรธที่เคยพลุ่งพล่านกลับถูกความฉงนเข้ามาแทนที่ เด็กสาวที่เคยอ่อนแอและยอมจำนนผู้นี้ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน?

ชาวบ้านที่แอบซุ่มมองอยู่ตามมุมต่างๆ เริ่มส่งเสียงซุบซิบกันเบาๆ สถานการณ์พลิกผันเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิด จากที่คิดว่าหลานสาวอกตัญญูจะถูกผู้เป็นลุงสั่งสอน กลับกลายเป็นว่าเด็กสาวผู้นั้นกลับกล้าท้าทายอำนาจของผู้อาวุโสในตระกูลซึ่งๆ หน้า

หลินหวั่นชิวก้าวไปเบื้องหน้าอีกหนึ่งก้าว ดวงตาคู่กระจ่างใสดุจวารีในฤดูสารทจับจ้องไปยังใบหน้าที่บิดเบี้ยวของหลินต้าเฉียงอย่างไม่ลดละ "ท่านลุงคิดจะฟ้องร้องข้าในข้อหาใดรึ? อกตัญญู? ไม่เคารพผู้อาวุโส?"

นางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ข้าเพียงแค่ปกป้องทรัพย์สินส่วนตนที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ เหตุใดจึงกลายเป็นความอกตัญญูไปได้? หรือว่าในสายตาของท่านลุง การที่ข้ายอมให้ท่านฮุบเอาเงินก้อนสุดท้ายที่ข้าหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองไป จึงจะเรียกว่ากตัญญูรู้คุณ?"

"นัง...นังเด็กปากกล้า!" หลินต้าเฉียงเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาอำนาจของตนไว้ "ทรัพย์สินของบิดามารดาเจ้า ตระกูลก็ช่วยดูแลจัดการให้ตามสมควรแล้ว! เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวตัวคนเดียว จะรักษาทรัพย์สินมากมายไว้ได้อย่างไร! ข้าทำไปก็เพื่อตัวเจ้าเองทั้งสิ้น!"

"เพื่อตัวข้า?" หลินหวั่นชิวเลิกคิ้วสูง "ท่านลุงพูดจาเหลวไหลได้น่าขันยิ่งนัก! หากท่านหวังดีกับข้าจริง เหตุใดจึงยึดบ้านและที่นาของข้าไป แล้วขับไล่ข้ามาอยู่ที่กระท่อมซอมซ่อเช่นนี้? นี่หรือคือการดูแลของตระกูล?"

คำพูดของนางแทงใจดำหลินต้าเฉียงอย่างจัง เขาอับจนถ้อยคำที่จะโต้ตอบ ได้แต่ยืนหน้าเขียวหน้าคล้ำด้วยความอับอาย

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของหลินหวั่นชิว นางรีบสื่อสารกับระบบในใจอย่างรวดเร็ว

*'ระบบ ในความทรงจำของร่างเดิม มีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีสินเดิมของมารดาที่ซ่อนไว้หรือไม่?'*

เสียงของ AI ดิจิทัลดังขึ้นในห้วงสำนึกของนางทันที

*[กำลังสืบค้น... ยืนยัน: มีบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับ 'สมุดบัญชีปกไหมสีแดง' ที่มารดาของโฮสต์ได้ซ่อนไว้ในช่องลับใต้แผ่นกระดานเรือนเก่าก่อนจะล้มป่วย บันทึกรายการสินเดิมทั้งหมดที่นางนำติดตัวมาเมื่อครั้งแต่งเข้าตระกูลหลิน]*

ได้ยินดังนั้น ความมั่นใจของหลินหวั่นชิวก็พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด!

นางสูดลมหายใจลึก เผชิญหน้ากับหลินต้าเฉียงอีกครั้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจต่อรอง "ท่านลุง ในเมื่อท่านยืนกรานจะเรียกประชุมผู้อาวุโสให้ได้ ข้าก็จะไม่ขัดข้อง"

"แต่ข้าขอเตือนท่านไว้ก่อน" น้ำเสียงของนางเย็นเยียบลงหลายส่วน "ก่อนที่ท่านแม่ของข้าจะสิ้นใจ นางได้มอบของสำคัญชิ้นหนึ่งให้ข้าเก็บรักษาไว้ นั่นคือสมุดบัญชีสินเดิมทั้งหมดของนางที่นำมาจากบ้านเดิม!"

คำว่า "สมุดบัญชีสินเดิม" เป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา!

ใบหน้าของหลินต้าเฉียงที่เคยแดงก่ำด้วยโทสะ บัดนี้กลับซีดเผือดราวกับกระดาษในพริบตา เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก "เจ้า...เจ้าพูดเรื่องอะไร! ไม่มีของเช่นนั้น!"

"มีหรือไม่มี ท่านลุงย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุด!" หลินหวั่นชิวตวาดกลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ "ในสมุดบัญชีเล่มนั้นบันทึกไว้หมดสิ้น! ทั้งเครื่องประดับทองคำ อัญมณีล้ำค่า ผ้าไหมชั้นดี และที่ดินอีกหลายผืนที่ท่านปู่ท่านยایของข้ามอบให้ท่านแม่! ของเหล่านั้นหายไปไหนหมดหลังจากที่ท่านแม่สิ้นลม? ท่านกล้าตอบข้าหรือไม่!"

นางชี้ไปยังกลุ่มชาวบ้านที่กำลังตกตะลึงอ้าปากค้าง "หากมีการประชุมตระกูล ข้าก็จะนำสมุดบัญชีเล่มนั้นออกมาให้ท่านผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสทุกท่านได้ชมเป็นขวัญตา! เราจะได้รู้กันเสียที ว่าระหว่างข้า...เด็กกำพร้าที่ปกป้องสมบัติของมารดา กับท่าน...ท่านลุงผู้สูงส่งที่ฮุบสมบัติของน้องชายและน้องสะใภ้ไปจนหมดสิ้น ใครกันแน่ที่เป็นฝ่าย 'อกตัญญู' และทำลายชื่อเสียงของตระกูลหลิน!"

"!!! " หลินต้าเฉียงผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวราวกับถูกผลัก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ สมุดบัญชีเล่มนั้น...มันมีอยู่จริง! เขาเคยเห็นมันกับตาเมื่อหลายปีก่อน แต่หลังจากที่น้องสะใภ้สิ้นใจ เขากับภรรยาก็พลิกบ้านหาจนทั่วแต่ก็ไม่พบ จึงคิดว่ามันคงสูญหายไปแล้ว ไม่คิดเลยว่ามันจะตกไปอยู่ในมือของนังเด็กนี่!

หากนางนำบัญชีนั่นออกมาเปิดโปงต่อหน้าผู้อาวุโสจริงๆ ชื่อเสียงเกียรติยศที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตจะต้องพังพินาศลงในพริบตา ไม่เพียงเท่านั้น เขายังอาจถูกลงโทษตามกฎของตระกูลอย่างรุนแรงฐานยักยอกทรัพย์สินของญาติสนิท!

เสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านดังขึ้นระงม "สวรรค์! มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?"

"ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่าสินเดิมของนายหญิงรองนั้นมากมายมหาศาล ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกฮุบไปจริงๆ"

"ดูท่าทางของท่านลุงใหญ่สิ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย คงจะเป็นเรื่องจริงสินะ"

ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่หลินต้าเฉียงบัดนี้เต็มไปด้วยความดูแคลนและเคลือบแคลงสงสัย จากผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ เขากลายเป็นหัวขโมยในสายตาของทุกคนในชั่วพริบตา

"เจ้า...เจ้าใส่ร้ายข้า!" หลินต้าเฉียงตะโกนออกมาอย่างสิ้นเรี่ยวแรง แต่น้ำเสียงนั้นกลับแหบพร่าและสั่นเทาจนไม่เหลือความน่าเกรงขามใดๆ "ข้า...ข้าจะไปจัดการธุระ! เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง!"

พูดจบเขาก็ไม่กล้าสู้หน้าหลินหวั่นชิวอีกต่อไป รีบหันหลังกลับและเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีผี ท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้นยิ่งเป็นการยืนยันความผิดของตนเองให้เด่นชัดขึ้นในสายตาของทุกคน

หลินหวั่นชิวมองตามแผ่นหลังที่จากไปอย่างรวดเร็วของเขาด้วยสายตาเย็นชา นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการล่าถอยไปตั้งหลักชั่วคราวเท่านั้น แต่การข่มขู่ในวันนี้ก็ได้ผลเกินคาด อย่างน้อยมันก็ซื้อเวลาให้นางได้อีกพักใหญ่

นางหันกลับมา ปรายตามองชาวบ้านที่ยังคงจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ก่อนจะปิดประตูบานไม้ที่โยกเยกลงอย่างแผ่วเบา ตัดขาดเสียงจอแจจากโลกภายนอก

ภายในกระท่อมที่เงียบสงบ หลินหวั่นชิวยืนพิงประตู พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ชัยชนะในวันนี้ทำให้นางรู้สึกสะใจ แต่ก็เหนื่อยล้าไปพร้อมกัน นางรู้ว่าสงครามยังไม่จบ ตราบใดที่สมุดบัญชีเล่มจริงยังไม่ถูกค้นพบ คำขู่ของนางก็เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น

ดวงตาของนางทอประกายเด็ดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้ง เอาล่ะ...ขั้นต่อไป คือการเปลี่ยนกระท่อมผุพังและที่ดินรกร้างผืนนี้ให้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคง นางต้องการเงินทุน และต้องการแรงงานที่ไว้ใจได้ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับใบหน้าของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีฝีมือในการใช้จอบและขวานอย่างคล่องแคล่ว...พรานป่าหลี่มู่หยาง