ตอนที่ 17
***บทที่ 17: เมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าหยกขาว***
เสียงแหลมเสียดแทงของหลินเจียวเจียวลอยมาตามสายลมยามเย็น มันทำลายความยินดีจากบ่อน้ำใหม่จนหมดสิ้น หลินหวั่นชิวหรี่ตามองผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาเย็นเยียบ
"พี่ใหญ่หลิน น้องรองหลินมาเยี่ยมถึงที่ เหตุใดไม่เชิญเข้าไปนั่งใน 'วัง' ของเจ้าเล่า?" หลินเจียวเจียวเน้นคำว่า 'วัง' พลางกวาดสายตาดูถูกไปยังกระท่อมซอมซ่อด้วยความสะใจ
หญิงวัยกลางคนสองนางที่ตามมาด้วยรีบผสมโรง "ใช่แล้วๆ คุณหนูใหญ่ช่างมีวาสนานัก เพิ่งแยกบ้านไม่นานก็มีเงินจ้างคนงานได้แล้ว"
"เงินจากที่ใดกันหนอ พวกเราชาวบ้านตาดำๆ อยากจะรู้นัก"
หลินหวั่นชิวคลี่ยิ้มบางเบา ทว่ารอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงดวงตา "เงินจากที่ใดน่ะหรือ? ก็จากสองมือของข้าที่ทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางจนตะวันลับขอบฟ้า หาใช่เงินที่ได้มาจากการนอนรอส่วนบุญที่ผู้อื่นหามาให้ไม่"
คำพูดของนางแทงใจดำหลินเจียวเจียวอย่างจัง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวทันที "เจ้า! เจ้ากล้าดียังไงมาว่าข้า!"
"ข้าเพียงพูดความจริง" หลินหวั่นชิวกล่าวอย่างใจเย็น "ท่านป้าทั้งสองก็เช่นกัน หากมีเวลาว่างมาเดินสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้อื่น ลองนำเวลานั้นไปถางหญ้าในไร่น่าจะเกิดประโยชน์กว่า ยามนี้ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว หากยังไม่รีบสะสมเสบียง เกรงว่าถึงเวลาคงต้องทนหิวโหย"
หญิงวัยกลางคนทั้งสองหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด พวกนางเพียงอยากมาดูเรื่องสนุก ไม่ได้อยากถูกสั่งสอน
หลี่มู่หยางที่ยืนเงียบอยู่ตลอด ขยับกายมาบังหลินหวั่นชิวไว้เล็กน้อย สายตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งไปที่หลินเจียวเจียวราวกับจะแช่แข็งนางทั้งเป็น แรงกดดันอันเงียบงันนั้นทำให้หลินเจียวเจียวตัวสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
"พี่ใหญ่หลี่ มู่เสวี่ย พวกท่านกลับไปก่อนเถิด วันนี้ขอบคุณมาก" หลินหวั่นชิวเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นางไม่ต้องการให้พี่น้องตระกูลหลี่ต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องของนาง
"แต่ว่า..." หลี่มู่เสวี่ยมองหลินเจียวเจียวอย่างไม่ไว้ใจ
"ไม่เป็นไรหรอก" หลินหวั่นชิวส่งยิ้มให้ "สุนัขที่เห่าเสียงดัง มักไม่กัด"
คำเปรียบเปรยนั้นทำให้หลินเจียวเจียวกรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจอดทน "หลินหวั่นชิว! เจ้าด่าข้าเป็นสุนัขรึ! ข้าจะฟ้องท่านพ่อ! ข้าจะให้ท่านพ่อมาจัดการเจ้า!"
"เชิญตามสบาย" หลินหวั่นชิวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "หากท่านลุงยังมีหน้ามาที่นี่อีก ข้าก็ยินดีต้อนรับ"
การตอบกลับที่เหนือความคาดหมายและไม่ยี่หระแม้แต่น้อย ทำให้หลินเจียวเจียวเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ นางกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของหลี่มู่หยาง นางก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก ทำได้เพียงส่งเสียง ‘哼’ อย่างเคียดแค้น แล้วสะบัดหน้าเดินจากไปพร้อมกับหญิงชาวบ้านอีกสองคนที่รีบปลีกตัวตามไปติดๆ
เมื่อเงาของทั้งสามลับหายไป ความตึงเครียดก็คลายลง หลินหวั่นชิวถอนหายใจยาว "ขอบคุณพวกท่านอีกครั้งที่อยู่เป็นเพื่อนข้า"
หลี่มู่หยางพยักหน้ารับน้อยๆ "ดูแลตัวเองด้วย หากมีเรื่องอันใดก็ตะโกนเรียกได้ บ้านข้าอยู่ไม่ไกล" เขาพูดจบก็เก็บเครื่องมือแล้วพาน้องสาวจากไป ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นใจเล็กๆ ให้แก่หลินหวั่นชิว
หลังจากส่งพี่น้องตระกูลหลี่กลับไปแล้ว หลินหวั่นชิวก็ปิดประตูรั้วไม้ไผ่ที่โยกเยกของนาง ความเหนื่อยล้าจากการทำงานและเผชิญหน้ากับคนไม่ดีถาโถมเข้ามา แต่นางก็ยังฝืนยิ้มได้เมื่อมองไปยังบ่อน้ำที่เพิ่งขุดเสร็จ นี่คือหลักประกันแรกของนาง
ขณะที่นางกำลังจะเข้าไปพักผ่อนในกระท่อม เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว
`[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่บรรลุภารกิจ 'วางรากฐานชีวิต' สำเร็จ: จัดหาแหล่งน้ำอิสระได้สำเร็จ ระบบขอมอบรางวัลพิเศษ: 'เมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าหยกขาวกลายพันธุ์' 1 ซอง]`
ดวงตาของหลินหวั่นชิวเป็นประกายขึ้นมาทันที! นางรีบเข้ากระท่อมและหลับตาลง ส่งจิตเข้าสู่มิติฟาร์มอัจฉริยะ
ภายในมิติ อากาศยังคงสดชื่นและแผ่นดินยังคงอุดมสมบูรณ์ บนโต๊ะทำงานกลางพื้นที่ว่าง ปรากฏซองกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่อย่างเงียบๆ นางเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมา ความรู้สึกตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่าง
`[หัวไชเท้าหยกขาว: พืชกลายพันธุ์ มีรสชาติหวานกรอบดุจผลไม้ ช่วยดับกระหายและแก้ร้อนใน สามารถเติบโตได้ดีที่สุดในดินของมิติ และสามารถเพาะปลูกภายนอกได้หากมีน้ำและปุ๋ยเพียงพอ]`
"ของดี!" หลินหวั่นชิวอุทานออกมาเบาๆ จากข้อมูลที่ระบบให้มา นี่ไม่ใช่หัวไชเท้าธรรมดา! หากปลูกได้สำเร็จ มันจะต้องขายได้ราคาดีอย่างแน่นอน
นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว นางจะไม่เสี่ยงปลูกทั้งหมดไว้ข้างนอก นางเทเมล็ดพันธุ์สีน้ำตาลเข้มขนาดจิ๋วออกมานับอย่างระมัดระวัง มีทั้งหมดราวห้าสิบเมล็ด นางแบ่งครึ่งหนึ่งอย่างแม่นยำ ส่วนหนึ่งนางจะปลูกในมิติแห่งนี้เพื่อรับประกันผลผลิตและเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะนำไปปลูกในแปลงดินด้านนอกที่นางกับหลี่มู่หยางเพิ่งเตรียมไว้
คิดได้ดังนั้น นางก็ลงมือทันที ในมิติแห่งนี้ ทุกอย่างง่ายดายไปหมด เพียงแค่ใช้นิ้วขีดเป็นร่องดิน หว่านเมล็ดลงไป แล้วกลบเบาๆ พริบตาเดียว เมล็ดพันธุ์ก็หยั่งรากลงในดินวิเศษอย่างรวดเร็ว
จากนั้นนางก็ออกจากมิติพร้อมเมล็ดพันธุ์อีกครึ่งหนึ่ง แม้จะมืดค่ำแล้ว แต่นางก็ยังใช้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา นำทางไปยังแปลงผักเล็กๆ ของนาง นางบรรจงหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เหลือลงในดินที่เพิ่งพรวนใหม่ ก่อนจะตักน้ำใสสะอาดจากบ่อใหม่เอี่ยมมารดอย่างเบามือ
วันรุ่งขึ้น หลี่มู่เสวี่ยก็มาหาแต่เช้าตามที่เคยพูดคุยกันไว้ "พี่หวั่นชิว ข้ามาช่วยแล้ว วันนี้ให้ข้าทำอะไรดี?"
"ดีเลยมู่เสวี่ย มาช่วยข้ารดน้ำต้นไม้หน่อย" หลินหวั่นชิวยิ้มรับพลางยื่นถังไม้ใบเล็กให้
หลี่มู่เสวี่ยรับมาด้วยความกระตือรือร้น นางตักน้ำจากบ่อแล้วเดินตรงไปที่แปลงผัก จากนั้นก็เทน้ำโครมลงไปบนต้นอ่อนของหัวไชเท้าที่เพิ่งโผล่พ้นดินมาได้นิดหน่อย!
"เดี๋ยวก่อน มู่เสวี่ย!" หลินหวั่นชิวร้องห้ามแทบไม่ทัน นางรีบเข้าไปดูต้นอ่อนที่น่าสงสารซึ่งถูกแรงน้ำซัดจนเอนราบไปกับดิน โชคดีที่ยังไม่หัก
"พี่หวั่นชิว ข้า...ข้าทำอะไรผิดไปหรือ?" หลี่มู่เสวี่ยหน้าเสีย ตกใจกับการกระทำของตัวเอง
หลินหวั่นชิวส่ายหน้าเบาๆ พลางประคองต้นอ่อนให้กลับมาตั้งตรง "ไม่เป็นไรๆ เจ้าไม่ได้ตั้งใจ" นางหันไปยิ้มให้เด็กสาว "การรดน้ำต้นไม้ก็มีเคล็ดลับนะ เราต้องรดให้เหมือนฝนโปรย ไม่ใช่เหมือนน้ำท่วม"
นางหยิบกระบวยที่มีรูพรุนเล็กๆ ขึ้นมา ตักน้ำแล้วสาธิตให้ดู "ดูนะ ค่อยๆ โปรยน้ำให้เป็นฝอยเล็กๆ แบบนี้ ให้น้ำซึมลงดินช้าๆ รากของมันจะได้ดูดซับได้เต็มที่ ดินก็ไม่ถูกชะล้างไปด้วย"
หยดน้ำเล็กๆ ระยิบระยับต้องแสงแดดยามเช้า ค่อยๆ ชโลมลงบนผืนดินและใบเลี้ยงสีเขียวอ่อนอย่างนุ่มนวล หลี่มู่เสวี่ยเบิกตากว้างมองอย่างทึ่งๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ "อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว!"
หลินหวั่นชิวจึงมอบหน้าที่รดน้ำให้หลี่มู่เสวี่ยดูแลต่อ ส่วนตนเองก็ไปจัดการถางหญ้าและเตรียมดินสำหรับแปลงผักแปลงต่อไป
หลายวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หัวไชเท้าหยกขาวในมิติเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ ใบของมันใหญ่และเขียวสด ส่วนที่อยู่ภายนอกแม้จะโตช้ากว่า แต่ก็แข็งแรงและดูสมบูรณ์กว่าผักกาดที่นางปลูกไว้ก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด นางสังเกตว่ามันต้องการน้ำมากกว่าพืชชนิดอื่นจริงๆ แต่ด้วยบ่อน้ำใหม่ของนาง เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหา
ทุกเย็นหลังเสร็จงาน หลินหวั่นชิวจะมายืนมองแปลงหัวไชเท้าที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยความหวัง ในใจนางวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสจากผลผลิตเหล่านี้แล้ว
ทว่านางไม่รู้เลยว่า ในขณะที่นางกำลังเฝ้ามองความหวังของตนเองงอกงาม ก็มีสายตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความริษยาและอาฆาตแค้นเฝ้ามองนางอยู่จากเงามืดของป่าละเมาะที่อยู่ไม่ไกลนัก ในความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เสียงขู่คำรามต่ำๆ ในลำคอก็แว่วมาตามลม ราวกับอสูรร้ายที่กำลังรอเวลาออกอาละวาด...