ตอนที่ 18

***บทที่ 18: หมาบ้าและลูกเตะของพรานป่า***

ภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เริ่มคล้อยต่ำ หลินหวั่นชิวกำลังก้มลงสำรวจแปลงหัวไชเท้าหยกขาวด้วยความภาคภูมิใจ ใบอ่อนสีเขียวสดชูช่อท้าทายแสงตะวันอย่างแข็งขัน ดินที่ได้รับการพรวนอย่างดีและน้ำจากบ่อใหม่ทำให้พวกมันเติบโตอย่างน่าชื่นชม

“พี่หวั่นชิว ดูสิ! ต้นนี้ใบใหญ่กว่าเพื่อนเลย!” หลี่มู่เสวี่ยชี้ไปยังต้นกล้าต้นหนึ่งด้วยความตื่นเต้น หลังจากได้เรียนรู้เคล็ดลับการรดน้ำ เด็กสาวก็ทุ่มเทให้กับหน้าที่นี้อย่างเต็มที่

หลินหวั่นชิวยิ้มรับ “นั่นเพราะเจ้าดูแลมันอย่างดีอย่างไรเล่า”

ทว่ารอยยิ้มของนางพลันแข็งค้าง หางตาของนางเหลือบไปเห็นการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ชายป่าละเมาะซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก พร้อมกันนั้น กลิ่นสาบสางเหม็นเน่าก็โชยมาตามลมอย่างแผ่วเบา

ก่อนที่นางจะได้ทันเอ่ยปากเตือน เสียงขู่คำรามอันน่าสยดสยองก็ดังขึ้น!

สุนัขจรจัดสีดำมะเมื่อมตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากเงามืด ขนของมันยาวรุงรังเป็นสังกะตัง น้ำลายเหนียวหนืดยืดไหลจากมุมปาก ดวงตาสีแดงก่ำราวกับโลหิตฉายแววบ้าคลั่ง มันไม่แม้แต่จะเห่า แต่กลับพุ่งตรงมายังร่างของหลินหวั่นชิวด้วยความเร็วประดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง!

“อ๊า! พี่หวั่นชิว!” หลี่มู่เสวี่ยกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น หลินหวั่นชิวกลับมิได้ตื่นตระหนกจนสิ้นสติ นางผลักร่างของหลี่มู่เสวี่ยให้พ้นทางอย่างแรง พร้อมกับตวัดจอบที่วางอยู่ใกล้ตัวขึ้นมาตั้งท่าป้องกัน สองเท้ายืนหยัดมั่นคงเตรียมรับแรงปะทะ

“เสวี่ยเอ๋อร์ ถอยไปอยู่ข้างหลังข้า!” นางตะโกนสั่งเสียงกร้าว สัญชาตญาณเอาตัวรอดจากยุคปัจจุบันทำงานอย่างเต็มที่

สุนัขบ้ากระโจนเข้าใส่! เขี้ยวแหลมคมอ้ากว้างจนเห็นเหงือกสีคล้ำ ห่างจากลำคอระหงของนางเพียงชั่วลมหายใจ!

ฟุ่บ!

เงาดำร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากทางเข้ากระท่อมเร็วกว่าพายุ ร่างสูงใหญ่ของหลี่มู่หยางปรากฏขึ้นขวางหน้าราวกับกำแพงเหล็กกล้า เขากลับมาจากการล่าสัตว์ในป่าพอดี แบกธนูไว้บนหลังและมีกระต่ายป่าสองตัวห้อยอยู่ที่เอว

พรานหนุ่มไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาสะบัดเท้าขวาออกไปด้านข้างด้วยท่วงท่าที่หนักแน่นและแม่นยำ ลูกเตะที่อัดแน่นด้วยพลังของพรานป่าผู้ช่ำชองกระแทกเข้าที่ซี่โครงของสุนัขบ้าอย่างจัง!

ผลัวะ!

เสียงอัดแน่นราวกับกระสอบทรายถูกทุบดังขึ้น ร่างของสุนัขร้ายลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นแล้วกลิ้งหลุนๆ ไปหลายตลบ มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแล้วรีบหันกายวิ่งโซซัดโซเซหนีกลับเข้าไปในป่าลึก ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนน่าตกใจ หลี่มู่เสวี่ยยังคงยืนตัวแข็งทื่อด้วยความขวัญเสีย ขณะที่หลินหวั่นชิวลดจอบในมือลง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง

หลี่มู่หยางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาหันมาสำรวจร่างของหลินหวั่นชิวอย่างรวดเร็ว “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่? โดนมันกัดหรือเปล่า?”

หลินหวั่นชิวส่ายหน้าช้าๆ หัวใจยังคงเต้นระรัว “ข้า...ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก พี่หลี่”

แต่แววตาคมกริบของพรานป่าไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขากวาดสายตามองไปยังทิศทางที่สุนัขตัวนั้นวิ่งหนีไป แล้วหันขวับไปยังสุมทุมพุ่มไม้หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งสั่นไหวผิดปกติ ประกายตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว

“ออกมา!” เขาคำรามเสียงต่ำ

ไม่มีการตอบสนอง

หลี่มู่หยางแค่นเสียงเย็นชา ก้าวอาดๆ ตรงไปยังพุ่มไม้นั้นแล้วกระชากร่างเล็กที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ออกมาอย่างแรง!

“กรี๊ด!”

ร่างที่ถูกฉุดกระชากออกมาคือหลินเจียวเจียว! นางอยู่ในสภาพมอมแมม ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อสบเข้ากับสายตาเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งพันปีของหลี่มู่หยาง

“เจ้า! เจ้ามาทำอะไรที่นี่!” หลี่มู่หยางบีบแขนของนางแน่นขึ้นอีกนิด เสียงของเขาแข็งกร้าวราวกับหินผา

“ขะ...ข้าแค่เดินผ่านมา ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ!” หลินเจียวเจียวตัวสั่นงันงก พยายามปฏิเสธเสียงสั่น

หลินหวั่นชิวก้าวเข้ามา ดวงตาหงส์ของนางหรี่ลงอย่างเย็นชา “เดินผ่านมาหรือ? พร้อมกับเชือกป่านในมือเส้นนั้นน่ะหรือ?” นางชี้ไปยังเชือกที่หลุดจากมือของหลินเจียวเจียวตอนที่ถูกกระชากออกมา ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ชาวบ้านใช้ล่ามสุนัข

“มันไม่ใช่!” หลินเจียวเจียวปฏิเสธเสียงสูง แต่ก็สายไปเสียแล้ว

หลี่มู่หยางไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีก เขาผลักร่างของหลินเจียวเจียวลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วก้มตัวลงไปจ้องหน้านางในระยะประชิด บรรยากาศรอบกายของเขาแผ่กลิ่นอายคุกคามรุนแรงจนน่าหายใจไม่ออก

“ฟังให้ดีนะ” เขาพูดเสียงกดต่ำ แต่กลับชัดเจนทุกถ้อยคำราวกับสลักลงในกระดูก “ที่นี่คือเขตของข้า หากเจ้ากล้ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่อีก หรือกล้าแตะต้องคนของข้าแม้แต่ปลายเล็บ... ครั้งหน้า สิ่งที่จะถูกเตะกระเด็นไปไม่ใช่หมา แต่จะเป็นเจ้า!”

คำขู่ของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจสังหารที่สั่งสมมาจากการเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายในป่าลึกมานับครั้งไม่ถ้วน หลินเจียวเจียวเบิกตากว้าง ขวัญกระเจิดกระเจิงจนสิ้นสติ นางไม่เคยเห็นหลี่มู่หยางในมุมที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน ภาพลูกเตะที่ส่งสุนัขตัวมหึมาลอยไปต่อหน้าต่อตาฉายซ้ำในหัว นางตัวสั่นเทิ้มจนควบคุมไม่ได้ ก่อนจะกรีดร้องแล้วลนลานคลานหนีกลับไปทางหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อภัยคุกคามจากไปแล้ว บรรยากาศที่ตึงเครียดจึงค่อยๆ คลายลง หลี่มู่เสวี่ยวิ่งเข้ามากอดเอวพี่สาวไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ไม่ต้องกลัวแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว” หลินหวั่นชิวลูบหลังปลอบโยนเด็กสาว ก่อนจะหันไปหาหลี่มู่หยางที่กำลังยืนขมวดคิ้วมองตามหลังหลินเจียวเจียวไป

“ขอบคุณท่านอีกครั้งพี่หลี่ หากไม่ได้ท่าน...”

นางยังพูดไม่ทันจบ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นรอยถลอกยาวบนแขนท่อนล่างของเขา แม้จะเป็นเพียงแผลเล็กน้อย อาจเกิดจากการเฉี่ยวกับกิ่งไม้ตอนที่พุ่งเข้ามาช่วย แต่ก็มีเลือดซึมออกมาบางๆ

“ท่านบาดเจ็บ!” หลินหวั่นชิวอุทานเบาๆ

หลี่มู่หยางก้มลงมองอย่างไม่ใส่ใจ “แค่นี้ไม่นับเป็นแผลหรอก”

“ไม่ได้! แผลเล็กก็อาจอักเสบได้” หลินหวั่นชิวยืนกรานเสียงหนักแน่น นางไม่ยอมให้ผู้มีพระคุณต้องมาเจ็บตัวเพราะตนเองเด็ดขาด ในใจนางสั่งการอย่างเงียบเชียบ ‘ระบบ สแกนบาดแผล’

แสงสีฟ้าอ่อนจางที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าวาบผ่านรอยถลอกบนแขนของเขา เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวนางทันที ‘ตรวจพบบาดแผลถลอกระดับตื้น ไม่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อลึก มีความเสี่ยงติดเชื้อต่ำ คำแนะนำ: ทำความสะอาดด้วยน้ำต้มสุก ประคบด้วยสมุนไพรลดการอักเสบ’

การยืนยันจากระบบทำให้หลินหวั่นชิววางใจ นางพยักหน้าให้ตัวเองเบาๆ แล้วกล่าวกับเขาว่า “ท่านรอที่นี่สักครู่ ข้าจะไปต้มน้ำและเอาสมุนไพรมาให้”

นางรีบเดินเข้าไปในกระท่อม จัดการต้มน้ำอย่างคล่องแคล่ว แล้วหยิบสมุนไพร ‘จื่อฮวาตี้ติง’ (Viola yedoensis) ที่เก็บตากแห้งไว้ซึ่งมีสรรพคุณลดการอักเสบและสมานแผลออกมาบดอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนางก็กลับมาพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นและผ้าสะอาด นางนั่งลงบนตั่งไม้เตี้ยๆ แล้วเงยหน้ามองเขา “พี่หลี่ นั่งลงก่อนสิ”

หลี่มู่หยางมองการกระทำของนางด้วยแววตาที่ซับซ้อน แต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี หลินหวั่นชิวใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดรอบๆ บาดแผลอย่างแผ่วเบาราวกับปุยนุ่น กลิ่นหอมจางๆ จากเรือนผมของนางลอยมาแตะจมูกเขา ทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของพรานหนุ่มพลันอ่อนยวบลงอย่างประหลาด

“อาจจะแสบหน่อยนะ” นางบอก ก่อนจะนำสมุนไพรที่บดแล้วมาพอกลงบนแผลอย่างเบามือ

ความเย็นของสมุนไพรช่วยบรรเทาความแสบร้อนได้เป็นอย่างดี หลี่มู่หยางจ้องมองใบหน้าด้านข้างของนางที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้เขาอย่างเงียบงัน แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าขาวนวลของนาง ทำให้เห็นขนอ่อนละเอียดบนแก้มชัดเจน ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าโลกทั้งใบพลันเงียบสงบลง

ทว่าความเงียบสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน หลี่มู่หยางก็ทำลายมันลงด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมกว่าเดิม “เรื่องวันนี้คงยังไม่จบง่ายๆ ตระกูลหลินไม่ใช่คนที่จะยอมรามือเพียงเพราะถูกข่มขู่”

คำพูดของเขาทำให้หลินหวั่นชิวชะงักมือที่กำลังพันผ้าพันแผล ดวงตาของนางฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาทันที

“ข้ารู้” นางตอบเสียงเรียบ แต่กลับแฝงความเด็ดเดี่ยวเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม “แต่ข้าก็ไม่ใช่หลินหวั่นชิวคนเดิมที่จะยอมให้ใครมารังแกได้อีกต่อไปเช่นกัน”

นางพันผ้าทบสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ในแววตาคู่งามนั้น ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง... เพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกคนที่คิดจะมาทำร้ายนางและสิ่งที่นางสร้างขึ้นมากับมือ