ตอนที่ 12
## บทที่ 12 อลหม่านข่าวลือ
“ท่านแม่…” เสี่ยวหยาเอ่ยเสียงใส “ข้ารู้ว่าท่านแม่หาได้เป็นเช่นแต่ก่อน หากด้วยความสามารถของท่านแม่แล้วไซร้ ย่อมสามารถจากไปจากหมู่บ้านลั่วเสียแห่งนี้ได้ โดยมิต้องใส่ใจสตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์เหล่านั้นเลย”
ยินยินได้ยินดังนั้น ในใจพลันอบอุ่นยิ่งนัก “การจากหมู่บ้านลั่วเสียมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก แม่จะรู้ได้อย่างไรว่าจะไปที่ใดเล่า? แม่รู้ดีว่าสองแม่ลูกเรามักถูกรังแก ชื่อเสียงในละแวกสิบหลี่แปดบ้านนี้ก็มิสู้ดีนัก แต่ถึงกระนั้น ต่อให้ต้องจากไป แม่ก็จักต้องกอบกู้หน้าตาคืนมาก่อน”
ยินยินหวนกลับเข้าครัว ตั้งใจจักเก็บกวาดชามไห ทว่ากลับพบว่าห้องครัวสะอาดหมดจด นางมองเสี่ยวหยาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา “เก่งมาก แต่เรื่องเหล่านี้เจ้ามิต้องทำอีกแล้ว ให้แม่จัดการเองเถิด”
เสี่ยวหยากัดริมฝีปากแน่น สองมือกอดรัดคอยินยินไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมา “ท่านแม่ ข้ากลัวเหลือเกิน กลัวท่านแม่จะทอดทิ้งข้าไปอีก เสี่ยวหยาไม่อยากกลับไปเป็นเช่นวันวานอีกแล้ว”
“ไม่หรอก ไม่มีทาง” ยินยินตื่นตระหนก นางกอดเสี่ยวหยาไว้แน่น หาคำปลอบประโลมมิได้ ทำได้เพียงพึมพำ “เจ้าไม่เชื่อใจแม่เช่นนั้นหรือ? แม่บอกแล้วอย่างไร ว่าจะไม่มีใครกล้ารังแกสองแม่ลูกเราได้ ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ก็มิอาจทำได้”
เสี่ยวหยาหัวเราะทั้งน้ำตา นางเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านแม่พูดเกินไปแล้ว เสี่ยวหยาโตขึ้นจักต้องปรนนิบัติท่านแม่อย่างดี”
“อืม เก่งมาก ให้แม่ดูหน่อยสิ เท้าของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ยินยินอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา หมายจะถอดรองเท้าให้ เสี่ยวหยารีบถอดรองเท้าออกเสียก่อน แล้วจึงเอ่ยว่า “น้ำยาท่านแม่ดีจริง ๆ ดูสิ หายดีหมดแล้ว”
ยินยินพยักหน้า ในใจเบิกบานยิ่งนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากอนาคตอันไกลโพ้น ฤทธิ์ของมันย่อมเหนือล้ำกว่าสิ่งใดในยุคนี้
หลังจากปลอบประโลมเสี่ยวหยาแล้ว ยินยินพลันนึกถึงเนื้อที่สตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์นำมาคืนให้ นางจึงเดินเข้าไปใกล้ เมื่อเปิดกระดาษน้ำมันออก ความรู้สึกดี ๆ ทั้งหมดพลันมลายหายไปสิ้น โธ่เอ๋ย! ถูกหลอกจนได้ เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน พบว่าเนื้อครึ่งก้อนนั้นถูกหั่นออกไปไม่น้อย ดูท่าสตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์ผู้นั้นคงถือวิสาสะว่าเป็นของตนเอง ครั้นนำกลับไปถึงบ้านก็คงอดใจมิได้ หั่นเนื้อไปผัดเสียส่วนหนึ่ง มิเช่นนั้นไยจึงต้องห่อด้วยกระดาษน้ำมันเล่า?
ช่างน่าโมโหนัก! ยินยินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน การหน้าด้านไร้ยางอายก็ว่าร้ายแล้ว ไยจึงต้องไร้ยางอายถึงเพียงนี้!
ไม่นานหลังจากสตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์จากไป ยินยินเดินออกจากหมู่บ้าน หมายจะหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำกิน ทว่ากลับพบว่าชาวบ้านกำลังซุบซิบนินทาเรื่องอันใดกันอยู่ เมื่อยินยินแอบเข้าไปฟัง สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลง
“เฮ้ พวกเจ้าได้ยินข่าวลือหรือไม่? แม่ม่ายน้อยในหมู่บ้านทนความเปลี่ยวเหงาไม่ไหว ไปสมสู่กับอันธพาลหวังเอ้อร์แล้ว มิหนำซ้ำ พอได้เงินมาเล็กน้อยก็เริ่มจับจ่ายซื้อของมากมาย”
“ยังดีที่ไม่มาล่อลวงบุรุษของข้า มิเช่นนั้นข้าจะตีมันให้ตายคามือเลย แต่พูดไปพูดมา สตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์ผู้นั้นก็น่าสงสารยิ่งนัก อุตส่าห์ช่วยเหลือมันอยู่บ้าง กลับกลายเป็นว่าพอมีเงินทองขึ้นมาก็ทอดทิ้งสตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์ไปเสียแล้ว”
“ใช่แล้ว น่าเห็นใจสตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์ยิ่งนัก ในหมู่บ้านนี้ สตรีแซ่ซิ่วเอ๋อร์ผู้นี้เป็นคนดีจริง ๆ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมาพบเจอกับคนอกตัญญูเช่นนี้ด้วย”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงก็ค่อย ๆ เบาลง หญิงวัยป้าที่อยู่ข้าง ๆ สะกิดคนที่กำลังพูดอยู่ แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “อย่าพูดเลย แม่ตัวซวยยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว”
“เชอะ!” หลายคนถ่มน้ำลายไปทางยินยิน ก่อนจะบิดเอวเดินจากไป
ยินยินยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา นางไปสร้างความแค้นเคืองให้ผู้ใดอีกแล้ว ดูท่าชาวบ้านเหล่านี้คงต้องหาคนมาสั่งสอนเสียบ้างกระมัง