ตอนที่ 121

## บทที่ 177: กล่าวเท็จทั้งที่ลืมตา

"เอ่อ..." คำเรียกขานนั้นทำให้ยินยินรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่งนัก นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินหันไปกล่าวกับพวกเขาว่า "รบกวนพวกท่านไปเชิญพวกเขามาสักหน่อยเถิด สุขภาพของนายน้อยของพวกท่านทนทานการเหนื่อยยากมิได้"

"อืมๆ" เหล่าบ่าวไพร่พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

มู่ไป๋เห็นดังนั้นก็พลันแย้มสรวลออกมา "ยินยิน ข้าเริ่มหวาดหวั่นที่จะได้พบนาง ข้าไม่รู้ว่านางมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร ชอบกินสิ่งใด สวมใส่สิ่งใด หน้าตาละม้ายคล้ายข้าหรือไม่ ข้าล้วนไม่รู้" กล่าวถึงตรงนี้ มู่ไป๋ขมวดคิ้วหันมาถามยินยิน "ท่านเล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ของนางให้ข้าฟังได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ว่าพวกท่านใช้ชีวิตในช่วงหลายปีมานี้อย่างไร"

ยินยินได้ยินดังนั้นก็เงียบงันไป หากนางบอกความจริงแก่มู่ไป๋ เขาจะรู้สึกผิดเช่นไร เมื่อคิดได้ดังนั้น ยินยินจึงตัดใจ นางหัวเราะร่ากล่าวว่า "หลายปีมานี้แม้จะมิได้ร่ำรวย แต่โดยรวมก็ถือว่าดี ชาวบ้านในชนบทล้วนมีน้ำใจ หากมีเรื่องราวใหญ่เล็กอันใด บอกกล่าวพวกเขา พวกเขาก็จะช่วยเหลือ"

มู่ไป๋มิได้ซักไซร้ถึงความคลุมเครือของยินยิน เขาจึงถามต่อว่า "แล้วนางเล่า ตอนนี้เติบโตเป็นเช่นไร ได้ส่งไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาหรือไม่"

"นางหรือ! งามสะพรั่งดุจดอกไม้แรกแย้ม ท่านเห็นแล้วจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องอาจารย์จากสำนักศึกษา ข้าได้เอ่ยกับนางไว้แล้ว เมื่ออาการป่วยของท่านคงที่ ข้าจะไปเชิญอาจารย์มาให้นาง"

โธ่เอ๋ย! การกล่าวเท็จทั้งที่ลืมตานั้น ยินยินก็จนใจยิ่งนัก ภาพเหตุการณ์ที่นางลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้มันช่างสะเทือนใจยิ่งนัก มิเพียงแต่บ้านสี่ฝาผนัง ว่างเปล่า ปราศจากซึ่งสิ่งใด เว้นแต่ขนมเปาที่ใกล้ตายเต็มที มิหนำซ้ำยังต้องทนรับการเยาะเย้ยจากชาวบ้าน แล้วจะกล่าวถึงการส่งนางเข้าสำนักศึกษาได้อย่างไร

อนิจจา! สำหรับมู่ไป๋ผู้ไม่เคยสัมผัสโลกีย์เช่นนี้ หากเขารู้ว่าบุตรีของตนต้องเผชิญชะตาเช่นนี้ในมือของนาง ไม่รู้ว่าจะเกิดพฤติกรรมสุดโต่งอันใดออกมา ดังนั้น เพื่อรักษาสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีของเขา ยินยินจึงจำต้องกล่าวเท็จทั้งที่ลืมตา

มู่ไป๋ได้ยินคำบรรยายอันเรียบง่ายของยินยินก็มิได้คิดมาก เขาเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยมิเคยเห็นชีวิตที่ยากลำบากของชาวบ้านในชนบท ดังนั้น เขาจึงเชื่อคำพูดของยินยินเกือบทั้งหมด ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เข้าใจสุภาษิตที่ว่า "หงส์ตกน้ำยังสู้ไก่ไม่ได้"

ยินยินพยุงมู่ไป๋ให้นั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ในขณะที่ไม่ทันตั้งตัว นางเหลือบมองผมสีดอกเลาเต็มศีรษะของมู่ไป๋ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พึงรู้ว่าสีผมเช่นนี้เป็นไปตามธรรมชาติอย่างยิ่ง มิได้เกิดจากความโศกเศร้าใดๆ

จุดนี้ทำให้ยินยินสงสัยอยู่บ้าง แต่นางมิกล้าถามมากนัก เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของมู่ไป๋ ครู่หนึ่ง หลันเซียง เตี๋ยเซียง กุ้ยเซียง ก็พาเสี่ยวหยาและมู่มู่เดินเข้ามา

"ท่านแม่" เสี่ยวหยากระโดดโลดเต้นเล่นอย่างสนุกสนาน ดวงตาคู่โตที่งดงามเป็นประกายอย่างน่าประหลาด ก่อนจะมาถึง เสี่ยวหยาก็จ้องมองมู่ไป๋ตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ ท่านลุงผู้นี้คือพี่ชายของมู่มู่หรือเจ้าคะ?"

"อืม" ยินยินรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ก็จำต้องพยักหน้ายอมรับ อย่างไรก็ตาม คนรอบข้างกลับกระตุกริมฝีปากเล็กน้อย แต่เนื่องจากยินยินอยู่ตรงนั้น พวกเขาจึงมิได้กล่าวสิ่งใดออกมา

มู่ไป๋เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่สดใสน่ารักตรงหน้า ริมฝีปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่บางเบา งดงามจนน่าตะลึง

`