ตอนที่ 34

## บทที่ 35 : เจ้าสาวผู้ห้าวหาญ

ยินยินพิศมองบุรุษผู้นั้นอย่างละเอียดลออ "ท่านหมอจาง อย่าได้คิดเล่นกลอันใด หากมิเช่นนั้น ข้าจะทำให้ท่านมิสบายเป็นแน่"

คำกล่าวนี้ทำเอาหมอจางชำเลืองมองหลุมบนพื้นดินโดยมิได้ตั้งใจ มุมปากกระตุก หนวดเคราที่คางสั่นไหวไปมา "ใครต่อใครต่างว่าเจ้าอ่อนหวานน่าเอ็นดู ทว่าแท้จริงกลับเป็นแม่ย่านางร้ายกาจ ช่างต่างจากมารดาท่านราวฟ้ากับดิน"

"มารดาข้า?" ยินยินชะงักงัน ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเอ่ยถาม "ท่านหมอจางทราบเรื่องราวของมารดาข้ามากน้อยเพียงใด?"

เมื่อเห็นน้ำเสียงนอบน้อมขึ้น หมอจางก็รู้สึกดีขึ้นมา เขาลูบเคราที่ร่วงโรยแทบหมดสิ้นบนคาง ทำท่าทีราวกับกำลังหวนรำลึกถึงความหลัง "มารดาท่านนั้นเลื่องชื่อลือนามว่าเป็นสตรีงามอันดับต้นๆ แห่งเมืองหลวง มิใช่คนต่ำต้อยเช่นพวกเราจะสามารถพบเห็นได้ ทว่ามีข่าวลือว่า 'หว่านเหนียง' แห่งหอสุราจุยหงโหลวนั้นโด่งดังเกรียงไกรยิ่งนัก น่าเสียดายที่ถูกท่านเจ้าคุณแห่งจวนโหวสู่ขอไปเป็นภรรยา แล้วก็เงียบหายไปหลังจากนั้นไม่กี่ปี"

จุยหงโหลว... ยินยินนิ่งอึ้ง ชื่อนี้ฟังดูอย่างไรก็มิใช่สถานที่ที่ดี "แล้วหลังจากนั้นเล่า?"

"หลังจากนั้น?" หมอจางแสดงสีหน้าประหลาดใจ "เจ้าเติบโตมาในจวนโหวตั้งแต่เล็ก เรื่องราวของมารดาท่าน เจ้าควรจะรู้ดีกว่าผู้ใดมิใช่หรือ?"

ยินยินมิได้กล่าวอันใด นางร่ำลาหมอจางแล้วกลับไปยังเกวียนเทียมวัว เมื่อเห็นว่าลุงหนิวกลับมาเป็นปกติแล้ว ยินยินจึงถามอย่างไม่ตั้งใจ "ลุงหนิว ข้าขอถามท่านเรื่องหนึ่ง"

ลุงหนิวกำลังบังคับเกวียนเทียมวัวอยู่จึงเอ่ยตอบ "ว่ามาเถิด"

เมื่อเห็นว่าลุงหนิวตอบอย่างง่ายดายเช่นนี้ ยินยินก็รู้ว่ามีหวัง จึงแสดงสีหน้าลำบากใจ "เมื่อก่อนข้าได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวในจวนโหวเลือนรางไปมาก ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่?"

เมื่อลุงหนิวได้ยินเช่นนั้น เขาก็หยุดเกวียนเทียมวัว ดวงตาที่ขุ่นมัวจ้องมองยินยินเขม็ง ราวกับจะแทงทะลุเข้าไปในจิตใจของนาง จนยินยินรู้สึกขนลุกซู่ ลุงหนิวจึงหันกลับไป เขากล่าวพลางบังคับเกวียนเทียมวัวพลาง "จำไม่ได้ก็ดีแล้ว ถือเสียว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น คนในจวนโหวเหล่านั้นก็ขับไล่เจ้าออกมาแล้ว เจ้ายังหวังว่าจะได้กลับไปอีกหรือ?"

ยินยินลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน โธ่เอ๋ย!

ลุงหนิวถอนหายใจ "ถึงแม้จะเป็นคุณหนูอนุแห่งจวนโหว แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าพวกเราอยู่ดี ชาติกำเนิดของเจ้าสูงส่งกว่าพวกเรานัก อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นบุตรีครึ่งหนึ่งของท่านโหว"

เหตุใดจึงเป็นเพียงครึ่งเดียว? ยินยินยิ่งสงสัย ทว่าจากสถานการณ์ในตอนนี้ การที่จะหาคำตอบจากปากของลุงหนิวนั้นคงเป็นไปไม่ได้

เมื่อเดินทางไปได้สักพัก ยินยินก็พบว่าร้านเสื้อผ้าปิดทำการ นางสอบถามจึงได้ความว่า เถ้าแก่เนี้ยแห่งร้านเสื้อผ้าได้กระทำการอันน่าอับอายกับบุรุษแปลกหน้าในที่สาธารณะ เพื่อที่จะปิดปากผู้คน นางจึงร้องห่มร้องไห้ให้บุรุษผู้นั้นหย่าภรรยาของเขาเสีย ทว่าบุรุษผู้นั้นมิยินยอม เถ้าแก่เนี้ยแห่งร้านเสื้อผ้าจึงว่าจ้างแม่สื่อ ยกขบวนขันหมากไปสู่ขอเขาถึงบ้าน

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ บุรุษผู้นั้นเป็นคนจากหมู่บ้านลั่วเสีย ยินยินได้แต่หัวเราะทั้งน้ำตา ช่างบังเอิญเหลือเกิน! บังเอิญเกินไปแล้ว!

ในเวลากลางวัน เกวียนเทียมวัวเดินทางได้รวดเร็วขึ้น ครึ่งชั่วยามต่อมา ยินยินก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนที่จะเข้าหมู่บ้าน ยินยินก็ได้ยินเสียงดนตรีครึกครื้น... นี่มัน...

ยินยินเต็มไปด้วยความงุนงง นางพึมพำ "เพิ่งจะพูดถึงเรื่องการแต่งงานไปเมื่อครู่ เหตุใดในหมู่บ้านจึงมีคนแต่งงานเสียแล้ว?"

ลุงหนิวที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นจึงเพ่งมองไปข้างหน้าอย่างละเอียด ก่อนจะกล่าวอย่างไม่พอใจ "นั่นมันเถ้าแก่เนี้ยร้านเสื้อผ้า มิใช่หรือ? อู๋หยางนี่ก็ช่างสอดรู้สอดเห็นนัก ไปเข้าร่วมทำไม สุดท้ายก็ทำลายครอบครัวของตนเอง"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ยินยินก็พูดไม่ออก สตรีในยุคโบราณนี้เหตุใดจึงห้าวหาญกันเช่นนี้? เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้มิได้คิดฆ่าตัวตาย หากแต่กลับยกตนเองไปแต่งงานถึงเรือน! อนิจจา!