อยากให้ฉันทำงานงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!
แสงอรุณรำไรสาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษ ปลุกสรรพชีวิตให้ตื่นจากนิทรา แต่ในลานบ้านตระกูลหลินกลับมีเพียงไอเย็นแห่งความเงียบงันที่น่าอึดอัดปกคลุม บรรยากาศตึงเครียดราวกับสายธนูที่ขึงจนสุด ความเงียบนี้หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าเสียงด่าทอใดๆ
เสียงไก่ขันแว่วมา แต่ก็ไม่อาจทำลายกำแพงความเงียบนี้ได้ จนกระทั่งเสียงแหบพร่าของจ้าวจินซิ่วดังขึ้นทำลายความสงัด “เจี้ยนกั๋ว! ไปเคาะประตูเรียกน้องสะใภ้เจ้าที! บอกนางว่าได้เวลางานแล้ว วันนี้นางต้องไปทำนาเพื่อแลก 10 แต้มค่าแรงเหมือนทุกวัน! อย่าให้ใครมาว่าได้ว่าบ้านเรามีคนขี้เกียจสันหลังยาว!”
น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง เห็นได้ชัดว่านางยังแค้นเคืองเรื่องเมื่อคืนไม่หาย แต่ก็ไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับเซี่ยเหยียนตรงๆ อีกต่อไป
หลินเจี้ยนกั๋ว ชายร่างสูงใหญ่แต่แววตาขลาดเขลาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขามองไปยังประตูห้องของน้องสะใภ้รองด้วยความหวาดหวั่น ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงติดตา แต่เมื่อถูกสายตาตำหนิของมารดาจับจ้อง เขาก็จำต้องเดินไปเคาะประตูอย่างเสียมิได้
“น้องรอง... ตื่นหรือยัง? แม่บอกว่า... ได้เวลาไปทำงานที่นาแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไม่กล้าแม้แต่จะลงเสียงหนัก
ภายในห้อง เซี่ยเหยียนลืมตาขึ้นตั้งแต่ไก่โห่แรกแล้ว นางกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้แข็งกระด้าง ฝึกฝนการโคจรลมปราณตามแบบฉบับทหารพิเศษที่เคยร่ำเรียนมา แม้มิได้ช่วยให้มีพลังวิเศษ แต่ก็ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากหน้าห้อง มุมปากของนางก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
ทำงานหรือ? เป็นวัวเป็นม้าให้พวกเจ้าสูบเลือดสูบเนื้อต่อไปงั้นรึ? ฝันไปเถอะ!
นางลุกขึ้นจากเตียง เดินไปเอาไม้ท่อนหนึ่งมาขัดประตูจากด้านในอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมสมาธิทั้งหมดส่งจิตเข้าไปในมิติลับส่วนตัวของนาง
ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา จากห้องไม้เก่าซอมซ่อกลายเป็นโกดังสว่างไสวกว้างขวาง บนชั้นวางเรียงรายไปด้วยข้าวของที่ได้รับจากระบบเมื่อวานนี้ ทั้งข้าวสารขาวบริสุทธิ์ เนื้อหมูสามชั้นมันแทรก และไข่ไก่สดใหม่ กลิ่นอายแห่งความอุดมสมบูรณ์ลอยอบอวลจนน่าใจหาย
เซี่ยเหยียนไม่รอช้า นางหยิบข้าวสารเม็ดงามออกมาหนึ่งถ้วย ไข่ไก่สองฟอง พร้อมกับชุดเครื่องครัวทันสมัยที่ระบบมอบให้เป็นของขวัญต้อนรับผู้ใช้งานใหม่ ทุกอย่างในมิตินี้สะดวกสบายราวกับอยู่ในโลกอนาคต นางหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าไร้ควัน ทอดไข่ดาวสองฟองจนขอบกรอบแต่ไข่แดงยังเยิ้มเป็นยางมะตูม กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ และไข่ดาวโชยแตะจมูก ปลุกความหิวโหยในกระเพาะให้ทำงาน
นางนำอาหารทั้งหมดกลับออกมาจากมิติ วางบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ในห้อง กลิ่นหอมกรุ่นลอยไปกระทบจมูกของหลินเสี่ยวตงที่นอนขดตัวอยู่บนเตียง เด็กชายตัวน้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้น จมูกเล็กๆ ของเขาสูดฟุดฟิด ดวงตาที่เคยหม่นหมองพลันเบิกกว้างเมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะ
“ท่านแม่... นี่คือ...” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบา ไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง ข้าวขาวบริสุทธิ์เช่นนี้... เขาเคยเห็นแต่ในชามของท่านปู่ท่านย่าและครอบครัวท่านลุงใหญ่เท่านั้น
“อาหารเช้าของเรา” เซี่ยเหยียนตอบสั้นๆ ก่อนจะตักข้าวสวยร้อนๆ พูนถ้วย โปะด้วยไข่ดาวที่หอมกรุ่นยื่นให้เขา “กินสิ นี่คือส่วนของเรา”
หลินเสี่ยวตงมองไข่ดาวในชามสลับกับใบหน้าของผู้เป็นแม่เลี้ยงอย่างไม่แน่ใจ ความทรงจำอันเลวร้ายทำให้เขาลังเล แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังและอบอุ่นของเซี่ยเหยียน ความหิวโหยก็เอาชนะความกลัว เด็กชายรับชามข้าวมาด้วยสองมือเล็กๆ ที่สั่นเทา ตักข้าวคำแรกเข้าปากพร้อมกับไข่ดาว
วินาทีนั้น... โลกทั้งใบของหลินเสี่ยวตงพลันสว่างไสว!
ความหอมหวานของข้าวขาวที่นุ่มละมุนลิ้น ความมันของไข่แดงที่เคลือบเมล็ดข้าวทุกเม็ด รสชาติที่แสนวิเศษนี้คือสิ่งที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือโดยไม่รู้ตัว เด็กชายรีบก้มหน้าก้มตากินอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่ามันจะเป็นเพียงความฝัน เมื่อกินจนหมดชาม เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเหยียน ดวงตาที่เคยหม่นหมองพลันเปล่งประกายเจิดจ้า รอยยิ้มแรกที่จริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็กๆ นั้น เป็นรอยยิ้มที่มอบให้เซี่ยเหยียนอย่างแท้จริง
เซี่ยเหยียนเพียงพยักหน้าเบาๆ นางรู้ดีว่าความเชื่อใจต้องสร้างด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูด
ขณะเดียวกันนั้น ด้านนอกห้องเริ่มเกิดความโกลาหล
“ทำไมยังไม่ออกมาอีก! นี่มันสายมากแล้วนะ!” เสียงจ้าวจินซิ่วเริ่มดังขึ้นด้วยความเดือดดาล “เจี้ยนกั๋ว! พังประตูเข้าไปเลย! ข้าไม่เชื่อว่านางจะกล้าแข็งข้อไปได้ตลอดรอดฝั่ง!”
หลินเจี้ยนกั๋วแม้จะกลัว แต่เมื่อถูกมารดาสั่งเสียงแข็งและเห็นสายตาเย้ยหยันจากหวังชุ่ยฮวาผู้เป็นภรรยา ความเป็นชายของเขาก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา เขาถอยหลังไปสองสามก้าว ตั้งท่าจะใช้ไหล่กระแทกประตูให้พังเข้ามา
ตูม!
เสียงไหล่กระทบกับแผ่นไม้ดังก้อง แต่ประตูกลับสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยเพราะมีไม้ขัดไว้จากด้านใน
“พังเข้าไปอีก! เอาให้มันพังไปเลย!” จ้าวจินซิ่วตะโกนสั่ง
ตูม! ตูม!
เสียงกระแทกประตูดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลินเสี่ยวตงสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว รีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังเซี่ยเหยียน
แต่แทนที่จะหวาดกลัว เซี่ยเหยียนกลับแสยะยิ้มเย็น ในมือของนางพลันปรากฏมีดทำครัวเล่มใหญ่ที่เพิ่งหยิบออกมาจากมิติ มันวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์จนน่าขนลุก นางเดินไปที่ประตูด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง มือหนึ่งกอดปลอบหลินเสี่ยวตงไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งกำด้ามมีดแน่น
ในจังหวะที่หลินเจี้ยนกั๋วกำลังจะกระแทกครั้งต่อไป...
ผลัวะ!
ประตูเปิดออกอย่างกะทันหันจนเขาเสียหลักถลาเข้ามาด้านใน เกือบจะล้มหน้าคะมำ
และภาพที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนในลานบ้านก็คือ... ร่างของเซี่ยเหยียนที่ยืนตระหง่านอยู่กลางวงกบประตู ในมือของนางถือมีดทำครัวเล่มเขื่องที่เงาวับจับตา ปลายมีดชี้ตรงมาที่หลินเจี้ยนกั๋วซึ่งยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้า ดวงตาของนางเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ปราศจากความหวาดกลัวใดๆ มีเพียงจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจนทุกคนสัมผัสได้
“อยากให้ฉันทำงานงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของนางเรียบสนิท แต่กลับเสียดแทงเข้าโสตประสาทของทุกคน
นางค่อยๆ ยกมีดขึ้นมาในระดับสายตา มองมันราวกับเป็นของเล่นชิ้นโปรด ก่อนจะตวัดสายตากลับไปมองทุกคนในลานบ้านช้าๆ แล้วประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นยะเยือกจนถึงขั้วหัวใจ
“ก็ได้... แต่ถ้าใครกล้าก้าวเข้ามาในห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว หรือกล้าบังคับฉันอีกแม้แต่คำเดียว... ฉันจะสับมันให้เละเป็นชิ้นๆ!”