ถ้าฉันไม่ได้กิน ก็ไม่ต้องมีใครได้กิน!
ไอสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของเซี่ยเหยียน ทำให้บรรยากาศในลานบ้านตระกูลหลินพลันแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งในฤดูหนาวอันโหดร้าย มีดทำครัวเล่มใหญ่ในมือของนางสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายเป็นประกายเย็นเยียบ, ส่องกระทบดวงตาของทุกคนที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงและหวาดผวา
หลินเจี้ยนกั๋วที่เสียหลักถลาเข้ามาเป็นคนแรกรู้สึกได้ถึงความตายที่เฉียดใกล้ เขายืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป จ้องมองปลายมีดที่อยู่ห่างจากลำคอของตนไม่ถึงหนึ่งฉื่อ เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาจากหน้าผาก ชายชาตรีที่เคยคิดว่าตนเองแข็งแกร่ง บัดนี้กลับรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
จ้าวจินซิ่วผู้ซึ่งเมื่อครู่ยังส่งเสียงกรีดร้องสั่งการด้วยความเกรี้ยวกราด บัดนี้กลับเงียบกริบราวกับเป็ดถูกเชือดคอ ดวงตาของนางเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่อระคนกับความหวาดกลัว นางไม่เคยเห็นสะใภ้รองคนนี้ในมุมที่น่าพรั่นพรึงเช่นนี้มาก่อน นี่มันไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่นางเคยรู้จัก แต่เป็นนางมารร้ายที่พร้อมจะคร่าชีวิตคนได้ทุกเมื่อ!
หวังชุ่ยฮวาที่หลบอยู่ด้านหลังยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางตัวสั่นงันงกยิ่งกว่าลูกนกตกน้ำ รีบดึงแขนสามีถอยหลังไปอีกหลายก้าวด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด
“ข้า... ข้าแค่จะมาเรียกเจ้าไปทำงาน” หลินเจี้ยนกั๋วพยายามเค้นเสียงที่แหบแห้งออกมาแก้ตัว แต่คำพูดนั้นกลับฟังดูไร้น้ำหนักสิ้นดี
เซี่ยเหยียนแสยะยิ้มมุมปาก นางตวัดสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีมองหน้าพวกเขาทีละคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงพลังอำนาจ “ข้าพูดชัดเจนแล้ว อย่ามารบกวนข้ากับเสี่ยวตงอีก”
นางเหลือบมองหลินเสี่ยวตงที่เกาะชายเสื้อนางแน่นอยู่ด้านหลัง แม้เด็กชายจะหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่แววตาที่มองนางกลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา เซี่ยเหยียนก้มลงลูบศีรษะเขาเบาๆ เป็นการปลอบโยน
“กลับเข้าไปในห้อง” นางสั่งเสียงเบา จากนั้นจึงหันมาเผชิญหน้ากับครอบครัวปลิงดูดเลือดอีกครั้ง “ถ้าอยากให้ประตูบานนี้พังนัก ก็ลองดู ข้าจะรออยู่ข้างใน แต่จำไว้... ครั้งหน้าไม่ใช่แค่มีดที่พวกเจ้าจะได้เห็น”
สิ้นคำประกาศิต นางก็ก้าวถอยหลังเข้าห้องไปพร้อมกับหลินเสี่ยวตง มีดทำครัวในมือพลันหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริงเมื่อนางหันหลังให้ทุกคน ก่อนจะปิดประตูลงด้วยเสียงดัง ‘ปัง!’ และลงดาลขัดไว้อย่างแน่นหนา ทิ้งให้คนในลานบ้านยืนตะลึงงันอยู่กับความเงียบงันและความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เงาของดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบทั่วลานบ้านจนกลายเป็นสีเลือดจางๆ อากาศเย็นลงพร้อมกับเสียงจอแจที่ค่อยๆ เงียบหายไป บรรยากาศในบ้านตระกูลหลินอึดอัดจนน่าใจหาย ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีก จ้าวจินซิ่วนั่งหน้าเขียวคล้ำอยู่ที่ม้านั่งยาว ส่วนหลินเจี้ยนกั๋วและหวังชุ่ยฮวาก็หลบเข้าไปในห้องของตนเงียบๆ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมจางๆ ของอาหารก็เริ่มลอยออกมาจากห้องครัว หวังชุ่ยฮวาผู้ถูกจ้าวจินซิ่วจิกหัวใช้ออกมาทำอาหารเย็นอย่างเสียไม่ได้ ในใจนางยังคงสั่นสะท้านไม่หาย แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งแม่สามี
ในห้องฝั่งตะวันตก เซี่ยเหยียนนั่งอยู่บนเตียงโดยมีหลินเสี่ยวตงนอนหนุนตักอยู่ ท้องของเด็กน้อยร้องโครกครากออกมาเป็นระยะบ่งบอกถึงความหิวโหย
“ท่านแม่ ข้าหิว...” เสียงเล็กๆ เอ่ยขึ้นอย่างน่าสงสาร
เซี่ยเหยียนลูบแผ่นหลังบางของเขาเบาๆ พลางตอบว่า “รออีกสักครู่ เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”
นางรู้ดีว่าจ้าวจินซิ่วกำลังเล่นละครบทไหนอยู่ หญิงชราเจ้าเล่ห์นั่นตั้งใจจะใช้ความหิวโหยมาเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้นางยอมจำนน หวังจะดัดนิสัยนางให้กลับไปเป็นวัวเป็นควายให้โขกสับดังเดิม
ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาสิ้นดี!
กลิ่นอาหารเริ่มหอมชัดเจนขึ้น เป็นกลิ่นของซุปธัญพืชที่แทบจะใสเป็นน้ำเปล่า กับกลิ่นไหม้จางๆ ของแผ่นแป้งข้าวฟ่างหยาบๆ แม้จะเป็นอาหารที่เลวร้ายที่สุด แต่สำหรับเด็กที่ท้องว่างมาทั้งวันอย่างหลินเสี่ยวตงแล้ว มันช่างหอมยั่วยวนเหลือเกิน
เสียงเรียกรับประทานอาหารดังขึ้นจากลานบ้าน แต่กลับไม่มีใครมาเรียกห้องของพวกนาง จ้าวจินซิ่วจงใจทำเช่นนั้นจริงๆ!
เซี่ยเหยียนรออย่างใจเย็น นางได้ยินเสียงการจัดวางถ้วยชาม เสียงพูดคุยแผ่วเบา และเสียงสูดเส้นแป้งดังซู้ดๆ เมื่อแน่ใจว่าทุกคนเริ่มลงมือกินอาหารกันแล้ว มุมปากของนางก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก
“เสี่ยวตง อยู่ในห้องนี้นะ อย่าออกไปไหน” นางสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและเปิดประตูเดินออกไป
ทุกคนที่โต๊ะอาหารชะงักงันตะเกียบในมือค้างอยู่กลางอากาศ สายตาทุกคู่หันมามองนางเป็นตาเดียว จ้าวจินซิ่วขมวดคิ้วแน่น เตรียมจะอ้าปากด่าทอ
แต่เซี่ยเหยียนไม่เปิดโอกาสให้นางได้พูดแม้แต่คำเดียว
ร่างสูงโปร่งของอดีตนายทหารหญิงก้าวฉับๆ ตรงไปยังโต๊ะอาหารไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่กลางลานบ้าน ดวงตาหงส์อันเฉียบคมกวาดมองอาหารบนโต๊ะอย่างดูแคลน... ซุปใสแจ๋วที่แทบจะส่องเห็นเงาตัวเองได้ กับแผ่นแป้งแข็งๆ หน้าตาไม่น่ากินเพียงไม่กี่ชิ้น
นี่คือสิ่งที่พวกมันกินกัน ขณะที่ปล่อยให้หลานชายแท้ๆ ของตัวเองหิวจนไส้กิ่ว!
โทสะในใจเซี่ยเหยียนปะทุขึ้นมาอีกครั้ง นางไม่พูดพร่ำทำเพลงแม้แต่ครึ่งคำ
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!” หวังชุ่ยฮวาร้องเสียงหลงเมื่อเห็นสายตาไม่น่าไว้วางใจของเซี่ยเหยียน
ผลัวะ! เคร้ง!
เสียงเท้ากระทบกับขาโต๊ะไม้ดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงถ้วยชามตกกระทบพื้นแตกกระจายระงม!
เซี่ยเหยียนใช้เท้าข้างเดียวเตะโต๊ะอาหารทั้งตัวจนพลิกคว่ำ!
โต๊ะไม้เก่าๆ ล้มคะมำไปด้านข้าง ซุปธัญพืชร้อนๆ สาดกระจายไปทั่วพื้นดินสกปรก แผ่นแป้งหยาบกลิ้งคลุกฝุ่นจนดูไม่ได้ เศษถ้วยชามดินเผาแตกละเอียดเกลื่อนกลาดราวกับสมรภูมิรบย่อมๆ
“กรี๊ดดดดด!”
เสียงกรีดร้องของจ้าวจินซิ่วและหวังชุ่ยฮวาดังลั่นขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมาย!
หวังชุ่ยฮวาทรุดลงไปนั่งกับพื้น มองเศษอาหารที่ปะปนกับดินและฝุ่นด้วยน้ำตาที่ไหลพราก “อาหารของข้า! อาหารของข้า!” ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การทำอาหารหกถือเป็นบาปมหันต์
จ้าวจินซิ่วลุกพรวดขึ้นยืน ชี้นิ้วมาที่เซี่ยเหยียนด้วยมือที่สั่นเทา vor”นางสารเลว! เจ้ามันบ้าไปแล้ว! เจ้ากล้าดียังไงมาคว่ำโต๊ะอาหาร!”
เซี่ยเหยียนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความโกลาหล นางกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาดุจเดิม “ข้าบ้าไปแล้ว? ถูกต้อง ข้าบ้าไปแล้ว! คนดีๆ ที่ไหนจะทนให้พวกท่านข่มเหงรังแกได้ทุกวี่ทุกวัน!”
นางชี้ไปที่หวังชุ่ยฮวาที่กำลังร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย “ร้องไห้ทำไม? เสียดายอาหารแค่นี้ทำเป็นจะขาดใจตาย แล้วตอนที่พวกท่านปล่อยให้ลูกชายข้าหิวโซเล่า! ตอนที่พวกท่านยักยอกเงินของสามีข้าไปใช้กันอย่างสุขสบาย เคยนึกถึงหัวอกคนอื่นบ้างหรือไม่!”
ทุกคำพูดของนางเฉียบคมราวกับมีดที่กรีดแทงเข้าไปในจิตใจของทุกคน
“จำใส่สมองอันน้อยนิดของพวกท่านเอาไว้!” เซี่ยเหยียนประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัด “หลักการของข้า เซี่ยเหยียน นับจากนี้ไปมันง่ายมาก... ถ้าฉันไม่ได้กิน ก็ไม่ต้องมีใครได้กินทั้งนั้น! ถ้ากล้าล้ำเส้นข้าอีกแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งต่อไปไม่ใช่แค่โต๊ะอาหารที่พัง แต่จะเป็นบ้านหลังนี้!”
ในจังหวะที่นางประกาศกร้าวอย่างเด็ดขาดนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของนาง
***[ติ๊ง! ตรวจพบโฮสต์แสดงความเด็ดขาดขั้นสูงสุด ปกป้องศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ!]***
***[รางวัลพิเศษ: เนื้อหมูสามชั้นอย่างดี 5 ชั่ง! ได้รับการจัดเก็บในมิติเรียบร้อยแล้ว!]***
ประกายแห่งความพึงพอใจวาบขึ้นในดวงตาของเซี่ยเหยียน นางแค่นเสียงเย็นชาอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้องของตนไปอย่างสง่างาม ปิดประตูดังปัง! ทิ้งให้คนตระกูลหลินยืนตะลึงตัวแข็งอยู่กับเศษซากอาหารและความพ่ายแพ้ที่น่าอัปยศอดสูที่สุดในชีวิต พวกเขาเริ่มตระหนักได้แล้วว่า... สะใภ้รองผู้นี้ได้กลายเป็นอสรพิษร้ายที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมหรือรับมือด้วยวิธีเดิมๆ ได้อีกต่อไปแล้ว