กลิ่นเนื้อหมูเย้ายวนใจ กับหัวขโมยหน้าโง่

หลังจากปิดประตูเสียงดังลั่น เซี่ยเหยียนพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่า สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับเพลิงโทสะที่ยังคุกรุ่นอยู่ภายในอก เสียงโวยวายสับสนอลหม่านจากด้านนอกยังคงดังลอดเข้ามาไม่ขาดสาย แต่บัดนี้นางไม่สนใจใยดีอีกต่อไป

สายตาของนางกวาดไปพบร่างเล็กผอมบางของหลินเสี่ยวตงที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่มุมห้อง ดวงตาคู่น้อยเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระคนกับความชื่นชมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“เจ้ากลัวหรือ” เซี่ยเหยียนเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่นางเองก็เพิ่งค้นพบ

เด็กชายส่ายหน้าพรืด ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงกระเพื่อมไหวตามแรง “ข้า... ข้าไม่กลัว ท่านแม่... ท่าน... ท่านสุดยอดมาก”

คำตอบนั้นทำให้มุมปากของเซี่ยเหยียนยกขึ้นเล็กน้อย นางเดินเข้าไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ “จำไว้เสี่ยวตง ต่อจากนี้ไปไม่มีใครรังแกเราได้อีก หากมีคนกล้าลงมือ เราต้องเอาคืนให้สาสมกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า”

ในขณะที่นางกำลังปลอบโยนเด็กชาย เสียงของระบบก็ดังขึ้นในห้วงความคิดอีกครั้งหนึ่ง

*[รางวัล: เนื้อหมูสามชั้นอย่างดี 5 ชั่ง! ได้รับการจัดเก็บในมิติเรียบร้อยแล้ว!]*

ประกายตาของเซี่ยเหยียนวาววับขึ้นมาทันใด ในยุคสมัยที่เนื้อหมูหายากยิ่งกว่าทองคำ ของรางวัลชิ้นนี้มีค่ามหาศาล! มันไม่เพียงพอสำหรับนางและเสี่ยวตงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านหลังนี้ได้อีกด้วย

“เสี่ยวตง หิวหรือไม่” นางกระซิบถาม

เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ ท้องของเขาร้องประท้วงเสียงดังโครกครากมานานแล้ว

“ดีมาก” เซี่ยเหยียนยิ้มอย่างมีเลศนัย “คืนนี้แม่จะทำหมูตุ๋นให้เจ้ากิน แต่เป็นความลับระหว่างเราสองคน ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”

ดวงตาของหลินเสี่ยวตงส่องประกายเจิดจ้า เขารีบพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขันราวกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ

เซี่ยเหยียนสั่งให้เสี่ยวตงไปนั่งรอที่มุมห้องเงียบๆ จากนั้นนางจึงหลับตาลง ส่งจิตสำนึกทั้งหมดดำดิ่งสู่มิติลับส่วนตัว

ภาพตรงหน้าพลันเปลี่ยนไป จากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ อับชื้น กลายเป็นโกดังขนาดมหึมาที่ว่างเปล่าและสะอาดสะอ้าน หมูสามชั้นสีแดงสดสลับชั้นไขมันขาวนวลชิ้นใหญ่วางเด่นอยู่กลางพื้นที่นั้น เซี่ยเหยียนใช้ความคิดเพียงชั่วครู่ เตาถ่านและหม้อดินเผาใบย่อมก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า นางไม่ได้มีเครื่องปรุงรสเลิศเลอใดๆ แต่สำหรับเนื้อหมูคุณภาพเยี่ยมเช่นนี้ เพียงแค่ต้มกับน้ำและเกลือเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะสร้างสรรค์รสชาติอันสวรรค์ได้แล้ว

นางบรรจงหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นหนาพอดีคำ นำไปใส่ในหม้อดินพร้อมกับน้ำสะอาดจากมิติ ก่อนจะจุดไฟบนเตาถ่านอย่างชำนาญ ในมิตินี้ เวลาดูเหมือนจะเดินเร็วกว่าปกติ เพียงครู่เดียว กลิ่นหอมหวานของเนื้อหมูตุ๋นที่เริ่มเปื่อยนุ่มก็โชยอบอวลไปทั่ว

เซี่ยเหยียนตักหมูตุ๋นร้อนๆ ใส่ชามกระเบื้องใบใหญ่ ก่อนจะนำมันออกมาจากมิติกลับสู่ห้องพักอันซอมซ่อ

ทันทีที่ชามหมูตุ๋นปรากฏในโลกแห่งความเป็นจริง กลิ่นหอมอันทรงพลังที่ถูกกักเก็บไว้ก็ระเบิดออกมาราวกับเขื่อนแตก มันเป็นกลิ่นที่เข้มข้น เย้ายวน และชวนให้คลั่งได้อย่างถึงที่สุด กลิ่นไขมันหมูที่ละลายปนกับเนื้อนุ่มๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง แทรกซึมผ่านรอยแตกของประตูและหน้าต่าง ลอยออกไปปลุกประสาทรับกลิ่นของทุกคนในบ้านตระกูลหลิน

ในห้องโถงใหญ่ จ้าวจินซิ่วที่กำลังด่าทอสาปแช่งเซี่ยเหยียนอยู่ จู่ๆ ก็ชะงักงัน จมูกของนางขยับฟุดฟิด “กลิ่นอะไร? หอมเหลือเกิน”

หวังชุ่ยฮวาที่กำลังเก็บกวาดเศษถ้วยชามแตกก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความละโมบ “กลิ่น... กลิ่นเนื้อ! ต้องเป็นเนื้อแน่ๆ!”

แต่ไม่มีผู้ใดกล้าขยับ ทั้งสองทำได้เพียงกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างเจ็บปวด พลางจ้องเขม็งไปยังทิศทางห้องของเซี่ยเหยียนด้วยความอิจฉาริษยา

ทว่ามีคนหนึ่งที่ไม่อาจทนทานต่อสิ่งยั่วยุนี้ได้

หลินเจียว น้องสาวคนเล็กของบ้านผู้ถูกตามใจจนเสียนิสัย กำลังนอนคลุมโปงอยู่บนเตียงด้วยความหิวโหยและโมโห เมื่อกลิ่นเนื้อหมูลอยมาปะทะจมูก นางก็ผุดลุกขึ้นนั่งราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต

“เนื้อ! นางสารเลวเซี่ยเหยียนนั่นต้องแอบกินของดีๆ แน่!” นางคำรามในลำคอ ดวงตาลุกวาวด้วยความโลภ นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยต้องอดอยากเช่นนี้มาก่อน การที่ต้องมาทนหิวในขณะที่ศัตรูตัวฉกาจกำลังเสวยสุขอยู่นั้น เป็นเรื่องที่นางยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!

นางย่องออกจากห้องของตนเองอย่างแผ่วเบา สังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งก็เห็นเซี่ยเหยียนถือถังน้ำสองใบเดินออกจากบ้านไปยังบ่อน้ำท้ายหมู่บ้าน นี่เป็นโอกาสทอง!

ในห้องของเซี่ยเหยียน นางวางชามหมูตุ๋นไว้บนโต๊ะ ส่งชามเล็กให้หลินเสี่ยวตงพร้อมกระซิบ “กินเร็วเข้า แล้วไปแอบหลังตู้ คอยดูต้นทางให้แม่ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด”

เด็กชายพยักหน้ารับ เขารีบซดน้ำแกงและเคี้ยวเนื้อหมูนุ่มลิ้นอย่างตะกรุมตะกรามราวกับกลัวว่ามันจะหายไป นี่เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิตของเขา

เซี่ยเหยียนมองตามร่างเล็กๆ ที่วิ่งไปซ่อนตัวด้วยแววตาพึงพอใจ จากนั้นนางจึงเดินไปที่หน้าต่าง แง้มบานหน้าต่างไม้ที่เก่าจนผุพังเอาไว้เล็กน้อยพอให้มือคนสอดเข้ามาได้ ก่อนจะเดินไปหยิบถังน้ำแล้วเดินออกไปนอกบ้านอย่างเปิดเผย จงใจเดินเสียงดังเพื่อให้เหยื่อรู้ว่านางไม่อยู่แล้ว

หลินเจียวซึ่งซุ่มมองอยู่ไม่ไกลเห็นดังนั้นก็ยิ้มเยาะ นางรอจนแน่ใจว่าเซี่ยเหยียนเดินไปไกลแล้ว จึงรีบย่องมาที่หน้าต่างห้องฝั่งตะวันตก กลิ่นเนื้อหมูที่เล็ดลอดออกมานั้นเข้มข้นจนแทบทำให้นางเป็นบ้า

นางผลักบานหน้าต่างที่แง้มไว้อย่างง่ายดาย ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นชามกระเบื้องใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจอย่างถึงที่สุด

“โง่เง่านัก!” หลินเจียวพึมพำอย่างดูแคลน “คิดว่าข้าไม่กล้ารึ!”

นางไม่รอช้า ค่อยๆ สอดมือเรียวเล็กของตนเองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปอย่างระมัดระวัง นิ้วมือที่ขาวซีดค่อยๆ ยืดออก หมายจะคว้าชามหมูตุ๋นนั้นมาเป็นของตนเอง

ระยะห่างสั้นลงเรื่อยๆ... อีกเพียงนิดเดียว... ปลายนิ้วของนางเกือบจะสัมผัสกับขอบชามที่ยังอุ่นอยู่แล้ว...

ฉับพลัน!

เงาดำหนึ่งในมุมมืดของห้องก็พลันเคลื่อนไหว! ก่อนที่หลินเจียวจะทันได้ตั้งตัวหรือกรีดร้องออกมา มือข้างหนึ่งซึ่งหยาบกร้านแต่เปี่ยมด้วยพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งออกมาจากความมืด คว้าจับข้อมือของนางไว้ได้อย่างแม่นยำดุจพญางูฉกเหยื่อ!

“อ๊ะ!”

ความเจ็บปวดแล่นปราดจากข้อมือขึ้นมาจนถึงต้นแขน แรงบีบนั้นหนักหน่วงราวกับคีมเหล็ก ทำให้หลินเจียวรู้สึกราวกับกระดูกข้อมือของตนกำลังจะแหลกสลายคาที่