ตอนที่ 30

**บทที่ 30: ใส่ร้ายป้ายสีชัดๆ**

“ท่านแม่คะ! พรหมจรรย์ของท่านแม่!”

เฉินชิงอี๋แผดเสียงโวยวาย ร่ำไห้ราวกับฟ้าดินจะถล่มทลาย

จ้าวต้าม่าก็โอดครวญไม่แพ้กัน “ตาเฒ่าเอ๊ย! รีบมาดูเร็วเข้า! เมียแกโดนคนรังแกแล้วโว้ย! ไอ้แก่ตัณหากลับไร้ยางอายนี่มันกระชากเสื้อผ้าฉัน! พรหมจรรย์ของฉัน! ชีวิตนี้จ้าวต้าหยานไม่เคยด่างพร้อย! ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่! บังอาจมาฉีกเสื้อผ้าฉัน บังอาจมาคิดไม่ซื่อ! วันนี้ฉันจะทำให้แกรู้ซะบ้างว่าดอกไม้ทำไมถึงเป็นสีแดง! คิดจะมามีใจให้ฉันเหรอ? บอกเลยนะ, ฝันไปเถอะ!”

นางโบกไม้โบกมืออย่างบ้าคลั่ง ท่าทางองอาจกล้าหาญยิ่งนัก

นาทีนี้จ้าวต้าม่าไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทั้งจิก ทั้งข่วน ทั้งทุบ

“ไอ้แก่ตัณหากลับโรคจิต ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่! มิน่าล่ะหวงต้าม่าถึงได้หาเรื่องฉันอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน ที่แท้ก็เพราะแกแอบชอบฉันนี่เอง! นางอิจฉา! ฉันจะบอกให้! แกคิดจะฉวยโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับฉันเรอะ ฝันกลางวันไปเถอะ! ฝันไป! อีแก่คนนี้รักเดียวใจเดียวย่ะ!”

เสียงแหลมสูงของจ้าวต้าม่าดังลั่น แต่เดิมตาเฒ่าจางยังคอยหลบหลีกอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำ หน้าแก่ๆ แทบจะมุดลงดินด้วยความอับอาย เขาหอบหายใจอย่างแรงด้วยความโมโห “ใส่ร้าย! แกใส่ร้ายฉัน!”

“ไอ้เวรตะไล หยุดตดส่งเดชได้แล้ว! ฉันใส่ร้ายแก? แกกระชากเสื้อฉันเนี่ยนะหาว่าฉันใส่ร้าย? แกพูดมาสิ! แกดึงกระดุมเสื้อฉันหลุดเนี่ยนะหาว่าฉันใส่ร้าย? แกมันแอบชอบฉัน ฉันรู้ ฉันรู้มาตั้งนานแล้ว!”

ตาเฒ่าจาง: “!!!”

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างมองหน้าจ้าวต้าม่าด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเรื่องราวมันบานปลายมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่...ดูเหมือนจะใช่แฮะ? ผ่านไปครู่ใหญ่ แต่ละคนก็เริ่มแสดงสีหน้าราวกับบรรลุสัจธรรม

รสนิยมของลุงจางนี่มันช่างพิเศษจริงๆ!

ตาเฒ่าจาง: “!!!”

เขาโกรธจนพูดไม่ออก ใส่ร้ายกันชัดๆ! ใส่ร้ายกันซึ่งๆ หน้า! เขาตาบอดหรือไง? ยายแก่คนอื่นๆ ที่ยังพอมีน้ำมีนวลอยู่ตั้งเยอะแยะไม่ชอบ ดันมาชอบของแบบนี้ ขอพูดตรงๆ เลยนะ ยายแก่ทั้งชุมชนต้าเยวี้ยนเนี่ย จ้าวต้าม่าน่าเกลียดที่สุดแล้ว

หน้าตายังสู้นังหวงต้าม่าเมียเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ดูอย่างจ้าวต้าม่าสิ ยายแก่ผอมแห้ง ดูแวบเดียวก็รู้ว่าร้ายกาจ ผมขาวโพลน ตาสามเหลี่ยมชี้ขึ้น โหนกแก้มปูด ริมฝีปากบางเฉียบ หน้าตาแบบนี้มันหน้ากินผัวชัดๆ ยายแก่รูปพรรณสัณฐานแบบนี้ อย่าว่าแต่ตอนแก่เลย ต่อให้เป็นตอนสาวๆ ที่เพิ่งเป็นม่ายใหม่ๆ ก็ไม่มีใครแล

วางใจได้เลย ปลอดภัยหายห่วง!

ทั้งตัวนางสรุปได้สี่คำถ้วน: ปากจัดใจแคบ

หน้าตาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนปากจัดใจแคบ ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งปากจัดใจแคบทั้งหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นคนไม่ดี แค่มองแวบเดียวก็อยากจะอ้วกแล้ว!

ถ้าเขาแอบชอบคนแบบนี้ เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!

ต่อให้โลกนี้เหลือผู้หญิงแค่คนเดียว เขาก็ไม่มียายแก่แม่มดนี่อยู่ในสายตา

เขายอมโกนหัวบวชเสียยังดีกว่า เขาอาจจะเจ้าชู้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครก็ได้จะมองเข้าตา!

ตาบอดแน่ๆ!

แอบชอบนางเนี่ยนะ?

“แกเลิกฝันกลางวันได้แล้ว ฉันไม่มีวันมองแกหรอก!”

“ไม่มองฉัน? ไม่มองฉันแล้วจะมาเสนอหน้าอยู่ใกล้ๆ ฉันทำไม แถมยังจงใจกระชากเสื้อผ้าฉันอีก ดีล่ะ! ฉันว่าแล้ว ว่าแล้วว่าแกมันพวกไม่หวังดี ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เป็นแบบนี้จริงๆ! พรหมจรรย์ที่ยายแก่คนนี้รักษามันมาทั้งชีวิต แกจงมารับความตายซะเถอะ!”

นางใช้หัวโขกเข้าไปที่หน้าผากของเขาเต็มๆ ตาเฒ่าจางโดนอัดจนมึนงงไปหมด

เขาตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “แกนั่นแหละที่บ้า แกนั่นแหละที่ควรไปส่องฉี่ดูเงาตัวเองซะบ้างว่าฉันจะมองแกลงเหรอ?”

“แล้วแกมากระชากเสื้อผ้าฉันทำไม? แกมันก็แค่ไอ้แก่โรคจิตลามก!”

“ไสหัวไป!”

“อ๊า!” จ้าวต้าม่าร้องลั่น “แกยังกล้าผลักฉันอีกเหรอ! ฉันจะกัดแกให้ตาย...”

จ้าวต้าม่าก้มหัวลงไปงับเข้าให้ ไม่มีความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น กัดเข้าไปเต็มๆ ที่ข้อมือของตาเฒ่าจาง “โอ๊ยแม่เจ้าโว้ย! อีนังหมาบ้า!”

“อู้อู้!”

กัดแกให้ตาย!

ตาเฒ่าจางเจ็บจนขมวดคิ้ว พอสติหลุดก็ปล่อยหมัดสวนกลับไปเต็มแรง หมัดนั้นกระแทกเข้าที่ไหล่ของจ้าวต้าม่าอย่างจังจนนางล้มกลิ้งลงไปกับพื้น “อ๊าาาาา!!!”

จางเหมิงเหมิงเห็นภาพนั้นก็ตบมือหัวเราะร่า กระโดดโลดเต้นอยู่กับที่ “คุณปู่หนูชนะแล้ว คุณปู่หนูชนะแล้ว!”

ฝูงชนที่มุงดู: “...”

จ้าวต้าม่าลุกขึ้นยืนอย่างองอาจแล้วพุ่งเข้าไปใหม่ “ไอ้แก่โรคจิตลามก แกยังกล้าตีฉันอีกเหรอ! ยายแก่คนนี้จะสู้ตายกับแก”

นางยกเท้าขึ้นเตะผางๆ สองที เข้าเป้าเต็มๆ!

ตาเฒ่าจางหลบไม่ทัน ร้องโหยหวนพร้อมกับกุมเป้าตัวเอง “อ๊าาาาา!!!”

จ้าวต้าม่าตวาดอย่างเหี้ยมเกรียม “ฉันทำแบบนี้เพื่อกำจัดภัยสังคม แกอย่าคิดว่าแอบชอบฉันแล้วฉันจะไม่กล้าลงมือ คนเลวทรามต่ำช้าอย่างแก ทุกคนต้องช่วยกันกำจัด!”

“แก... แก...”

ตาเฒ่าจางกุมเป้าตัวเองไว้ เหงื่อแตกพลั่กด้วยความเจ็บปวด

บรรดาชายหนุ่มที่มุงดูอยู่ต่างพากันถอยหลังไปหนึ่งก้าว เดี๋ยวนี้ยายแก่เวลาทะเลาะกันนี่ดุเดือดเลือดพล่านเกินไปแล้ว พูดไม่เข้าหูหน่อยก็เล่นงานจุดยุทธศาสตร์กันเลย แบบนี้รับมือยาก ใครบ้างจะไม่มีจุดอ่อน

จ้าวต้าม่า ประมาทไม่ได้จริงๆ!

สมแล้วที่เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามอันดับหนึ่งของชุมชนแห่งนี้

เฉินชิงอี๋รีบวิ่งเข้าไปประคองจ้าวต้าม่าพลางถาม “ท่านแม่ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

ตาเฒ่าจางเจ็บจนเหงื่อท่วมตัว แต่ไฟโทสะกลับลุกโชน เขากระโจนเข้ามาทันที “ฉันจะตบแกให้ตาย อีนังแก่ไม่เจียม... อ๊า!”

ยังไม่ทันจะถึงตัวจ้าวต้าม่า เขาก็สะดุดขาตัวเองจนเซถลา

เฉินชิงอี๋รีบประคองแม่สามีถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วพูดว่า “พวกเราไม่ได้แตะตัวคุณลุงเลยนะคะ คุณลุงล้มไปเอง”

ตาเฒ่าจางคำรามลั่น “ไอ้ชาติหมาตัวไหนขัดขาฉัน!”

ฝูงชนที่มุงดูต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างหนักเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

พวกเขาแค่มามุงดูเฉยๆ ไหงจู่ๆ ถึงมีบทกับเขาด้วยล่ะ?

“ลุงจาง พูดแบบนี้ก็ใส่ร้ายกันเกินไปแล้ว พวกเราไม่มีใครเข้าไปใกล้เลยนะ”

“ล้มเองแล้วจะมาโทษคนอื่นได้ยังไง?”

“นั่นสิ ขาอ่อนล้มเองแล้วจะมาปรักปรำคนอื่นทำไม”

ตาเฒ่าจาง “เป็นพวกแก! ใช่พวกแกหรือเปล่า?”

เขายกนิ้วชี้หน้าจ้าวต้าม่ากับเฉินชิงอี๋อย่างเกรี้ยวกราด

เฉินชิงอี๋แสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้น “คุณลุงจาง ทำไมคุณลุงถึงได้ไร้เหตุผลแบบนี้คะ ตัวเองล้มเองก็ต้องโทษคนอื่นให้ได้เลยเหรอคะ? ครอบครัวเราไปทำอะไรให้คุณลุงขุ่นเคืองใจนักหนา ถึงต้องมาพาลใส่กันด้วย? อ๋อ! หนูรู้แล้ว หรือว่าที่ท่านแม่พูดจะเป็นเรื่องจริง คุณลุงแอบชอบท่านแม่จริงๆ”

ตาเฒ่าจาง “แกตดส่งเดช!”

เขาไม่ได้ตาบอด!

ไม่ได้ตาบอด!

แค่ถูกจับคู่กับจ้าวต้าม่าก็น่าขยะแขยงจะตายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?

เฉินชิงอี๋พูดเสียงค่อย “คุณลุงร้อนตัวขนาดนี้ ก็เท่ากับสารภาพแล้วไม่ใช่หรือคะ”

จ้าวต้าม่า “เออ! ฉันว่าแล้ว ว่าแล้วว่าแกต้องแอบชอบฉัน...”

นางเป็นหญิงชรา ไม่กลัวข่าวลือประเภทนี้อยู่แล้ว!

แต่ตาเฒ่าจางไม่อยากให้ตัวเองต้องมาเสียชื่อเสียงแบบนี้ ผู้ชายเจ้าชู้ไม่ใช่ชื่อเสียงที่เลวร้าย แต่ถ้าเจ้าชู้ถึงขั้นไปแอบชอบของแบบนี้ ชื่อเสียงของเขาก็จบสิ้นกันพอดี แค่รสนิยมแบบนี้ก็คงโดนคนหัวเราะเยาะจนตาย

“แก... แก... แก...”

ตาเฒ่าจางหอบหายใจอย่างหนัก “เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่มีทางแอบชอบจ้าวต้าม่า! นังแก่ปากจัดอย่างแก ใครมันจะตาบอดไปชอบลง? คนอย่างแก พอไม่ได้ดั่งใจก็ลงไม้ลงมือ ไม่มีวัฒนธรรม”

“ถุย! ถ้าแกไม่มาหาเศษหาเลยที่บ้านฉัน ฉันจะลงมือกับแกเรอะ? ฉันสู้กับแก ฉันไม่เสียเปรียบหรือไง? แกยังจงใจกระชากเสื้อผ้าฉันอีกนะ โชคดีที่ตอนนี้อากาศหนาวใส่เสื้อผ้าหลายชั้น ไม่งั้นถ้ามีใครมาเห็นเข้า ยายแก่คนนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?” จ้าวต้าม่าก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน

“นังแก่แม่มด ฉันไม่มองแกหรอกน่า ไม่ได้ตั้งใจก็คือไม่ได้ตั้งใจ ฉันต้องตาบอดก่อนถึงจะมองแก!”

จ้าวต้าม่า “ยังไงซะแกก็กระชากเสื้อผ้าฉันแล้ว!”

ตาเฒ่าจาง “นั่นมันเป็นเพราะฉันจะผลักนังหมาบ้าอย่างแกออกไปต่างหาก”

จ้าวต้าม่าพูดอย่างดูถูก “แกเป็นผู้ชายอกสามศอก แรงก็มีตั้งเยอะ แค่ผลักฉันตรงๆ ก็กระเด็นแล้ว ถ้าจะผลักจริงๆ ก็ผลักเลยสิ เหมือนเมื่อกี๊ไง แกผลักทีเดียวฉันก็ล้มแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วแกจะมากระชากเสื้อฉันทำไม?”

ตาเฒ่าจาง “แก... แก... แก นั่นมันไม่ได้ตั้งใจ”

“เหอะๆ บ้านแกนี่มีเรื่องไม่ได้ตั้งใจเยอะจังเลยนะ!”

“อ๊าาาา~ ฉันไม่ได้ตาบอด!”

“เหอะๆ ไม่ได้ตาบอดแล้วทำไมทำแบบนี้? ยังจะแสร้งอีก? ยังจะมาตีหน้าซื่อกับฉันอีกเหรอ? ฉันจะบอกให้ แกไสหัวไปไกลๆ เลย ต่อไปนี้อยู่ให้ห่างจากบ้านฉันไว้ อย่ามาเสนอหน้าแถวนี้อีก แก่จนป่านนี้แล้วยังจะมามีใจให้ฉันอีก แกมีใจให้ฉัน แต่ฉันไม่มีใจให้แกนะยะ ยายแก่คนนี้เป็นคนมีหน้ามีตา ไม่ลดตัวไปมองคนแก่อย่างแกหรอก ถุย! ชั้นต่ำ!”

เฉินชิงอี๋ประคองหญิงชรา พลางมองดูนางอ้าปากแยกเขี้ยวสู้กับคู่กรณี อดทึ่งกับชุดคำด่าประจำตัวสองชิ้นของหญิงชราไม่ได้

ไอ้เวรตะไล!

ถุย, ชั้นต่ำ!

ถึงจะมาช้าแต่ก็มานะ

ต้องมีคำใดคำหนึ่งปรากฏตัวเสมอ

“จ้าวต้าหยา แกเลิกหลงตัวเองได้แล้ว วันนี้ฉันซวยเองที่มาเจอ...”

“แกซวย? ฉันสิซวย! อยู่บ้านดีๆ เตรียมทำกับข้าว ไอ้ตัวซวยอย่างแกก็โผล่หัวออกมา ที่บ้านไม่มีกระจกก็ไม่รู้จักส่องดูสารรูปตัวเองว่าหนักกี่ชั่ง คิดจะใช้เพื่อนบ้านเป็นทาสรับใช้เหรอ แกไม่ดูเลยว่าบ้านแกคู่ควรหรือเปล่า?”

คนสองคนเปิดฉากปะทะคารมกันอย่างดุเดือด คนอื่นๆ ก็ได้แต่ยืนล้อมวงดูเรื่องสนุก ไม่กล้าเข้าไปห้าม ทั้งสองคนกำลังเดือดได้ที่ อุตส่าห์สงบศึกเปลี่ยนมาใช้ปากแทนมือแล้ว ทุกคนก็กลัวว่าถ้าเข้าไปห้ามปราม อาจจะต้องได้ดูมวยรอบใหม่

เรื่องชกต่อยน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ใครจะรู้ว่าจะโดนลูกหลงไปด้วยหรือเปล่า!

ไม่มีใครห้ามเลยจริงๆ ไม่มีใครห้ามสักคน

ถ้าเป็นปกติ ป่านนี้หม่าเจิ้งอี้คงออกมาแล้ว หรือต่อให้หม่าเจิ้งอี้ไม่อยู่ ไป๋เฟิ่งเซียนภรรยาของเขาก็ต้องออกมา แต่ทว่าวันนี้กลับเงียบกริบ

แน่นอนว่าต้องเงียบอยู่แล้ว วันนี้หม่าเจิ้งอี้ไม่อยู่จริงๆ ส่วนไป๋เฟิ่งเซียนก็ตั้งใจจะไม่ยุ่ง

นางยังจำเรื่องที่เด็กบ้านจางแอบกินคุกกี้บ้านนางแล้วยังมาอึเรี่ยราดได้อยู่เลย

เด็กไม่รู้ความมันก็เป็นเรื่องปกติ ไป๋เฟิ่งเซียนไม่พอใจแต่ก็ยังพอทนได้ ที่นางโมโหที่สุดคือคนบ้านจางทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กไม่รู้ความ แล้วผู้ใหญ่ไม่รู้ความด้วยหรือไง? หาเศษหาเลยจนลามมาถึงบ้านนางแล้ว ไป๋เฟิ่งเซียนมีความสุขจะตายที่ได้เห็นคนบ้านจางโดนซ้อม

ยังไงซะไป๋เฟิ่งเซียนก็ไม่ยุ่ง

แน่นอนว่า นอกจากหม่าเจิ้งอี้ผู้ดูแลชุมชนแล้ว บางครั้งสวีเกามิ๋งหรือหยวนฮ่าวหมินก็จะออกมาพูดห้ามปรามบ้าง แต่ตอนนี้น่ะเหรอ สวีเกามิ๋งอารมณ์เสียอย่างแรง ไม่มีแก่ใจจะไปยุ่งเรื่องของคนอื่น กระดูกเท้าเขาก็หักอยู่ กลัวว่าถ้าออกไปแล้วจะโดนใครเหยียบซ้ำจนอาการหนักกว่าเดิม เลยไม่ออกมาเด็ดขาด แต่บ้านเขาก็อยู่ในลานที่สองซึ่งได้เปรียบเรื่องทำเล เขากำลังเกาะหน้าต่างแอบดูจากในบ้านอยู่

ส่วนหยวนฮ่าวหมิน เขาเป็น “ผู้สูงส่ง” ทนฟังเรื่องไร้สาระพวกนี้ไม่ได้ รู้สึกว่ามันน่ารังเกียจขยะแขยง ไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความ ไม่อย่างนั้นถ้าจ้าวต้าม่าเกิดบ้าขึ้นมาแล้วบอกว่าแอบชอบเขาขึ้นมาจะทำยังไง!

หยวนฮ่าวหมินอย่างเขาต้องป้องกันตัวไว้ก่อน!

ถ้ามีข่าวลือแบบนั้นออกไป มันน่าอายเกินไปแล้ว เขาคงไม่มีหน้าอยู่ต่อไป!

คนสูงส่งใสสะอาดอย่างเขา ไม่มีวันยอมเสียหน้าแบบนี้เด็ดขาด

ดังนั้น ตอนนี้เขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก

เมื่อคนที่ปกติชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านไม่ยอมยุ่ง คนอื่นๆ ก็ยิ่งได้แต่ดูเรื่องสนุกกันต่อไป

จ้าวต้าม่าเชิดหน้าอย่างผู้ชนะ “ตาเฒ่าอย่างแก ตอนฉันยังสาวๆ ก็รู้สึกว่าแกเอาแต่แอบมองฉัน ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เป็นแบบนี้จริงๆ ด้วยสินะ พอแก่ตัวเข้าหน่อยก็โดนฉันจับได้จนได้ใช่ไหมล่ะ? แกมันชอบฉัน! ฉันจะบอกให้นะ ต่อให้แกชอบฉันมากแค่ไหน ฉันก็ไม่มีวันมองแก!”

ตาเฒ่าจาง: “ตดส่งเดช แกตดส่งเดช! ตอนข้ายังหนุ่มๆ ที่มองแกน่ะ เพราะไม่เชื่อว่าโลกนี้จะมีผู้หญิงที่ทั้งอัปลักษณ์ทั้งปากร้ายขนาดนี้อยู่ด้วย แกเลิกหลงตัวเองได้แล้ว”

จ้าวต้าม่าเหล่ตามอง “ดูสิ ดูสิ แกโกหกอีกแล้ว ยังจะมาบอกว่าไม่เชื่อว่าโลกนี้จะมีผู้หญิงที่ทั้งอัปลักษณ์ทั้งปากร้ายอย่างฉันอีกเหรอ? แกพูดประโยคนี้ออกมาแกเชื่อตัวเองไหม? แกต้องไปมองคนอื่นไกลทำไม? หวงต้าม่าเมียแกก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?”

ตาเฒ่าจาง: ชิบหาย! ประมาทไป!

แต่เขาก็ยังตะโกนกลับไป “ยังไงซะฉันก็ไม่มองหน้าแก่ๆ ของแกหรอก ทั้งน่าเกลียดทั้งน่าขยะแขยง”

“แล้วแกไม่น่าเกลียดหรือไง? ดูจมูกสิวหัวช้าง...ตาโปนๆ เอวกางเกงนวม ริมฝีปากนั่นอีก โอ๊ย น่าเกลียดจนฟ้าดินพิโรธ”

“อีนังอัปลักษณ์ปากจัด!”

“ไอ้แก่โรคจิตลามก!”

“แกมันกินผัวกินลูก... อ๊า!”

ตาเฒ่าจางพูดจาไม่คิดหน้าคิดหลัง จ้าวต้าม่าจะทนฟังคำพูดแบบนี้ได้อย่างไร? นางอาจจะหน้าหนา แต่ใครบ้างจะไม่มีจุดตาย? จ้าวต้าม่าแผดเสียงร้องลั่นแล้วกระโจนเข้าไป ตบฉาดๆๆ เข้าที่หน้าชายอกสามศอกจนได้ จากนั้นก็ขึ้นคร่อมร่างตาเฒ่าจางแล้วใช้กรงเล็บกระดูกขาว!

ใบหน้าของตาเฒ่าจางปรากฏรอยเลือดยาวเป็นทางในทันที

การข่วนครั้งนี้ไม่มีความปรานีเจือปนเลยจริงๆ

จางเหมิงเหมิงกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ พร้อมกับตะโกน “คุณปู่โดนซ้อมแล้ว! คุณปู่โดนคุณย่าจ้าวซ้อมแล้ว!”

เฉินชิงอี๋: “………………”

นางมองจางเหมิงเหมิงอย่างจนคำพูด

เด็กหญิงวัยหกขวบมีสภาพจิตใจที่ “งดงาม” อย่างยิ่ง

“คุณปู่สู้ๆ สู้ๆ! ลุยเลย!”

“คุณปู่ ทางซ้าย เร็วเข้า หลบสิ! คุณปู่...”

“อ๊า! คุณปู่ ทำไมปู่ขี้ขลาดแบบนี้ ลุยสิ!~”

ฝูงชนที่มุงดู: “...”

นี่มันเด็ก “กตัญญู” ของแท้จริงๆ

ตาเฒ่าจาง: “อ๊าาาา! ดึงนังปากจัดนี่ออกไปที ดึงมันออกไปให้พ้น”

ทุกคนยืนนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน ตลกน่า ยายแก่นี่บ้าคลั่งไปแล้ว ขนาดแกที่เป็นช่างตีเหล็กควงค้อนยังสู้ไม่ได้ แล้วพวกเราจะมีความสามารถอะไรไปสู้!

แต่เดิมตาเฒ่าจางอยู่แผนกเชื่อมไฟฟ้า ต่อมาไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกย้ายไปแผนกตีเหล็ก เขาเป็นพวกควงค้อนเหมือนกับหวังต้าฉุย เป็นคนมีเรี่ยวแรง

ขนาดคนแบบนี้ยังสู้จ้าวต้าม่าไม่ได้

แล้วจะพูดอะไรได้อีก

อย่าไปยุ่งเลย!

“พวกคุณทำอะไรกันอยู่” หม่าเจิ้งอี้กลับมาจากข้างนอก มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างงุนงง ตาเฒ่าจางรีบตะโกน “เหล่าหม่า เร็วเข้า รีบดึงนังแก่ปากจัดนี่ขึ้นไปที มันจะกินฉันแล้ว!”

หม่าเจิ้งอี้: “???”

เขาถอนหายใจอย่างอ่อนล้า นวดขมับ รู้สึกว่าชีวิตของเขามันช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคจริงๆ อุปสรรคที่หนักหนาสาหัสที่สุดไม่ใช่ลูกๆ ไม่เชื่อฟัง แต่เป็นการใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจแบบนี้ต่างหาก

แถมเขายังเป็นผู้ดูแลชุมชนที่โชคร้ายอีกด้วย

ถึงแม้หลายคนจะอยากได้ตำแหน่งนี้จนน้ำลายไหล แต่เขาก็ทำมันจนเบื่อหน่ายเต็มทนแล้ว

เขาเกลี้ยกล่อมอย่างจริงใจ “จ้าวต้าม่า พอได้แล้วน่า ยังไงซะคุณก็เป็นฝ่ายชนะ เราพอแค่นี้เถอะนะ”

ตอนนี้เขาไม่อยากจะถามแล้วว่าทำไม มีเหตุผลอะไรมากมายนักหนาที่ไหนกันเล่า ยังไงซะไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร คนที่ทะเลาะกันก็ยังเป็นพวกเขาอยู่ดี ครั้งหน้าถ้าจะตีกันก็คงตีกันอีก หม่าเจิ้งอี้พูดกลบเกลื่อนว่า “ถ้าตีกันจนเหนื่อยเกินไป พรุ่งนี้ไปทำงานก็ไม่สบายตัว จะทำอะไรก็อย่าให้เสียงานสิครับ คุณว่าจริงไหม? อีกอย่างดูสิ ตอนนี้คุณยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่นะ ถ้าตีกันต่อไปก็ไม่แน่แล้ว”

จ้าวต้าม่ากำลังกระหน่ำซ้อมตาเฒ่าจาง พอได้ยินดังนั้นก็สะบัดหน้าแล้วพูดว่า “ที่คุณพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง”

หม่าเจิ้งอี้ “แน่นอนสิครับ พอเถอะนะ ทุกคนก็เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่กันอย่างสงบสุข จะให้ตีกันจนตายไปข้างหนึ่งก็คงไม่ได้ ถือโอกาสที่คุณยังได้เปรียบอยู่ จบเรื่องเถอะ”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับตาเฒ่าจาง “เหล่าจาง เราเป็นลูกผู้ชายไม่สู้กับผู้หญิง ต่างคนต่างถอยคนละก้าว พอเถอะนะ”

ตาเฒ่าจาง: “...”

ตาเฒ่าจางเช็ดจมูกตัวเองทีหนึ่ง เลือดกำเดาไหลเพราะโดนนังแก่คนนี้ซ้อม ช่างเป็นนังแก่ปากจัดจริงๆ!

“哼 ฉันไม่ถือสาหาความกับนางหรอก”

“哼 แกคิดว่าฉันจะถือสาหาความกับแกเรอะ? ฉันเห็นแก่หน้าลุงหม่าหรอกนะ”

หม่าเจิ้งอี้ “แยกย้ายๆ ลุกขึ้นกันได้แล้ว คุณเฉินไปช่วยพยุงแม่สามีของคุณหน่อย ส่วน...เหมิงเหมิง ก็ไปดูแลปู่ของเธอด้วย”

เฉินชิงอี๋ทำตามอย่างว่าง่าย รีบเข้าไปพยุงจ้าวต้าม่าไปอีกทางหนึ่ง ส่วนจางเหมิงเหมิงไม่ได้ขยับ แต่ตะโกนลั่นอยู่กับที่ “คุณปู่ของฉันแพ้แล้ว! คุณปู่ของฉันสู้ยายแก่ไม่ได้!”

เฉินชิงอี๋อดทึ่งอีกครั้งไม่ได้: สุดยอด สุดยอดจริงๆ!

ดูท่าแล้วชุมชนต้าเยวี้ยนของพวกเขาไม่ได้มีแค่卧龙凤雏 (มังกรหลับ หงส์อ่อน - คนเก่งที่ซ่อนตัว) แต่ยังมี幼麟冢虎 (ลูกกิเลน เสือสุสาน - ผู้มีความสามารถพิเศษ) อีกด้วย แต่ละคนล้วนมีความสามารถทั้งนั้น

ดูอย่างจางเหมิงเหมิงสิ อายุแค่นี้ก็มีออร่าที่ไม่ธรรมดาแล้ว

ลุงหม่ายังอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก ก่อนจะพูดว่า “แยกย้ายๆ!”

ตาเฒ่าจางเดินโซซัดโซเซลุกขึ้นยืน พอขยับตัวก็กระทบกระเทือนบาดแผล เจ็บจนแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขม่นมองจ้าวต้าม่า!

นังแก่แม่มดคนนี้ คอยดูเถอะ สักวันเขาต้องสั่งสอนนางให้ได้!

เขานวดเอวแก่ๆ ของตัวเอง แล้วพูดด้วยใบหน้าดำคล้ำ “หลีกทาง!”

ทุกคนรีบหลีกทางให้ ตาเฒ่าจางไม่สนใจหลานสาว เดินกลับบ้านไปคนเดียว จางเหมิงเหมิงวิ่งต้อยๆ ตามไป การทะเลาะวิวาทจบลงแบบหัวมังกุท้ายมังกร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่ทะเลาะกันจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่าใครถูกใครผิด

นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดามากๆ

แต่ทุกคนก็แอบกระซิบกระซาบกัน “จ้าวต้าม่านี่มันตัวจุดชนวนสงครามของแท้เลยนะ ถ้าชุมชนนี้ไม่มีนาง เรื่องวุ่นวายคงลดลงไปครึ่งหนึ่ง”

“พูดจาเหลวไหลสิ้นดี! ฉันไม่ชอบฟังคำพูดแบบนี้ของแกเลย ที่ไหนกันครึ่งหนึ่ง ต้องเกินครึ่งต่างหาก!”

“พวกแกจะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้นะ จะว่าไปแล้ว สองครั้งล่าสุดนี้ก็ไม่ใช่ว่านางเป็นคนเริ่มเรื่อง จะโทษนางทั้งหมดก็ไม่ได้” ยังมีผู้ผดุงความยุติธรรมอยู่บ้าง

“แล้วทำไมไม่ไปหาเรื่องคนอื่นล่ะ เจาะจงหาเรื่องแต่นาง?”

นี่มันคือทฤษฎีโทษเหยื่อชัดๆ

แต่พอเขาพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนก็รีบถอยห่างไปหนึ่งก้าว “เอ่อ...”

ป้าเหมยพูดอย่างจริงใจ “ปากเสียแบบแก ไม่ช้าก็เร็วต้องโดนจ้าวต้าม่าซ้อมสักวัน ไม่รีบหนีให้ไกลๆ เดี๋ยวพวกเราจะโดนลูกหลงไปด้วย ไม่คุ้มเลย”

“ใช่แล้ว!”

“ใครมันจะไปกล้ายุ่งกับจ้าวต้าม่าล่ะ พูดไม่เข้าหูหน่อยก็ลงไม้ลงมือ นั่นมันเป็นงานอดิเรกของนางเลยนะ แถมยังฝึกฝนทุกวัน แกสู้ได้เหรอ?”

ทุกคนเงียบกริบอีกครั้ง สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้จริงๆ เพราะไม่ได้ฝึกฝนบ่อยเท่านาง!

วันนี้ก็ตีกับตาเฒ่าจาง

เมื่อวานก็ตีกับหวงต้าม่ากับป้าสื่อ

วันก่อนก็ตีกับป้าสื่อ

ก่อนหน้านั้น... จำไม่ได้แล้ว!

ยังไงซะ สรุปคือ ยายแก่คนนี้เป็นยายแก่ที่กล้าหาญชาญชัยมาก ยุ่งไม่ได้เด็ดขาด!

เรื่องแบบนี้พอมานั่งนึกดูแล้วน่ากลัวชะมัด แต่ละคนรีบแยกย้ายกลับบ้านทันที

จ้าวต้าม่าผู้ชนะศึกครั้งใหญ่ ฮึ่มเสียงดังอีกครั้ง แล้วตะโกนลั่น “ฉันเห็นแก่หน้าลุงหม่าหรอกนะ ไม่งั้นฉันจะบีบไข่แกให้แตก!”

บรรดาชายหนุ่มรู้สึกเย็นวาบที่หว่างขา

ไปๆๆ รีบไป ยายแก่คนนี้... ต่อไปถ้ายายแก่คนนี้ทะเลาะกับใคร พวกเขาต้องระวังตัวให้ดี!

นางไม่มีน้ำใจนักกีฬาเลย

ทุกคนแยกย้ายกันไปหมด จ้าวต้าม่าเดินเข้าบ้านอย่างสง่างามราวกับนกยูงที่ชนะศึก เฉินชิงอี๋ก็รีบตามเข้าประตูไปอย่างเงียบเชียบ!

แต่ทว่า พอเข้าประตูมา จ้าวต้าม่าก็ร้องซี๊ดออกมา “โอ๊ยแม่เจ้า ไอ้แก่บ้านั่นแรงเยอะไม่ใช่เล่น ตีฉันเจ็บเหมือนกันนะเนี่ย”

นางเหลือบมองเฉินชิงอี๋แล้วพูดว่า “เธอก็ไม่รู้จักช่วยฉันบ้างเลย”

เฉินชิงอี๋พูดอย่างมีเหตุผล “เราไม่ได้ตกลงกันแล้วเหรอคะว่าคนหนึ่งจะอยู่เบื้องหน้า คนหนึ่งจะอยู่เบื้องหลัง? ท่านแม่อยากให้คนอื่นรู้ไพ่ในมือของเราทั้งหมดหรือคะ?”

“ไม่ได้”

“ก็แค่นั้นแหละค่ะ”

เฉินชิงอี๋กวาดตามองบาดแผลของจ้าวต้าม่า ถึงแม้นางจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บเลย

จ้าวต้าม่ากลับพูดอย่างภาคภูมิใจ “อย่าเห็นว่าวันนี้เราทะเลาะกันนะ แต่เราไม่ขาดทุนแน่นอน เราต้องข่มขวัญพวกมันไว้ ไม่งั้นมันจะคิดว่าเราอ่อนแอ แล้วก็จะหาเรื่องไม่เลิกรา ฉันเป็นม่ายมาตั้งหลายปี เรื่องแบบนี้ฉันเข้าใจดีที่สุด วันนี้ฉันยอมเสี่ยงเสียชื่อเสียงหน่อยก็ต้องกัดมันสักคำ ต่อไปถ้ามันมาเดินป้วนเปี้ยนหน้าบ้านเราอีก ก็เท่ากับว่ามันแอบชอบฉัน มันจะได้ไม่กระทบชื่อเสียงของเธอ เธอยังสาว จะให้มาพัวพันกับเรื่องเส็งเคร็งแบบนี้ไม่ได้”

นางพูดอย่างภาคภูมิใจยิ่งขึ้น “ฉันอารมณ์ขึ้นง่ายก็เลยลงไม้ลงมือ มีอะไรก็ตรงไปตรงมา แบบนี้พอเกิดเรื่องลอบกัดขึ้นมา คนอื่นก็จะได้ไม่สงสัยบ้านเรา เธอดูสิ การทะเลาะครั้งนี้ของฉันมันคุ้มค่าแค่ไหน”

อย่าดูว่าจ้าวต้าม่าดูเหมือนจะเป็นคนบุ่มบ่าม

แต่นางเป็นม่ายมานานหลายปี ก็พอจะมีวิธีเอาตัวรอดอยู่บ้าง การที่นางอาละวาดทะเลาะวิวาทในวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่าโกรธจนขาดสติทั้งหมด แต่เป็นการฉวยโอกาส “พิสูจน์ตัวเอง” ต่างหาก หญิงชรายิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เป็นครั้งแรกที่เฉินชิงอี๋ยกนิ้วโป้งให้

หญิงชราฮึ่มเสียงในลำคอ พลางคิดในใจ “ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าฉันเก่งแค่ไหน?”

นางพูดว่า “ความเก่งของฉันน่ะ ไม่ใช่แค่ที่เห็นภายนอกหรอกนะ ยายแก่คนนี้ก็ใช้สมองเหมือนกัน”

เฉินชิงอี๋: “...”

แหม...พอยอหน่อยก็เหลิงเลยนะ

แต่เฉินชิงอี๋กลับอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นางพูดว่า “ท่านแม่เข้าไปในห้องด้านในเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูจะหั่นหมู วันนี้จะผัดกะหล่ำปลีใส่หมู”

“หา!”

จ้าวต้าม่ามองเฉินชิงอี๋อย่างไม่อยากจะเชื่อ

เฉินชิงอี๋ “ซื้อมาจากตลาดมืดค่ะ”

แน่นอนว่าจ้าวต้าม่ารู้ว่าซื้อมาจากตลาดมืด บ้านนางไม่มีบัตรปันส่วนเนื้อหมู ยัยบ้าคนนี้เคยไปตลาดมืดแล้วก็ซื้อของกลับมาถุงใหญ่ แต่ไม่คิดเลยว่านางจะยอมเอาออกมา

โอ๊ยแม่เจ้า การทะเลาะครั้งนี้มีข้อดีเพิ่มขึ้นอีกอย่างแล้ว!

ดูสิ การทะเลาะครั้งนี้มันคุ้มค่าแค่ไหน

เฉินชิงอี๋หั่นเนื้อไปเกือบครึ่งชั่ง ไหนๆ จะกินแล้ว ก็ไม่ต้องขี้เหนียว

เฉินชิงอี๋ลงมือผัดกับข้าวอย่างรวดเร็ว พอเนื้อลงกระทะ กลิ่นหอมก็โชยออกมาทันที มีเสียงดังมาจากหลายบ้านในลานที่สองว่า “บ้านใครกินเนื้อกันเนี่ย ไม่ใช่เทศกาลอะไรสักหน่อย ยังได้กินเนื้ออีก”

“หอมจริงๆ เลยนะ จะว่าไปก็ต้องเป็นเนื้อนี่แหละ ดูสิกลิ่นนี้ สุดยอด!”

“ใครว่าไม่ใช่ล่ะ?”

“เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ทำไมเหมือนจะเป็นบ้านจ้าวต้าม่าเลยล่ะ!”

“บ้านนางเพิ่งทำกับข้าวไปไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมาผัดเนื้ออีกแล้วล่ะ? แล้วบ้านนางได้กินเนื้อด้วยเหรอ!!!”

“แล้วแกคิดว่า อาจจะเป็นไปได้ไหมว่าจ้าวต้าม่าอยากจะกินเนื้อฉลองชัยชนะ?”

“เอ่อ...”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นในลานบ้าน แต่ละคนต่างยืนดมกลิ่นอยู่ในลานบ้าน

หอมจริงๆ

ต้องบอกว่าเฉินชิงอี๋ก็รู้สึกว่าถ้าอยากจะกินเนื้อโดยไม่ให้ใครรู้ ต้องออกไปกินข้างนอกเท่านั้น เพราะชุมชนต้าเยวี้ยนของพวกเขาไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ใครทำอะไรอร่อยๆ หน่อย ก็จะได้กลิ่นทันที ข่าวจะแพร่กระจายไปทั่วชุมชนห้าลานในพริบตา

เฉินชิงอี๋ทำผัดกะหล่ำปลีใส่หมู แล้วก็นึ่งข้าว ไม่ใช่ข้าวสวยล้วนๆ แต่เป็นข้าวผสม แต่ก็ถือว่าดีมากแล้ว นางกินธัญพืชหยาบล้วนๆ ไม่ลง ธัญพืชหยาบในยุคนี้เป็นธัญพืชหยาบของแท้ ไม่ใช่ธัญพืชหยาบที่ผ่านการขัดสีเหมือนในยุคปัจจุบัน

กินเปล่าๆ แล้วบาดคอจริงๆ

ทั้งครอบครัวเริ่มกินข้าวอย่างรวดเร็ว เสี่ยวเจียกับเสี่ยวหยวนแอบมองรอยช้ำเล็กๆ บนใบหน้าของคุณย่า จ้าวต้าม่า “มองอะไร”

เสี่ยวเจียรีบพยักหน้า “ไม่ได้มองอะไรครับ”

เฉินชิงอี๋ “กินข้าวเถอะ นี่มันเรื่องเล็กน้อย คุณย่าของลูกรับมือได้”

จริงๆ แล้วนางก็ไม่อยากให้เด็กๆ เห็นเรื่องแบบนี้ แต่การรู้ไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เด็กที่ใสซื่อเกินไปไม่เหมาะกับครอบครัวแบบพวกเขา เฉินชิงอี๋คีบเนื้อให้เด็กทั้งสองคนละคำแล้วพูดว่า “กินเถอะ”

“อาหย่อย!”

“แม่จ๋า อาหย่อย”

เด็กทั้งสองคนพูดพร้อมกัน ไม่เสียทีที่เป็นฝาแฝด

เฉินชิงอี๋ “อร่อยก็กินเยอะๆ”

ครอบครัวของเฉินชิงอี๋กินข้าวกันอย่างมีความสุข แต่เพื่อนบ้านในลานที่สองของพวกเขาไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น

สวีเกามิ๋งมองดูอาหารจานน้ำแกงใสๆ ของบ้านตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วพูดว่า “บ้านเราตกอับถึงขนาดนี้แล้วเหรอ? เงินเดือนฉันเดือนละเก้าสิบกว่าหยวน ต้องมากินของแบบนี้เหรอ? ดูสิ ขนาดแม่ม่ายลูกติดบ้านนั้นยังมีเนื้อกินเลย ฉันต้องมากินของแบบนี้เหรอ? น่าอาย น่าอายจริงๆ เท้าฉันก็เจ็บอยู่ ต้องบำรุงเยอะๆ หน่อย เธอดูสิว่าเธอทำอะไรให้ฉันกิน!”

“นั่นสิ บ้านเราฐานะเป็นยังไง จะไม่มีปัญญาซื้อเนื้อกินเลยเหรอ?” เสี่ยวซานจื่อ ลูกชายคนที่สามก็ไม่พอใจเช่นกัน ตอนนี้มีแค่เขาคนเดียวที่ยังไม่แต่งงาน ยังอยู่กับพ่อแม่

สื่อเจินเซียงพูดอย่างอึดอัด “ฉันก็แค่คิดจะเก็บเงินไว้น่ะ อีกไม่นานบ้านเราก็ต้องจัดงานเลี้ยงแล้ว เงินเดือนเดือนหนึ่งยังไม่รู้จะพอหรือเปล่าเลย ตอนนี้จะไม่ประหยัดได้ยังไง? เหล่าสวี วันนี้คุณไปสืบมาเป็นยังไงบ้าง ตกลงว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังทำลายชื่อเสียงบ้านเรา ถึงได้โยนเรื่องแบบนี้มาให้เรา ช่างเลวชาติจริงๆ”

พอพูดถึงเรื่องนี้ก็โมโหขึ้นมา

สวีเกามิ๋งหน้าดำคล้ำแล้วพูดว่า “ฉันไปถามมาหลายคนแล้ว ทุกคนบอกว่าเป็นพ่อลูกบ้านจางพูดก่อน แต่พ่อลูกบ้านจางก็ฟังคนอื่นมาอีกที แถมยังมีหลี่ฉางซวนเป็นพยานอีก ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดคนแรก คุณวางใจได้ สวีเกามิ๋งอย่างฉันยังไม่เคยเสียเปรียบหนักขนาดนี้ เรื่องนี้ฉันไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ แน่ ฉันจะหาตัวคนทำให้ได้! ฉันไม่มีวันปล่อยมันไปแน่!”

สวีเกามิ๋งอย่างเขาเป็นใครกัน ถึงได้มาเสียเปรียบหนักขนาดนี้ นี่มันไม่ใช่เรื่องเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินแล้ว เขาเสียหน้าจริงๆ เสียหน้าอย่างแรง!

ถึงแม้สวีเกามิ๋งจะเรียนมาน้อย แต่ก็คิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาดมาตลอด เป็นคนฉลาดอันดับต้นๆ ในชุมชนต้าเยวี้ยน แต่ไม่คิดเลยว่าจะโดนคนอื่นหลอกแบบนี้ เขาจะทนได้อย่างไร?

เขาพูดอย่างเคียดแค้น “ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่!”

สื่อเจินเซียงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

เสี่ยวซานจื่อที่อยู่ข้างๆ พูดว่า “ยังไงซะ ไม่ว่าพ่อกับแม่จะทำยังไง เรื่องจัดงานเลี้ยงน่ะ ผมไม่ยอมออกเงินด้วยหรอกนะ”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่าง “ฉลาดแกมโกง” ว่า “พ่อ เราพูดกันว่าพ่อหายเจ็บแล้วค่อยจัดงานเลี้ยง ถ้าพ่อไม่หายเจ็บสักที ก็ไม่ต้องจัดงานเลี้ยงแล้วใช่ไหมครับ?”

ทั้งสามคนในครอบครัวเงียบกริบ

สวีเกามิ๋งโกรธจัดทันที “ไอ้ลูกระยำ แกพูดจาอะไรของแก? แค่เงินไม่กี่หยวน ถึงกับแช่งให้พ่อแกไม่หายดีไปตลอดชีวิตเลยเหรอ? แกนี่มันลูกกตัญญูจริงๆ แก...”

“พ่อ ผมก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่ว่าอยากจะประหยัดเงินเหรอครับ? ดูพ่อสิ จะโมโหทำไม!” เสี่ยวซานจื่อรีบอธิบายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบพูดว่า “เอ่อ พ่อ พ่อบอกพี่ใหญ่กับพี่รองแล้วหรือยังครับ? ถ้าจัดงานเลี้ยง จะชวนพวกเขาไหม?”

สวีเกามิ๋ง “แน่นอนว่าต้องชวนสิ นี่เป็นโอกาสดีที่จะแสดงศักยภาพของบ้านเรา จะขาดคนได้ยังไง”

เขามองดูเท้าของตัวเองแล้วพูดว่า “เท้าของฉันนี่ ต้องรีบหายเร็วๆ จัดงานเลี้ยงให้เร็วที่สุด”

“พ่อบ้าไปแล้วเหรอ?” เสี่ยวซานจื่ออดไม่ได้ที่จะมองดูพ่อตัวเอง สงสัยว่าเขาจะแก่จนเลอะเลือนแล้ว

สวีเกามิ๋งสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกว่าสมองของลูกชายคนนี้ใช้การไม่ได้จริงๆ เขาพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ตอนนี้เดือนอะไร?”

เสี่ยวซานจื่อ “วันนี้วันที่สอง เดือนเมษาครับ”

สวีเกามิ๋ง “ใช่ ตอนนี้เดือนเมษา อากาศยังค่อนข้างเย็น ยังไงซะฉันก็ต้องจัดงานเลี้ยงอยู่แล้ว จัดเร็วก็ย่อมดีกว่าจัดช้า ถ้าเราจะเลี้ยงทั้งชุมชน ก็ต้องเตรียมของเยอะแยะ วันสองวันคงเตรียมไม่เสร็จ ต้องเก็บสะสมไว้หลายวัน ตอนนี้อากาศเย็น ผักเน่าๆ อะไรพวกนั้น ซื้อของถูกๆ มาก็ไม่เสียง่าย เก็บไว้ได้ ถ้าอากาศร้อนขึ้น แกซื้อของไม่ดีมา มันก็จะเสียง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่าสิ้นเปลืองเหรอ? ยังมีเนื้อที่ไม่ค่อยสดอีก ตอนนี้ซื้อมาเก็บไว้สองสามวันก็ไม่ถึงกับเน่าเสีย แต่ถ้าอากาศร้อนขึ้นล่ะ? บัญชีแค่นี้แกยังคิดไม่เป็นอีกเหรอ”

เสี่ยวซานจื่อมองดูพ่อตัวเองด้วยความชื่นชม สมแล้วที่เป็นพ่อของเขา ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ

“พ่อ พ่อฉลาดจริงๆ!”

สวีเกามิ๋งยิ้มเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ “ฉันชื่อสวีเกามิ๋ง จะไม่เกาหมิง (ฉลาด) ได้ยังไง?”

เขากำชับ “เมียจ๋า ฉันยังต้องไปทำงาน พรุ่งนี้เธอไปช่วยถามหมอให้ฉันหน่อยว่าทำยังไงถึงจะหายเร็วๆ ช่วยไปสืบๆ มาให้ฉันหน่อย อีกอย่างถ้าเธอทำแบบนี้ ชื่อเสียงบ้านเราก็จะดีขึ้นด้วยนะ ฉันอยากจะหายเร็วๆ เพื่อที่จะได้รีบจัดงานเลี้ยง เธอดูสิ เธอดูสิ ข่าวนี้ถ้าแพร่ออกไปมันจะน่าภูมิใจแค่ไหน?”

“ได้! ฟังคุณ!”

ทั้งสามคนในครอบครัวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองฉลาดหลักแหลม

ประเด็นสนทนาของบ้านเขาเปลี่ยนจากเรื่องเนื้อไปเป็นเรื่องจัดงานเลี้ยง เริ่มคำนวณกันอย่างจริงจัง ส่วนครอบครัวของป้าฟ่านที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ บ้านตรงข้ามกินดีอยู่ดี พวกเขาจะมีความสุขได้อย่างไร? ไม่พอใจอย่างแรง

สือเสี่ยวกวง ลูกชายคนเล็กของป้าฟ่าน กัดแป้งข้าวโพดนึ่ง พลางบ่นอย่างไม่พอใจ “ขนาดแม่ม่ายบ้านนั้นยังอยู่ดีกว่าบ้านเราอีก แม่เอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ ดูสิว่าบ้านเราอยู่กันยังไง ไม่เห็นจะดีกว่าบ้านเขาเลย”

ป้าฟ่านหน้าเสียแล้วพูดว่า “แกพูดจาเหลวไหลอะไร? บ้านนางก็แค่กินดีเป็นครั้งคราว บ้านเราก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยกินของดีๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยกินเนื้อแล้วไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างแกยังเด็ก ยังมีโอกาสได้กินอีกเยอะแยะ ทำไมถึงได้ตะกละแบบนี้ แกดูสิว่ามีบ้านไหนบ้างที่ดีกว่าบ้านเรา? แล้วช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้ยุ่งเรื่องหางานให้พี่ชายแกอยู่เหรอ? บ้านเราต้องประหยัดหน่อย เก็บเงินไว้หน่อย ดูสิว่าจะซื้อตำแหน่งงานให้พี่ชายแกได้ไหม ไม่งั้นพี่ชายแกก็ต้องลงไปอยู่ชนบทแล้ว”

สือเสี่ยวกวงเบ้ปากอย่างไม่พอใจ

บ้านป้าฟ่านมีลูกสามคน ลูกสาวคนโตไปชนบทแล้ว สือเสี่ยวกวงเป็นคนสุดท้อง เขาชอบพี่สาวคนโต ไม่ชอบพี่ชายคนรอง เลยเริ่มบ่นอีก “แม่ก็ลำเอียง หลายปีมานี้ก็ไม่เคยส่งของไปให้พี่ใหญ่เลย เอาแต่ลำเอียงรักพี่รอง”

ป้าฟ่านขมวดคิ้วทันที “พี่สาวแกเป็นผู้หญิง ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแต่งงานออกไป แล้วนางก็ไปอยู่ชนบทแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาหรือเปล่า ฉันจะเอาเงินไปทุ่มให้นาง แล้วถ้านางกลับมาไม่ได้ บ้านเราก็ขาดทุนไม่ใช่เหรอ?”

“ถ้างั้นแม่ก็อย่ารับของป่าที่พี่ใหญ่ส่งมาสิ” เสี่ยวกวงไม่ยอมแพ้

ป้าฟ่านวางตะเกียบลงดังปัง แล้วพูดว่า “ถ้าแกไม่กินก็ไสหัวกลับเข้าห้องไปเลย แกจะอะไรนักหนา ฉันเคยอดอยากปากแห้งแกหรือไง ฉันลำเอียงกับพี่สาวแกเพื่อใคร ก็เพื่อลูกชายสองคนอย่างพวกแกไม่ใช่เหรอ? พวกแกสองพี่น้องไม่รู้จักรักใคร่สามัคคีกัน เอาแต่เข้าข้างพี่สาวแก”

“พี่สาวดีกับผม!”

“กลับเข้าห้องไป!”

“ไม่กินก็ไม่กิน!”

สือเสี่ยวเหว่ยเหลือบมองน้องชายทีหนึ่ง แล้วก็วางตะเกียบลงอย่างไม่พอใจเช่นกัน “ผมก็อิ่มแล้ว ผมกลับห้องดีกว่า”

ถึงแม้บ้านเขาจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก่อนหน้านี้มีทั้งลูกชายลูกสาว เลยต้องกั้นห้อง ต่อมาพี่สาวคนโตไปชนบท สองพี่น้องเลยได้คนละห้อง สือเสี่ยวเหว่ยอยู่ห้องใหญ่ที่เคยเป็นของสองพี่น้อง ส่วนสือเสี่ยวกวงอยู่ห้องเล็กของพี่สาว

ทั้งสองคนกลับเข้าห้องไป ป้าฟ่านพูดอย่างโมโห “ดูสิ ดูสิ ไอ้พวกไม่รู้ความ ฉันคงเป็นหนี้พวกมันมาแต่ชาติปางก่อน”

สือซาน “เอาล่ะ วันนี้ฉันได้ยินมาว่า...”

“หา! ฉันไม่รู้ คุณเล่าให้ฉันฟังละเอียดๆ หน่อย!”

ป้าฟ่านกับสือซานหารือกันเรื่องที่แผนกเชื่อมไฟฟ้าขาดคน สือเสี่ยวเหว่ยแอบฟังอยู่หลังประตูครู่หนึ่งแล้วก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เขารู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่ต้องหาทางช่วยเขาแน่ เขาไม่อยากไปชนบทเด็ดขาด ไปใช้ชีวิตลำบากที่ชนบท เหมือนกับชาวนา ไม่ได้กลับเข้าเมืองอีก เขาคิดแล้วก็รู้สึกน่ากลัว

เขาเคยเห็นคนดังคนหนึ่งในซอยนี้ ตอนนั้นมีชื่อเสียงมาก เรียนก็เก่ง หน้าตาก็หล่อเหลา มีมาดบัณฑิต เขาก็คือคนที่ตอบรับคำเรียกร้องให้ไปชนบทนั่นเอง ก่อนหน้านี้กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมือง เขาได้เห็น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย เขาดูแล้วก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ เพียงแค่สี่ห้าปีคนก็แก่ลงไปสิบกว่าปี

เขาไม่มีวันไปชนบทเด็ดขาด!!!

เขานอนลงบนเตียง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ล้วงหยิบสมุดภาพเล่มหนึ่งออกมาจากใต้เตียง แล้วก็หัวเราะออกมา...

ถ้าเฉินชิงอี๋เห็นสมุดภาพเล่มนี้ก็จะจำได้ว่า นี่คือเล่มที่นางบังเอิญพบบนภูเขาในวันที่ไปเก็บเห็ด

นางไม่ได้หยิบมันไป แต่ก็บังเอิญเหลือเกินที่ก้อนหินที่ถูกเคลื่อนย้ายอย่างเห็นได้ชัดก้อนนั้นถูกสือเสี่ยวเหว่ยกับหยวนฮ่าวเสวี่ยและพรรคพวกของพวกเขาพบเข้า

ตอนนั้นฮ่าวเสวี่ยกับคนอื่นๆ ก็อยู่ด้วย ของที่ “น่ารังเกียจ” แบบนี้ แน่นอนว่าทุกคนไม่กล้าเก็บไว้ ตอนนั้นสือเสี่ยวเหว่ยฉลาดหลักแหลม อ้างว่าเขาจะเอาไปโยนทิ้งหน้าผา แล้วก็แอบเก็บไว้เอง จริงๆ แล้ว คนอื่นๆ ก็อาจจะไม่ได้เดาไม่ออกว่าเขาเป็นคนเอาไป

เพราะถ้าอยากจะทำลายจริงๆ แค่เผาทิ้งก็สิ้นเรื่องแล้ว

ยังจะต้องไปที่ยอดเขาเพื่อโยนทิ้งหน้าผาอีก ไม่ใช่ว่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเหรอ?

แต่ทุกคนกลับไม่มีใครคัดค้านเลย เห็นได้ชัดว่าก็มีความคิดบางอย่างอยู่เหมือนกัน

แต่ในเมื่อเขาเป็นคนเอาไปแล้ว เขาก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด

เขาแอบดูอยู่ในผ้าห่มอย่างพออกพอใจเป็นพิเศษ ยิ่งอยากจะหาเมียมากขึ้นไปอีก...

เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เอาแต่มีความสุขของตัวเอง ไม่สนใจเลยว่าพ่อแม่จะร้อนใจเรื่องงานของเขาจนจะตายอยู่แล้ว พอป้าฟ่านปรึกษากันเสร็จก็รีบมุ่งหน้าไปที่ลานกลางทันที ในเวลาแบบนี้ แน่นอนว่าต้องไปถามหม่าเจิ้งอี้

ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปถามตาเฒ่าจาง

ตาเฒ่าจางเคยทำงานที่แผนกเชื่อมไฟฟ้ามาก่อน

นางไม่รู้หรอกว่า ตาเฒ่าจางกำลังด่ากราดคนในชุมชนว่าใจหมาไส้ระกำ เมื่อกี๊ไม่ยอมช่วยเขา

เขากลับบ้านไปตรวจดูตัวเองอย่างละเอียด ถึงแม้จะโดนข่วนจนดูไม่จืด แต่โชคดีที่แค่นอนพักสักครู่ก็คงไม่เป็นอะไรมาก ส่วนเรื่องกินข้าวเย็น? กินบ้าอะไรล่ะ! พอคิดว่าตัวเองโดนใส่ร้ายว่าแอบชอบจ้าวต้าม่า เขาก็แทบจะอ้วกอาหารของเมื่อคืนออกมา

ตาเฒ่าจางไม่กินข้าวแล้ว จางเหมิงเหมิงหลานสาวของเขาก็ไม่มีใครดูแล เด็กหญิงคนนี้ก็มีความสามารถไม่เบา ลากข้าวสารที่คุณย่าซ่อนไว้ออกมา เหยียบเก้าอี้แล้วก็ต้มโจ๊ก นี่ก็เป็นเด็กที่กินดื่มตามสบาย ไม่เก็บเรื่องอะไรมาใส่ใจ

นางยังบ่นอีก

“ปู่ หนูบอกแล้วว่าให้ไปบ้านป้าไป๋ ปู่ก็ไม่ยอมส่งหนูไป บ้านนางมีคุกกี้”

ตาเฒ่าจาง “เขาไม่เอาแก”

จางเหมิงเหมิงก็ไม่เข้าใจ แต่ก็พูดอีกว่า “งั้นปู่ก็ส่งหนูไปบ้านนานา บ้านนางกินดี”

นานาก็คือลูกสาวคนโตของหวังเจี้ยนกั๋วกับหวังเหม่ยหลานที่ลานหน้า บ้านนางมีลูกสามคนชื่อนานา, เอ้อน่า, ซานน่า ถึงแม้บ้านเขาจะอยากได้ลูกชายมาตลอด แต่ก็เป็นครอบครัวที่ทำงานทั้งคู่ แถมคนหนึ่งยังทำงานในตำแหน่งที่มีผลประโยชน์อีกด้วย แน่นอนว่าต้องกินดีอยู่ดี

ฐานะของบ้านเขาถือเป็นอันดับต้นๆ ในชุมชนต้าเยวี้ยน

“หนูอยากไปกินข้าวบ้านนาง ปู่ก็เอาแต่จะให้หนูไปบ้านคุณย่าจ้าว โดนซ้อมเลยเห็นไหมล่ะ?”

ตาเฒ่าจาง “แกหุบปากไปเลย!”

ไปบ้านหวังเจี้ยนกั๋ว?

หวังเจี้ยนกั๋วคนนั้นไม่ยอมหรอก

อย่าดูว่าหวังเจี้ยนกั๋วคนนี้เป็นแค่คนรุ่นกลางๆ ในชุมชนต้าเยวี้ยน แต่เขาก็มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แถมยังเห็นแก่ตัวอีกด้วย ไม่มีวันยุ่งเรื่องของคนอื่นเด็ดขาด

“แกก็รีบต้มโจ๊กไป ต้มเสร็จแล้วก็ตักให้ฉันชามหนึ่ง”

เหมิงเหมิง “โอเค งั้นหนูจะบอกคุณย่าว่าเป็นปู่ที่ให้หนูต้ม”

ตาเฒ่าจางโกรธจนแทบจะขาดใจตายอีกครั้ง เลยไม่พูดอะไรอีก ไม่สนใจนังเด็กบ้าคนนี้แล้ว!

ตอนกลางคืนแต่ละบ้านยังไม่นอนกันเร็วขนาดนั้น ช่วงนี้ชุมชนต้าเยวี้ยนมีเรื่องเยอะแยะ ต้องมานั่งคุยกันหน่อย ส่วนบ้านเฉินชิงอี๋ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็ยังไม่นอน จ้าวต้าม่าเกาะอยู่ริมหน้าต่าง แง้มม่านดูข้างนอกแล้วพูดว่า “เมียสือซานนั่นทำอะไรอยู่เหรอ? ทำไมถึงได้วิ่งวุ่นไปทั่วเหมือนแมลงวันที่หัวขาดแบบนั้น”

เฉินชิงอี๋ “น่าจะเพื่อลูกล่ะมั้งคะ ได้ยินว่าแผนกเชื่อมไฟฟ้าขาดคน นางก็คงจะวิ่งเต้นเพื่อสือเสี่ยวเหว่ย”

“ลำเอียง”

เฉินชิงอี๋หัวเราะเยาะทีหนึ่ง มองดูจ้าวต้าม่าอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ตัวนางเองก็เป็นคนลำเอียง ยังมีหน้าไปว่าคนอื่นอีกเหรอ? ถึงแม้ก่อนหน้านี้นางจะไม่ชอบฝาแฝดทั้งคู่เท่าๆ กัน แต่ก็ปฏิบัติต่อเสี่ยวเจียดีกว่าเสี่ยวหยวนเล็กน้อย

เสี่ยวหยวนพูดน้อยเงียบขรึมก็เพราะว่าหญิงชราปากร้ายพูดจาไม่น่าฟัง เอาแต่จับผิดเด็ก

ตอนนี้ นางไม่กล้าทำแบบนั้นแล้ว

แต่พอหลินจวิ้นเหวินไม่อยู่แล้ว นางก็ให้ความสำคัญกับเสี่ยวเจียที่เป็นเด็กผู้ชายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แต่โชคดีที่บ้านนี้ไม่ได้มีหญิงชราเป็นใหญ่ เฉินชิงอี๋นั้นปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันแน่นอน

นางเองก็เป็นผู้หญิง เกลียดที่สุดคือคนที่ดูถูกเด็กผู้หญิง

จ้าวต้าม่าไม่รู้ว่าเฉินชิงอี๋คิดอะไรอยู่ ดูอย่างสนุกสนาน “เอ๊ะ เธอบอกสิว่าพวกเขาจะได้เข้าโรงงานเพราะเรื่องนี้ไหม?”

เฉินชิงอี๋ “หนูว่าไม่ได้หรอกค่ะ”

นางค่อนข้างมีเหตุผล “ที่ไหนจะง่ายขนาดนั้น แล้วเรื่องก็ยังไม่แพร่ออกไปก็แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ”

“ใช่ๆๆ ดีที่สุดคือให้พวกเขาเข้าไม่ได้สักคน ดีที่สุดคือให้ไม่มีงานทำสักคน ให้มีแต่งานบ้านเรา แบบนี้ดีที่สุด” จ้าวต้าม่าไม่มีความคิดอื่นใด แค่ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดีเท่านั้นเอง

ทุกคนเป็นคนจน มีแต่บ้านตัวเองที่เจริญรุ่งเรือง แบบนี้ดีที่สุด

เฉินชิงอี๋: “...”

ความปรารถนาของท่านแม่นี่ช่างเรียบง่ายดีจริงๆ

นางหัวเราะเหอะๆ

จ้าวต้าม่าพูดอีกว่า “จะว่าไปแล้วนะ ในชุมชนต้าเยวี้ยนของเรา ก็มีแค่หม่าเจิ้งอี้เท่านั้นแหละที่เป็นคนดี คนอื่นๆ ก็งั้นๆ”

เฉินชิงอี๋ประหลาดใจ “โอ้โฮ จะได้ยินคำชมคนอื่นจากปากท่านแม่ได้นี่ ยากจริงๆ”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? เขาพาเราไปรายงานตัว ฉันจำบุญคุณของเขาได้ ถ้าฉันได้ไปทำงานที่โรงอาหาร ฉันจะตักเนื้อให้เขาเยอะๆ เลย ตักให้เต็มช้อน ไม่มีการเขย่าช้อนทิ้งเด็ดขาด” จ้าวต้าม่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีที่รู้จักตอบแทนบุญคุณจริงๆ

เฉินชิงอี๋: “...”

นางพูดไม่ออกไปพักใหญ่แล้วพูดว่า “ท่านแม่คะ ท่านแม่ลืมไปแล้วเหรอคะว่าโรงอาหารใครเป็นคนดูแล? โรงอาหารนี่อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายพลาธิการนะคะ หม่าเจิ้งอี้เป็นใคร เขาเป็นรองหัวหน้าฝ่ายพลาธิการนะคะ ท่านแม่บ้าไปแล้วเหรอคะ? จะไปเขย่าช้อนทิ้งให้เขาเหรอ? ท่านแม่เชื่อไหม ไม่ต้องพูดถึงท่านแม่เลย คนในโรงอาหารทุกคนก็จะตักให้เขาพูนๆ อยู่แล้ว ข้าราชการระดับอำเภอสู้ข้าราชการที่ดูแลโดยตรงไม่ได้ ท่านแม่เข้าใจไหมคะ”

เฉินชิงอี๋บอกว่า เรื่องที่คนที่ไม่เคยทำงานอย่างนางยังรู้เลย คนคนนี้กลับไม่รู้?

คราวนี้นางยิ่งรู้สึกว่าการให้จ้าวต้าม่าไปทำงานจิปาถะในโรงอาหารนั้นดีที่สุดแล้ว ถ้าเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่น สมองคงไม่พอใช้แน่!

จ้าวต้าม่าพูดอย่างท้อแท้ “ฉันก็แค่ลืมไปน่ะ”

เฉินชิงอี๋ “เหอะๆ!”

จ้าวต้าม่า “เอ๊ะ แล้วเธอบอกสิว่าฉันต้องไปประจบหม่าเจิ้งอี้ไหม? เขาเป็นรองหัวหน้าเลยนะ”

เฉินชิงอี๋ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ท่านแม่เป็นแค่คนล้างผัก จะไปประจบเขามีประโยชน์อะไร เขาจะเลื่อนตำแหน่งให้ท่านแม่เป็นพ่อครัวใหญ่ได้เหรอ? ท่านแม่แค่ไม่ก่อเรื่อง หม่าเจิ้งอี้ก็ต้องขอบคุณท่านแม่ทั้งตระกูลแล้ว”

จ้าวต้าม่า “ได้! ฉันฟังเธอ”

นางยังค่อนข้างมีความยุติธรรมอยู่ พูดว่า “คนที่เคยช่วยเรา ฉันก็จำได้นะ ก็อย่างหัวหน้าแผนกบุคคลคนนั้น หวังเคอจ่าง เขาเป็นคนดีคนหนึ่งเลย แล้วก็รองผู้อำนวยการโจวคนนั้น เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งเหมือนกัน แล้วก็หม่าเจิ้งอี้ ถ้าพวกเขาโดนใครรังแกในโรงงาน ฉันต้องไปช่วยทะเลาะแน่! ยายแก่คนนี้ไม่ใช่คนเดิมแล้วนะ เมื่อก่อนฉันเป็นแม่บ้าน แต่ตอนนี้ฉันก็เป็นคนมีหน้ามีตาคนหนึ่งแล้ว เข้าใจเหตุผลอะไรต่างๆ มากขึ้น”

เฉินชิงอี๋ “อ้อ”

นางมองดูจ้าวต้าม่าอย่างลึกซึ้ง คิดในใจว่าคาดไม่ถึงจริงๆ

จ้าวต้าม่า “เฮะๆ เธอก็อย่าดูถูกฉันนะ ฉันเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่งเลยนะ เธอดูสิตาเฒ่าจางเป็นยังไง? ก็ยังมาเสียท่าให้ฉันไม่ใช่เหรอ? เหอะ! กระจอกสิ้นดี! ยายแก่คนนี้ไร้เทียมทาน”

เฉินชิงอี๋โอ้เสียงยาว

จ้าวต้าม่า “เฮะๆๆ”

หัวเราะพอแล้ว นางก็พูดอย่างจริงจัง “ถ้าตอนกลางวันที่ฉันไม่อยู่บ้านแล้วมีใครมารังแกเธอ เธอก็ทนไปก่อนนะ รอฉันกลับมาจัดการพวกมัน”

เฉินชิงอี๋หัวเราะพรืดออกมา เลิกคิ้วแล้วพูดว่า “รอท่านแม่เหรอคะ? หนูไม่ต้องลงมือเอง ก็มีปัญญาทำให้พวกมันเสียท่าได้เหมือนกันค่ะ ท่านแม่คะ บางครั้งการแกล้งทำเป็นอ่อนแอก็มีประโยชน์ของมันนะคะ หรือว่า ท่านแม่ไม่เชื่อในความสามารถของหนู?”

จ้าวต้าม่าคิดถึงการกระทำของยัยบ้าคนนี้แล้วก็วางใจทันที!

นางคิดมากไปเอง ยัยบ้าจะไปกลัวลูกไม้ของคนอื่นได้ยังไง?

จ้าวต้าหยานางเก่งกาจขนาดไหน ยังเสียท่าได้เลย ไม่ต้องพูดถึงกุ้งฝอยข้างนอกพวกนั้นเลย คงไม่พอให้นางดูด้วยซ้ำ!

โอ้ ไม่ใช่คงไม่พอ แต่ไม่พอแน่ๆ

“ดึกแล้ว นอนเถอะ”

เฉินชิงอี๋ “ไม่มีนาฬิกานี่ไม่สะดวกจริงๆ ไม่รู้เลยว่ากี่โมงแล้ว”

ต้องบอกว่าทำไมยุคนี้คนถึงมีลูกเยอะกันจัง ไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรเลย ไม่มีโทรทัศน์ วิทยุก็มีน้อยมาก พอตกกลางคืนบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ไม่นอนก็สร้างลูก จะทำอะไรได้อีกล่ะ?

อย่างบ้านของพวกเขาก็คือพอตกกลางคืนก็นอน

เฉินชิงอี๋ไม่ต้องตื่นเช้า แต่ก็ยังยืดเส้นยืดสายแล้วนอนลง

จ้าวต้าม่าดูไปอีกครู่หนึ่งแล้วก็นอนลง พอนอนลงนางก็บ่นว่า “ไม่รู้ว่าสวีเกามิ๋งจะเริ่มเตรียมงานเลี้ยงเมื่อไหร่ เธอต้องระวังเห็ดบ้านเราให้ดีนะ อย่าให้นางมาคิดไม่ซื่อได้”

เฉินชิงอี๋ “หนูรู้ค่ะ”

นางอุตส่าห์เก็บมาอย่างยากลำบาก คิดจะมาวางแผนเหรอ?

นั่นมันหาเรื่องตาย!

อย่าคิดเลย!

“นอนเถอะ ไม่มีปัญหา”

“ได้!”

บ้านของพวกเขานอนกันค่อนข้างเร็ว ก่อนนอนเฉินชิงอี๋ก็คิดถึงแผนของวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้จะไปซื้อกระถางดอกไม้สักสองสามใบ นางตั้งใจจะใช้กระถางดอกไม้ปลูกผักเล็กๆ น้อยๆ อย่างพริก ผักชี ต้นหอม ต่อให้เป็นฤดูหนาวก็ยังพอมีไว้ปรุงรสได้ พอหนาวกลัวแข็งตายก็ย้ายกลับเข้าบ้านได้

อืม พรุ่งนี้ไปซื้อกุยช่ายมาอีกหน่อย ช่วงนี้มีขายกุยช่ายแล้ว

กินแต่หัวไชเท้ากับกะหล่ำปลีตลอด ก็เริ่มจะเบื่อแล้วเหมือนกัน

นอกจากนี้ เฉินชิงอี๋อดไม่ได้ที่จะคิดถึงว่าอีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลเช็งเม้งแล้ว

นางพูดเสียงค่อย “ท่านแม่นอนหรือยังคะ?”

จ้าวต้าม่า “ยัง ทำไม?”

เฉินชิงอี๋ “ท่านแม่รู้ไหมคะว่าที่ไหนมีขายกระดาษเงินกระดาษทอง?”

จ้าวต้าม่า “ฉิบหาย!”

นางตกใจ “เธอจะท้าทายกฎหมายเหรอ”

นางลุกขึ้นนั่งพรวด แล้วพูดว่า “ตอนนี้เขาไม่ให้ทำเรื่องแบบนี้แล้วนะ”

แต่ทว่า ยังไม่ทันที่เฉินชิงอี๋จะพูดอะไร นางก็ลดเสียงลงแล้วพูดเสียงค่อยว่า “ปีก่อนๆ ฉันซื้อมาแล้วก็แอบไปเผาตอนดึกๆ ที่ทางแยกที่ไม่มีคน ต้องระวังให้ดี”

เฉินชิงอี๋กระพริบตา ที่แท้ยายแก่คนนี้ก็แอบเผากระดาษเหมือนกัน

จ้าวต้าม่าโดนมองจนรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ พูดว่า “บ้านเราอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ฉันก็ต้องส่งเงินไปให้ตาเฒ่าผีสางของฉันที่อยู่ข้างล่างบ้าง เขาถึงจะคุ้มครองพวกเราได้ ไอ้เวรตะไลเอ๊ย ไม่เห็นจะคุ้มครองที่บ้านเลยสักนิด ยังพาลูกชายไปด้วยอีก ฉันกะว่าปีนี้จะไม่เผาให้มันแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

เฉินชิงอี๋: “...”

นางพูดว่า “ท่านแม่ซื้อที่ไหนคะ?”

จ้าวต้าม่า “แถวหนานหลัวกู่เซี่ยง แถวนั้นมีซอยหนึ่งมีบ้านเดี่ยวโทรมๆ อยู่หลังหนึ่ง เลขที่บ้านคือสี่สิบสี่ บ้านนางขาย เธอบอกว่าฉันแนะนำมา ถ้าเธอไม่มีคนแนะนำ เขาก็ไม่ขายให้เธอหรอก”

นางฮึ่มเสียงในลำคอ ก็มีแต่นางที่มีหน้ามีตาขนาดนี้ ถึงจะได้

เฉินชิงอี๋อืมเสียงหนึ่ง

“แต่เธอต้องระวังให้ดีนะ มีปีหนึ่งฉันเกือบจะโดนคนเห็นเข้า วิ่งหนีแทบตาย! เขายังปล่อยหมามาไล่ฉันอีกนะ โชคดีที่ฉันเก่งถึงได้หนีรอดมาได้ ถ้าเป็นคนอื่นคงเสร็จไปแล้ว”

เฉินชิงอี๋ “ได้ค่ะ หนูรู้แล้ว”

เหอะ!

นางจะแย่กว่าจ้าวต้าม่าได้ยังไง?

เป็นไปไม่ได้แน่นอน!