ตอนที่ 9
บทที่ 9: ราตรีสนทนา
คืนนั้น ไม่รู้ว่ามีใครต่อใครนอนไม่หลับกันบ้าง
เฉินชิงอี๋ประคองแม่สามีที่หน้าตาบวมปูดกลับบ้าน ภาพเงาด้านหลังดูโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
คนอื่นๆ ก็จับกลุ่มคุยกันสองสามคน แอบซุบซิบนินทาเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่ละคนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ป้าจ้าวแก่ลงทุกวันก็ยิ่งหน้าไม่อายขึ้นทุกที กล้าเปิดปากเรียกร้องอะไรใหญ่โตขนาดนั้นได้ยังไง!”
“เมียเด็กของหลินจวิ้นเหวินคนนี้ก็น่าสงสารจริงๆ เจอะเจอคนแบบนี้เข้าไป ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงอยากตาย…”
“เมียเด็กคนนี้ก็ช่างน่าเวทนาเสียจริง…”
“น่าเวทราอะไรกัน ฉันว่าป้าจ้าวแกด่าก็ถูกแล้ว ยัยนี่มันตัวซวยชัดๆ…อู้อู้อู…เอามือมาปิดปากฉันทำไมเนี่ย!”
“แกหุบปากไปเลย อย่ามาเผยแพร่เรื่องงมงายไร้สาระพวกนี้ ถ้าคนนอกได้ยินเข้าจะหาเรื่องเอานะ…”
มีคนพูดถึงเรื่องของสองแม่ลูกสะใภ้ตระกูลเฉิน ก็มีคนพูดถึงเรื่องของบ้านอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องของบ้านตระกูลจาง
“แกบอกว่าเมื่อก่อนเห็นป้าหวงก็แค่ปากเสีย แต่ไม่เคยคิดเลยว่าแกจะลงมือได้โหดขนาดนี้ ป้าจ้าวโดนซ้อมซะน่วมเลย นี่มันคนละเรื่องกับที่เห็นจริงๆ”
“ฉันดูออกตั้งนานแล้วว่าป้าหวงไม่ใช่คนดีอะไร ดูจากที่แกคอยสอดรู้สอดเห็นเรื่องของบ้านนั้นบ้านนี้ทุกวันก็รู้แล้วว่าคนแบบนี้มันยังไง ลูกชายแกก็โดนแกปั่นหัวจนหย่าเมียไปแล้วไงล่ะ แล้วดูวันนี้สิ วันนี้จะโทษป้าจ้าวทั้งหมดก็ไม่ได้นะ ป้าหวงแกก็ใส่ความเก่งเกินไป ใครมันจะกล้ารับชื่อเสียงว่าทำร้ายคนกันเล่า?”
“ต่อไปอย่าไปยุ่งกับป้าหวงดีกว่า ป้าจ้าวที่ทั้งดื้อทั้งด้านขนาดนั้นยังโดนซ้อมจนหัวปูดได้ แสดงว่าแกไม่ธรรมดาจริงๆ”
ยังมีคนพูดถึงเรื่องค่าทำขวัญห้าสิบหยวน
“ห้าสิบหยวนเลยนะ นั่นมันห้าสิบหยวนเชียวนะ โดนซ้อมยังไงก็ไม่ขาดทุนหรอก เรื่องดีๆ แบบนี้ทำไมไม่เกิดกับบ้านเราบ้าง”
“นั่นสิ ฉันอยากโดนซ้อมจะตายไป ไม่ใช่แค่โดนต่อยๆ ตบๆ เหรอ? ไม่ถึงตายหรอก ห้าสิบหยวนน่ะกินได้ทั้งเดือนเลยนะเนี่ย หรือว่าคราวหน้าเราลองไปตบตาจางซิงฟาดูบ้างดีไหม? บ้านเขากล้าใช้เงินจริงๆ”
“จางซิงฟาเป็นไอ้หนุ่มโสดที่หย่าเมียแล้ว ทิ้งลูกสาวให้แม่แก่ๆ เลี้ยง เงินของเขาก็เอาไปใช้เองหมด จะมีเงินก็ไม่แปลกอะไร…”
แน่นอนว่านอกจากจะพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสนุกในคืนนี้แล้ว ก็ยังมีเรื่องงานที่ถูกพูดถึง แต่คำพูดพวกนี้ไม่กล้าพูดออกมาข้างนอก อย่างเช่นพี่ฟ่าน พอเข้าบ้านมาก็หน้ามุ่ย แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ด่ากระซิบกระซาบ “หม่าเจิ้งอี้ ไอ้ตัวซวย เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย เขาต้องทำเป็นคนดีไปทำไม? ยังพาคนไปรายงานอีก ทำตัวเด่นอยู่ได้ เรื่องนี้ทำเอาแผนของฉันพังหมดแล้ว แล้วฉันจะทำยังไงดีเนี่ย?”
นอกจากบ้านพวกเขาแล้ว หลี่ฉางซวนที่อยู่บ้านด้านหน้าก็ไม่พอใจเช่นกัน ลูกสาวของเขา หลี่หลิงหลิง ยังไม่มีงานทำ เขายังอยากจะเลียนแบบสวีเกาหมิง คว้างานของบ้านตระกูลหลินมาให้ได้ ถ้าหลี่หลิงหลิงได้งานทำ บ้านเขาก็จะมีคนงานประจำถึงสองคนแล้ว แต่คำพูดที่ไม่คาดฝันของหม่าเจิ้งอี้ทำให้เขาชะงักไป เขาซวยทำตะเกียงน้ำมันตกจนขาดทุนไปแล้ว เรื่องนี้กลับไม่ราบรื่นอีก ย่อมไม่สบายใจเป็นธรรมดา ด่าพึมพำ “ไอ้พวกเวรตะไล ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน สมควรแล้วที่ลูกไม่กตัญญู ไม่ได้เรื่อง…”
ไม่ใช่แค่สองบ้านนี้เท่านั้นที่จ้องมองงานของตระกูลหลิน สวีเกาหมิงที่เคยทำสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่งก็ไม่พอใจเช่นกัน เขายังอยากจะใช้วิธีเดิมอีกครั้ง หาทางหางานให้เมียคนที่สอง แต่พยายามคำนวณเท่าไหร่ก็ไม่มีสมาธิ รู้สึกแต่ว่าเท้าเจ็บ ไอ้เวรตัวไหนมันเหยียบเท้าฉันเนี่ย…
หยวนฮ่าวหมินกับจ้าวหรงที่อยู่บ้านหลังที่สามก็เงียบขรึมหลังจากกลับถึงบ้าน ลูกชายคนที่สองของเขาก็หวังว่างานนี้จะทำให้เขาได้อยู่ในเมืองต่อไป
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่บ้านเหล่านี้เท่านั้น…
สรุปแล้ว คืนนี้หลายบ้านนอนไม่หลับ พึมพำกระซิบกระซาบกัน
แต่ทุกคนกลับลืมไปหมดแล้วว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดคือจางซิงฟาโดนซ้อม
ส่วนจางซิงฟาโดนซ้อมจนน่วมไปหมด ตัวเจ็บไปทั้งตัว ร้องโอดโอยอยู่ในบ้าน กัดฟันกรอดด้วยความแค้น ด่าทอคนที่ทำร้ายเขาอย่างรุนแรง
ส่วนเรื่องไปโรงพยาบาล รายงานต่อเจ้าหน้าที่เขต หาตำรวจ
ลืมไปแล้ว ทุกคนลืมไปหมดแล้ว
ช่างหัวมันปะไร!
ในชุมชน ทุกคนนอนไม่หลับ เกือบครึ่งหนึ่งของบ้านยังเปิดไฟอยู่ เฉินชิงอี๋กับแม่สามีเดินเข้าบ้าน เฉินชิงอี๋ยื่นมือออกไป จ้าวเหล่าไท่ก็เตรียมจะอาละวาดทันที เงินนี้เมื่อเข้ามือไปแล้ว ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะเอาไป
“ยัยเด็กใจทราม…”
นางยกมือขึ้นเตรียมจะตบ เฉินชิงอี๋เร็วกว่า คว้าข้อมือนางไว้ บิดไปข้างหลังอย่างแรง จ้าวเหล่าไท่ร้องโอดโอย “อ๊าก!!!”
เฉินชิงอี๋พูดอย่างเย็นชา “แกจะอาละวาดอีกไหม ฉันมีวิธีจัดการแกอีกเยอะแยะ โดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครเห็นด้วย”
จ้าวเหล่าไท่ส่งเสียง “จิ๊” ออกมา พูดอย่างหวาดกลัว “แกไม่ใช่ แกไม่ใช่เฉินชิงอี๋ แกเป็นใคร! แกเป็นผีไม่มีญาติ…อ๊าก!”
เฉินชิงอี๋ออกแรงอีกครั้ง จ้าวเหล่าไท่ร้องโอดโอยอีกคำรบ
เฉินชิงอี๋หัวเราะเยาะ “เห็นไหม แกตะโกนขนาดนี้ก็ไม่มีใครออกมาดูสักคน บางทีนะ พวกเขาอาจจะคิดว่าฉันกำลังทายาให้แกอยู่ก็ได้”
เฉินชิงอี๋พูดไม่ผิด ทุกคนคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเฉินชิงอี๋ที่เป็นสะใภ้ที่ขี้ขลาดตาขาวจะกล้าลงมือกับแม่สามี นางแต่งเข้ามาก็ไม่ใช่แค่วันสองวัน ทุกคนรู้จักนิสัยใจคอของนางดี
จ้าวเหล่าไท่: ไอ้พวกเพื่อนบ้าน!
ไม่มีใครพึ่งพาได้สักคน
จ้าวเหล่าไท่เป็นพวกดื้อดึง แต่ไม่กล้าส่งเสียงดัง
กลัวว่านางจะยังไม่ทันเรียกใครมา ตัวเองก็จะตายเสียก่อน ยัยบ้าคนนี้ไม่อยากมีชีวิตอยู่ อาจจะฉุดนางไปตายด้วยกันก็ได้!
“ฉะ ฉัน ฉัน…”
เฉินชิงอี๋ “ไม่ต้องมาฉันๆๆ ฉันทนแกมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่ทีของแกที่จะมาสั่ง”
จ้าวเหล่าไท่เบิกตากว้าง “เมื่อก่อนแกแกล้งทำเป็นซื่อบื้อสินะ!”
เฉินชิงอี๋หัวเราะเบาๆ “ใช่ แล้วทำไม?”
จ้าวเหล่าไท่ “แก แก แก…”
ถึงแม้จะมาจากสังคมเก่าแก่ ป้าแก่ๆ หลายคนก็เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ แต่จ้าวเหล่าไท่ไม่ได้รู้สึกว่าเฉินชิงอี๋ถูกผีเข้าสิง นางด่าคนก็แค่ขู่ไปอย่างนั้นแหละ จริงๆ แล้วในใจนางคิดว่า ลูกสะใภ้คนนี้คงเห็นว่าลูกชายของนางตายไปแล้ว เลยเริ่มเผยธาตุแท้ออกมา
พวกแม่สามีไม่เคยลังเลที่จะคิดถึงลูกสะใภ้ในแง่ร้ายที่สุด
นี่คือธาตุแท้ของนาง เผยธาตุแท้ออกมาแล้วจริงๆ
จ้าวเหล่าไท่ “แก แก แก จวิ้นเหวินของฉันโดนแกหลอกจริงๆ ด้วย!”
จ้าวเหล่าไท่เจ็บใจแสนสาหัส ผู้หญิงด้วยกันย่อมมองผู้หญิงออกมากที่สุด นางรู้สึกมาตลอดว่ายัยเด็กใจทรามคนนี้ไม่ใช่คนดีอะไร ลูกชายของนางพูดว่าอะไรนะ เขาบอกว่าเมียอ่อนแอ อ่อนแอผีอะไร!
มีเมียที่ไหนอ่อนแอแล้วโหดร้ายขนาดนี้!
กล้าแม้กระทั่งทำร้ายแม่ผัว!
ไอ้พวกเวรตะไลอกตัญญู!
จ้าวเหล่าไท่อยากจะด่าทอ แต่ก็รู้ว่าตัวเองสู้ยัยเด็กใจทรามคนนี้ไม่ได้ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ฉันให้แก ฉันให้เงินแกก็ได้…”
นางสั่นเทาหยิบเงินห้าสิบหยวนออกมา รู้สึกเหมือนใจจะขาด เงินของจ้าวเหล่าไท่ นางเคยให้ใครที่ไหน! นี่มันจะเอาชีวิตนางไปเลย!
เฉินชิงอี๋รับเงินห้าสิบหยวนมา จ้าวเหล่าไท่กำไว้แน่น แต่ก็สู้แรงดึงของเฉินชิงอี๋ไม่ได้ จ้าวเหล่าไท่ “จิ๊!”
สูดหายใจเข้า
เงินหายไปแล้ว
เฉินชิงอี๋ “คนละครึ่ง”
ดวงตาของจ้าวเหล่าไท่เป็นประกายขึ้นมาทันที! ยังได้คืนมาครึ่งหนึ่งเหรอ? ฮือๆๆ!
เฉินชิงอี๋แบ่งเงินอย่างเด็ดขาด แล้วพูดว่า “แม่ ฉันว่าแม่ก็คงเห็นแล้วว่าบ้านเรามีแต่แม่ม่ายกับลูกอีกสองคน จริงๆ แล้วเสียเปรียบมาก พูดตรงๆ ก็คือ บ้านเราก็เหมือนหมูอ้วนในชุมชน ใครๆ ก็อยากจะกัดกิน”
“พวกมันกล้า!” จ้าวเหล่าไท่ลุกขึ้นยืนทันที
เฉินชิงอี๋ “เบาๆ หน่อย”
นางมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น คืนนี้มีเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ หลายคนคงยังไม่ได้นอน คงไม่มีใครอยากออกมาทำอะไรหรอก กลัวคนอื่นจะไม่รู้หรือไง? แต่กันไว้ดีกว่าแก้ นางมองดีๆ อีกครั้ง แล้วพูดว่า “จะไม่กล้าได้ยังไง! แม่เชื่อไหมว่าในชุมชนนี้มีอย่างน้อยห้าบ้านที่กำลังคิดจะเอางานที่จวิ้นเหวินทิ้งไว้!”
พอพูดถึงเรื่องนี้ จ้าวเหล่าไท่ก็ด่าทอ “สวีเกาหมิง ไอ้จิ้งจอกแก่ ไม่ทำคน ครั้งที่แล้วก็โดนเขาหลอก!”
ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะโดนหลอก แต่หลายปีผ่านไป นางก็คิดออกหมดแล้ว
“ไอ้พวกไร้สำนึก สมควรแล้วที่วันนี้โดนคนเหยียบ! สม!”
เฉินชิงอี๋พูดอย่างเฉยเมย “ฉันเหยียบเอง”
นางแก้แค้นเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่
จ้าวเหล่าไท่ “เอ๋? อ๊ะ?”
นางเหลือบมองลูกสะใภ้ รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เผยธาตุแท้ออกมาแล้วจริงๆ
เฉินชิงอี๋ “มีคนคิดจะเอางานที่จวิ้นเหวินทิ้งไว้ มีคนคิดจะเอาฉันที่ยังสาวและสวย เรื่องพวกนี้ฉันไม่ต้องพูดมาก แม่ก็คงเข้าใจ”
จ้าวเหล่าไท่เตรียมจะโกรธ แต่ก็ยังไม่ทันได้อาละวาด ก็ฉุกคิดถึงความโหดร้ายของเฉินชิงอี๋ เลยหดคอลง แล้วพูดว่า “แก… จวิ้นเหวินดีกับแกขนาดนี้ แกอย่าทรยศเขาเลยนะ”
เฉินชิงอี๋มองจ้าวเหล่าไท่อย่างลึกซึ้ง “ฉันไม่ทำแน่นอน ใครดีกับฉัน ใครไม่ดีกับฉัน ฉันจำได้หมด”
ถึงแม้ว่านางจะทะลุมิติมา แต่ทุกเรื่องของเฉินชิงอี๋ นางก็ยังจำได้อย่างแม่นยำ ราวกับได้ประสบด้วยตัวเอง แม้กระทั่งคิดถึงหลินจวิ้นเหวิน นางก็ยังรู้สึกเจ็บปวด ดังนั้นถึงแม้ว่าเฉินชิงอี๋จะแค้นที่จ้าวเหล่าไท่ทำร้ายนาง นางก็ไม่ได้คิดจะทรมานจ้าวเหล่าไท่ให้ตายจริงๆ
นางเห็นแก่หน้าหลินจวิ้นเหวิน
“ฉัน ฉันเมื่อก่อนก็ไม่ได้ตั้งใจ ใครๆ เขาก็ทำกับลูกสะใภ้แบบนี้กันทั้งนั้น…” จ้าวเหล่าไท่หดคอ ไม่กล้าส่งเสียงดัง
เขาว่ากันว่า คนอ่อนแอจะกลัวคนแข็ง คนแข็งจะกลัวคนดื้อ คนดื้อจะกลัวคนไม่กลัวตาย
ในสายตานาง เฉินชิงอี๋ที่กล้ากินยาเบื่อหนู กล้าโขกหัวตัวเองก็คือคนที่ไม่กลัวตาย จ้าวเหล่าไท่กลัวนางจริงๆ ถ้าพูดว่าโดนซ้อมแล้วกลัวสามส่วน การที่เฉินชิงอี๋ปล่อยให้นางออกไป แล้วโยนความผิดเรื่องบาดแผลของนางไปให้ตระกูลจาง ก็ยิ่งทำให้นางกลัวห้าส่วน
พอนึกถึงเรื่องที่นางพยายามทำทุกวิถีทาง ห้าส่วนนั้นก็กลายเป็นแปดส่วน
จ้าวเหล่าไท่กลืนน้ำลาย แล้วพูดว่า “แก แกเห็นแก่หน้าจวิ้นเหวินก็แล้วกัน…”
เฉินชิงอี๋เหลือบมองนาง แล้วพูดว่า “ฉันก็เห็นแก่หน้าจวิ้นเหวินอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นแกคิดว่าฉันจะยอมให้แกข่มเหงง่ายๆ เหรอ?”
นางก็ไม่ใช่คนขี้บ่น นางพูดตรงๆ ว่า “ฉันไม่มีความผูกพันอะไรกับแก แกก็ไม่มีความผูกพันอะไรกับฉัน แต่เราต่างก็เห็นแก่หน้าจวิ้นเหวิน ต่างคนต่างอดทนกันไปก่อน ตอนนี้สถานการณ์มันไม่ดี ถ้าเราสองคนไม่รวมกัน เราก็จะไม่มีชีวิตที่ดีได้ แต่ถ้าเราร่วมมือกัน จัดการพวกที่คิดร้ายกับเรา พวกนั้นก็ไม่มีทางสู้เราได้”
จ้าวเหล่าไท่ฟังแล้ว นิ่งเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเฉินชิงอี๋
เมื่อก่อนนางเกลียดลูกสะใภ้คนนี้มาก อยากให้นางหย่าไปเร็วๆ แต่ตอนนี้ลูกชายไม่อยู่แล้ว พวกเขายังมีลูกอีกสองคนที่ต้องเลี้ยงดูจริงๆ ต้องรวมกันแล้ว
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ฟังแก แกจะให้ทำอะไรก็ทำ”
ไม่ฟังก็ไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้กล้าทำร้ายคน!
เฉินชิงอี๋มองจ้าวเหล่าไท่อย่างลึกซึ้ง แล้วพูดว่า “ถือว่าแกรู้จักประมาณตน!”
นางกำหมัดแน่น จ้าวเหล่าไท่ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตกใจ “ฉันตกลงแล้ว แกอย่าทำร้ายคนนะ”
เฉินชิงอี๋ “คนหนึ่งร้องเพลงหน้าขาว คนหนึ่งร้องเพลงหน้าดำ แกทำได้ใช่ไหม?”
จ้าวเหล่าไท่กระตุกมุมปาก “……”
เฉินชิงอี๋หัวเราะออกมาบ้าง แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ฝืนๆ นางพูดว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แกก็คือยัยป้าที่ปากร้ายที่สุด ดื้อด้านที่สุด อาละวาดที่สุด โหดร้ายที่สุด และบ้าคลั่งที่สุดในชุมชน แสดงตามบทบาทที่ได้รับ แกทำได้ใช่ไหม?”
จ้าวเหล่าไท่ “………………………………”
ยัยบ้า!
แกนั่นแหละแสดงตามบทบาทที่ได้รับ ทั้งบ้านแกนั่นแหละแสดงตามบทบาทที่ได้รับ!
นางอัดอั้นอยู่ในใจ แต่ก็กัดฟัน “ฉันทำได้!”