ตอนที่ 10

***บทที่ 10: พบผู้คุ้มภัย***

ไอหมอกยามเหมันต์โรยตัวหนาขนัดปกคลุมทั่วป่ารกชัฏ แสงทองรำไรของดวงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าสาดส่องผ่านแมกไม้ กระทบลงบนใบหน้าที่ยังคงซีดเซียวของเซียวหยวน ซูเหยียนขยับกายลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นละอองออกจากอาภรณ์ที่เริ่มหลุดลุ่ยของนาง ดวงตาหงส์คู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อหูของนางแว่วได้ยินเสียงกระดิ่งลมที่สั่นพริ้วมาตามสายลมหนาว พร้อมกับเสียงฝีเท้าของสัตว์สี่เท้าจำนวนมากที่มุ่งตรงมายังเส้นทางหน้าศาลเจ้าร้าง

“คุณหนู มีขบวนเดินทางกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ขอรับ” โม่ไป๋ที่ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าประตูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด มือของเขากระชับกระบี่แน่น เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ซูเหยียนเดินไปที่หน้าประตูศาลเจ้า ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือขบวนสินค้าขนาดใหญ่ที่มีธงทิวโบกสะบัด บนผืนธงปักลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา อันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘สำนักคุ้มภัยเกรียงไกร’ แห่งแดนเหนือ ขบวนรถม้าและม้าศึกหลายสิบตัวกำลังเคลื่อนที่อย่างมั่นคง ท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งการของชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดรัดกุม

“นี่คือขบวนเปียวจวี๋ (ผู้คุ้มภัย) ที่มุ่งหน้าไปทางเหนือ” ซูเหยียนพึมพำกับตัวเอง ในใจพลันบังเกิดแผนการขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ระบบเอไอในห้วงสำนึกของนางเริ่มทำการประเมินจำนวนคนและระดับวรยุทธ์ของกลุ่มคนตรงหน้า ‘ตรวจพบมนุษย์ 42 คน มีอาวุธครบมือ ระดับความอันตรายต่ำกว่านักฆ่าเมื่อคืนนี้’ เสียงสังเคราะห์ในหัวยืนยันความปลอดภัย

“โม่ไป๋ หากเราเดินทางกันตามลำพังด้วยสภาพของอ๋องเซียวในตอนนี้ ย่อมเป็นเป้านิ่งให้พวกนักฆ่าลอบโจมตีได้ง่ายเกินไป การแฝงตัวไปกับขบวนสินค้าขนาดใหญ่เช่นนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุด” ซูเหยียนเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

นางก้าวออกไปขวางหน้าขบวนอย่างสงบผ่าเผย ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย หัวหน้าผู้คุ้มภัยนามว่า ‘เจ้าเทียนสง’ ชายวัยกลางคนที่มีแผลเป็นจางๆ บนใบหน้ายกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ขบวนหยุดลงทันที เขามองสตรีที่สวมอาภรณ์แม้จะมอมแมมแต่ท่วงท่าน่าเกรงขามตรงหน้าด้วยสายตาพิจารณา

“แม่นาง เจ้ายืนขวางขบวนคุ้มภัยมีธุระอันใด?” เจ้าเทียนสงเอ่ยถามด้วยเสียงดังกังวาน

ซูเหยียนประสานมือคารวะอย่างสุภาพ “ท่านหัวหน้าขบวน ข้าและสามีพร้อมด้วยผู้ติดตามกำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติที่แดนเหนือ แต่ระหว่างทางถูกโจรป่าดักปล้นจนสูญเสียพาหนะและเสบียงไปสิ้น สามีของข้าพิการขยับเขยื้อนมิได้และกำลังป่วยหนัก ข้าจึงใคร่ขอความเมตตา ร่วมเดินทางไปกับขบวนของท่านเพื่อความปลอดภัย โดยข้ามีค่าตอบแทนให้ตามสมควร”

นางแสร้งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อที่กว้างยาว แต่แท้จริงแล้วนางดึงถุงเงินที่บรรจุทองแท่งขนาดเล็กและเงินหยวนเป่าออกมาจากมิติลับ ซูเหยียนยื่นถุงเงินนั้นให้แก่เจ้าเทียนสง เมื่อเขาเปิดออกดูและเห็นจำนวนเงินที่มหาศาลเกินกว่าค่าเดินทางทั่วไป ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น

“เงินจำนวนนี้มากพอจะซื้อรถม้าใหม่ได้ทั้งคัน เหตุใดเจ้าจึงยอมจ่ายมากเพียงนี้?” เจ้าเทียนสงถามด้วยความสงสัย

“เงินทองเป็นของนอกกาย ชีวิตของสามีข้าสำคัญที่สุด” ซูเหยียนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความจริงใจ

ในขณะที่เจ้าเทียนสงกำลังจะตอบตกลง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเซียวหยวนที่ถูกโม่ไป๋พยุงให้นั่งอยู่บนรถเข็นไม้เก่าๆ แม้ชายหนุ่มผู้นั้นจะดูอ่อนแรงและสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายธรรมดาที่ขาดวิ่น ทว่ากลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาและความสงบนิ่งในดวงตาคู่นั้นกลับทำให้หัวหน้าผู้คุ้มภัยผู้ผ่านโลกมามากถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ‘คนผู้นี้มิใช่สามัญชนธรรมดาแน่ ท่วงท่าองอาจแม้ในยามตกต่ำเช่นนี้... หรือจะเป็นคนใหญ่คนโตที่ลี้ภัยมา?’ เขาสังเกตเห็นโม่ไป๋ที่ยืนอยู่ข้างหลัง แม้จะพยายามลดอำนาจข่มขวัญลง แต่กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดและสายตาที่ว่องไวปานเหยี่ยวก็บ่งบอกว่าเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศ

“ตกลง ข้าจะให้พวกเจ้าอาศัยรถม้าเสบียงคันหลังสุดที่ว่างอยู่ แต่พวกเจ้าต้องอยู่ในระเบียบของขบวนเรา ห้ามสร้างความวุ่นวายเด็ดขาด” เจ้าเทียนสงเอ่ยอนุญาตในที่สุด แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เงินจำนวนมากประกอบกับความรู้สึกถูกชะตาอย่างประหลาดทำให้เขาตัดสินใจรับคนกลุ่มนี้เข้าขบวน

โม่ไป๋พยุงเซียวหยวนขึ้นไปบนรถม้าอย่างระมัดระวัง ซูเหยียนตามขึ้นไปติดๆ นางรีบจัดเตรียมที่นอนหนานุ่มจากเศษผ้าที่หาได้ในรถม้าเพื่อรองรับกายของเซียวหยวน เซียวหยวนลืมตาขึ้นมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาขยับริมฝีปากแห้งผากคล้ายจะเอ่ยบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป

ขบวนสินค้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง เสียงล้อรถบดไปบนพื้นดินดังสม่ำเสมอช่วยพรางเสียงสนทนาภายในรถม้า ซูเหยียนนั่งลงข้างๆ เซียวหยวน พลางตรวจสอบชีพจรของเขาอย่างเงียบเชียบ โดยมีระบบเอไอคอยรายงานผลสภาพร่างกายผ่านหน้าจอเสมือนจริงที่นางเห็นเพียงผู้เดียว

“เจ้าไปเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใด?” เซียวหยวนถามขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาเริ่มมีกำลังมากขึ้นกว่าเมื่อคืน

“ข้าแอบซ่อนมันไว้ในตะเข็บชุดตั้งแต่ตอนอยู่ที่จวนตระกูลซู ท่านอ๋องไม่ต้องกังวลไป หน้าที่ของท่านตอนนี้คือรักษาตัวให้หาย ส่วนเรื่องอื่น... ข้าจะจัดการเอง” ซูเหยียนตอบพลางส่งน้ำวิเศษจากมิติให้เขาจิบ

ทว่า ในขณะที่ขบวนกำลังเคลื่อนเข้าสู่ป่าทึบที่บรรยากาศรอบข้างเริ่มเย็นเยือกขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเทียนสงที่ควบม้าอยู่ด้านหน้าสุดกลับยกมือขึ้นสั่งให้ทุกคนหยุดขบวนอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายบางอย่างที่ลอยมาตามลมทำให้เขารู้สึกไม่ชอบมาพากล

“ทุกคนเตรียมพร้อม! มีบางอย่างผิดปกติ!” เสียงของเจ้าเทียนสงตะโกนก้องไปทั่วขบวน ซูเหยียนชะโงกหน้าออกมาจากรถม้า ดวงตาของนางส่องประกายวาววับเมื่อระบบเอไอส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มขึ้นในโสตประสาท

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โจรป่าดักปล้น]**