ตอนที่ 9

***บทที่ 9: การปฐมพยาบาลในศาลเจ้า***

ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่กึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วพสุธา ภายในศาลเจ้าเก่าคร่ำคร่ากลับเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ขาดช่วงของบุรุษผู้สูงศักดิ์ เซียวหยวนทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงในอ้อมแขนของซูเหยียน ใบหน้าคมค่ายามนี้ซีดขาวราวกับกระดาษ ทว่าความร้อนที่แผ่ออกมาจากผิวกายเขากลับรุ่มร้อนดั่งเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสรรพสิ่ง

“ท่านอ๋อง! ท่านอ๋อง!” โม่ไป๋คำรามด้วยความเจ็บปวดลึกๆ ในอก องครักษ์หนุ่มถลันเข้ามาหมายจะรับร่างเจ้านาย แต่ซูเหยียนกลับยกมือห้ามไว้ด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ถอยไป! หากเจ้ายังอยากให้เขาพ้นเงื้อมมือมัจจุราช จงทำตามที่ข้าบอก!” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบทว่าทรงอำนาจจนโม่ไป๋ต้องชะงักงัน

ในขณะนั้นเอง เสียงที่ไร้โทนอารมณ์ของระบบปัญญาประดิษฐ์ลึกลับพลันดังก้องขึ้นในโสตประสาทของซูเหยียน *[ตรวจพบสภาวะวิกฤต: พิษสลายกระดูกในร่างกายเป้าหมายกำลังลุกลามเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ อุณหภูมิกายพุ่งสูงเกินขีดจำกัด อัตราการเต้นของหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากไม่ได้รับการระงับในทันที ความตายจะมาเยือนภายในหนึ่งชั่วยาม]*

ซูเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าสถานการณ์ในยามนี้มิอาจรีรอได้แม้เพียงอึดใจ “โม่ไป๋ เจ้ารีบไปเติมฟืนให้อุ่นกว่านี้ และหาม่านหรือผ้าขาดๆ มาบังลมทางทิศเหนือเสีย อย่าให้ลมหนาวแทรกซึมเข้ามาได้แม้เพียงนิดเดียว ข้าจะใช้วิชาแพทย์ลับที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษตรวจดูอาการของเขา ห้ามใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด!”

แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังและท่วงท่าที่มั่นคงของสตรีตรงหน้า โม่ไป๋จึงจำใจต้องถอยออกไปจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

เมื่ออยู่ตามลำพังกับร่างที่หมดสติ ซูเหยียนไม่รอช้า นางใช้ความนึกคิดเชื่อมต่อกับมิติลับในทันที ภายในเสี้ยววินาที ขวดหยกที่บรรจุน้ำจากบ่อน้ำวิเศษก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง น้ำในบ่อนี้มิใช่เพียงน้ำใสสะอาดธรรมดา แต่เป็นน้ำทิพย์ที่กลั่นกรองจากพลังฟ้าดิน มีสรรพคุณล้ำเลิศในการขจัดพิษร้ายและฟื้นฟูเส้นปราณที่เสียหาย

ซูเหยียนใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำวิเศษจนชุ่ม แล้วค่อยๆ บรรจงเช็ดไปตามใบหน้า ลำคอ และแผงอกของเซียวหยวน ทันทีที่น้ำวิเศษสัมผัสกับผิวกายที่ร้อนระอุ ไอร้อนสีจางๆ พลันพวยพุ่งออกมาดั่งไอน้ำที่กระทบเหล็กเผาไฟ ซูเหยียนทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างอดทน แววตาของนางที่มองดูบุรุษตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

จากนั้น นางจึงประคองศีรษะของเขาขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อยๆ รินน้ำวิเศษที่เหลือเข้าสู่ลำคอของเขา “เซียวหยวน... ท่านต้องทนให้ได้นะ ชีวิตของท่านมิได้เป็นของท่านเพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว” นางกระซิบบอกเขาเสียงแผ่วเบา

น้ำวิเศษไหลลงสู่กระเพาะอาหารและซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว พลังแห่งความบริสุทธิ์เริ่มเข้าปะทะกับพิษร้ายที่กำลังกัดกินร่างกายของเขา *[ระบบแจ้งเตือน: อุณหภูมิกายเริ่มลดลง พิษร้ายถูกยับยั้งการลุกลามชั่วคราว ดัชนีชีพจรเริ่มกลับมาเสถียร]*

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม โม่ไป๋ที่เฝ้าอยู่ห่างๆ ด้วยจิตใจที่รุ่มร้อนดั่งไฟสุมอดรนทนมิได้จึงเดินกลับเข้ามาดูสถานการณ์ ทันทีที่เขาเข้าใกล้ รัศมีแห่งความเย็นสบายกลับแผ่ออกมาจากบริเวณที่เซียวหยวนนอนอยู่ โม่ไป๋ถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นว่าใบหน้าที่เคยเขียวคล้ำจากพิษของเจ้านาย บัดนี้กลับมีสีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏขึ้นมา ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับกลายเป็นสม่ำเสมอและนุ่มนวล

“นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไรกัน?” โม่ไป๋พึมพำด้วยความเหลือเชื่อ เขาเคยเห็นหมอหลวงชื่อดังมากมายพยายามรักษาเซียวหยวน แต่กลับไม่มีใครสามารถระงับอาการพิษที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้ภายในเวลาอันสั้น แต่สตรีที่เขาเคยดูแคลนว่าเป็นเพียงคุณหนูในห้องหอ กลับทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น

“ไข้ของเขาเริ่มลดลงแล้ว แต่พิษในร่างยังมิได้ถูกกำจัดออกไปทั้งหมด เพียงแค่ถูกกดไว้ชั่วคราวเท่านั้น” ซูเหยียนกล่าวเสียงเรียบขณะที่นางเก็บซ่อนขวดหยกกลับเข้าสู่มิติลับอย่างแนบเนียน “คืนนี้เขาต้องการการพักผ่อนอย่างที่สุด เจ้าจงเฝ้าเขาไว้ให้ดี อย่าให้ใครหรือสิ่งใดมารบกวนได้”

โม่ไป๋คุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าซูเหยียน ประสานมือคารวะด้วยความซาบซึ้งและยำเกรง “คุณหนูซู... ข้าน้อยโม่ไป๋มีตาหามีแววไม่ ที่ผ่านมาล่วงเกินท่านไปหลายประการ ขอท่านโปรดประทานอภัย ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตนายท่านไว้ ข้าน้อยขอสาบานว่าจะปกป้องท่านด้วยชีวิต!”

ซูเหยียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย นางเหนื่อยล้าจนแทบจะสิ้นแรงจึงพิงกายเข้ากับเสาไม้เก่าๆ เฝ้ามองใบหน้าที่หลับสนิทของเซียวหยวน ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ศาลเจ้าอีกครั้ง มีเพียงเสียงไฟในเตาที่แตกเปรี๊ยะๆ เป็นระยะ

รุ่งอรุณเริ่มสาดแสงสีทองรำไรผ่านรอยแตกของหลังคาศาลเจ้า พายุฝนที่โหมกระหน่ำมาทั้งคืนเริ่มซาลง เหลือเพียงไอหมอกจางๆ ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นเอง หูของซูเหยียนพลันได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงกระดิ่งที่ดังมาจากทางทิศไกลๆ ลมหนาวพัดพาเอาเสียงสนทนาของกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ตรงมายังที่แห่งนี้

ซูเหยียนลืมตาขึ้นทันที แววตาของนางกลับมาเฉียบคมอีกครั้ง นางลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปทางประตูศาลเจ้าด้วยความระแวดระวัง

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พบผู้คุ้มภัย]**