ตอนที่ 8
***บทที่ 8: พายุฝนกลางป่า***
เปรี้ยง!
เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นราวกับนภาจะถล่มลงมาเบื้องบน สายฟ้าสีเงินพาดผ่านก้อนเมฆทมิฬส่องสว่างให้เห็นมวลอากาศที่บิดเบี้ยวด้วยแรงลม พายุฝนกระหน่ำซัดลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา หยาดน้ำเย็นเยียบประดุจเข็มน้ำแข็งนับหมื่นเล่มทิ่มแทงผิวหนัง พื้นดินที่เคยแห้งกรังกลับกลายเป็นปลักโคลนดูดกลืนทุกสรรพสิ่งในชั่วพริบตา
"ท่านอ๋อง!" โม่ไป๋ตะโกนก้องแข่งกับเสียงลมพายุ เขาพยายามยื้อล้อรถเข็นไม้ที่บัดนี้จมลงไปในดินโคลนลึกเกือบครึ่งค่อนล้อ
เซียวหยวนที่ประทับอยู่บนรถเข็นมีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนแรงอย่างปิดไม่มิด ร่างกายที่เคยสง่างามประดุจเทพเซียนบัดนี้สั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูก พิษสลายกระดูกในกายราวกับถูกกระตุ้นด้วยความเย็นจัด มันเริ่มแผ่ซ่านความเจ็บปวดรวดร้าวไปตามเส้นเอ็นจนเขาต้องขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน
"โม่ไป๋ อย่าห่วงข้า! รีบพาซูเหยียนและคนอื่นไปหาที่หลบฝนก่อน!" เสียงของเขากระเส่าและเบาบางจนแทบจะถูกเสียงฝนกลบหาย
"จะทิ้งท่านได้เช่นไร!" ซูเหยียนถลันกายฝ่าสายฝนเข้ามา นางไม่สนว่าอาภรณ์สีสะอาดจะเปรอะเปื้อนโคลนเลน มือเรียวบางคว้าเข้าที่พนักพิงรถเข็นแล้วออกแรงช่วยโม่ไป๋ดันอย่างสุดกำลัง "โม่ไป๋ ทางซ้ายมีศาลเจ้าร้างอยู่หลังเนินเขา เราต้องรีบพาท่านอ๋องไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!"
ด้วยแรงกายของโม่ไป๋และความมุ่งมั่นของซูเหยียน รถเข็นที่ติดหล่มก็ถูกฉุดกระชากขึ้นมาได้สำเร็จ พวกเขาพากันลากรถเข็นทุลักทุเลฝ่าม่านฝนที่หนาทึบจนมองเห็นเพียงเงารางๆ ในที่สุด เงาหลังคาที่ผุพังของศาลเจ้าร้างก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
เมื่อเข้ามาภายในศาลเจ้า กลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองก็ปะทะเข้ากับจมูก แต่อย่างน้อยที่นี่ก็มีหลังคาที่พอจะกันลมฝนได้บ้าง โม่ไป๋รีบจัดแจงให้เซียวหยวนพิงหลังเข้ากับเสาไม้ที่ยังแข็งแรงอยู่ ขณะที่ชุนเถารีบนำผ้าสะอาดมาซับน้ำตามกายให้เจ้านายทั้งสองอย่างเร่งรีบ
"ท่านอ๋อง..." ซูเหยียนอุทานแผ่วเบาเมื่อเห็นใบหน้าของเซียวหยวน แสงสว่างจากฟ้าแลบภายนอกเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดจนแทบเป็นสีขาวกระดาษ ริมฝีปากของเขาเขียวช้ำและสั่นระริก ลมหายใจแผ่วเบาและติดขัด
นางรีบเอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าผากของเขา "ร้อนดั่งไฟ!"
[ติ๊ง! ระบบตรวจพบอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยสูงถึงสี่สิบองศาเซลเซียส สภาวะร่างกายอ่อนแอขั้นวิกฤต พิษสลายกระดูกทำปฏิกิริยากับความชื้นและเย็นจัด แนะนำให้รีบสร้างความอบอุ่นและให้ยาลดไข้โดยด่วน]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบปัญญาประดิษฐ์ในห้วงสำนึกทำให้ซูเหยียนใจหายวูบ นางหันไปสั่งการโม่ไป๋ทันที "โม่ไป๋ ไปรวบรวมเศษไม้ที่พอจะยังแห้งอยู่ด้านในศาลเจ้ามาจุดไฟให้เร็วที่สุด ชุนเถา เจ้าเอาผ้าห่มในรถม้ามาคลุมร่างท่านอ๋องไว้หลายๆ ชั้น อย่าให้ความเย็นเข้าสู่ร่างกายเขาไปมากกว่านี้!"
ซูเหยียนอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย แสร้งทำเป็นค้นหาของในย่ามที่นางสะพายติดตัวมา แต่แท้จริงแล้วนางดึงเอาสมุนไพรแห้งที่มีฤทธิ์ขับลมกระจายความเย็นและยาลดไข้ขนานเอกออกมาจากมิติลับ นางรีบจัดแจงตั้งเตาเล็กๆ ที่พกมาด้วย จุดไฟและเติมนมต้มที่ผสมน้ำวิเศษลงไปพร้อมกับสมุนไพร
กลิ่นหอมของยาสมุนไพรเริ่มอบอวลท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวข้างนอก ซูเหยียนประคองชามยาที่ควันกรุ่นเข้าไปหาเซียวหยวน "ท่านอ๋อง ดื่มนี่เสียเถิด มันจะช่วยให้ท่านอุ่นขึ้น"
เซียวหยวนพยายามลืมตาขึ้นมองนาง แววตาที่เคยคมกล้าบัดนี้พร่าเลือนและไร้เรี่ยวแรง เขาพยายามจะขยับปากพูดแต่กลับมีเพียงเสียงครวญครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนโม่ไป๋ต้องเข้ามาช่วยพยุงแผ่นหลังไว้
"ดื่มเถิดเพคะ... เชื่อหม่อมฉัน" ซูเหยียนประคองชามยาจ่อที่ริมฝีปากเขา ค่อยๆ รินน้ำยาสีเข้มให้ไหลผ่านลำคอของเขาอย่างใจเย็น
ทว่าในขณะที่ยานั้นกำลังจะหมดชาม ร่างของเซียวหยวนกลับกระตุกเฮือกหนึ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆ ปิดสนิทลง ร่างหนาทิ้งน้ำหนักลงบนอ้อมแขนของซูเหยียนอย่างหมดสติ พร้อมกับไอร้อนที่แผ่ออกมาจากกายเขาจนซูเหยียนรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุผ่านเนื้อผ้า!
"ท่านอ๋อง! ท่านอ๋อง!" โม่ไป๋ร้องเรียกด้วยความตระหนก
ซูเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น มือของนางกำชายเสื้อของเขาไว้มั่น หัวใจเต้นรัวแรงท่ามกลางเสียงพายุที่ยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน นางรู้ดีว่าค่ำคืนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และชีวิตของบุรุษผู้นี้กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่บางเบายิ่งกว่าเดิม
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การปฐมพยาบาลในศาลเจ้า]**