ตอนที่ 7
***บทที่ 7: เสบียงจากมิติ***
มวลอากาศธาตุรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูก เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านยอดไม้ในหุบเขาอู๋หมิงดังกึกก้องราวกับเสียงโหยหวนของภูตผี หมู่เมฆาสีทะมึนที่ตั้งเค้ามาจากทิศอุดรเริ่มแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า บดบังแสงตะวันรำไรที่เคยเป็นที่พึ่งพาเดียวให้เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความสลัวรางที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหารของธรรมชาติ
ซูเหยียนกระชับเสื้อคลุมตัวบางของนางพลางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด แม้พวกนางจะชิงอำนาจกลับมาอยู่ในมือได้ และยึดรถม้าพร้อมม้าศึกจากพวกผู้คุมมาได้สำเร็จ ทว่าวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่าดาบศัตรูคือความหิวโหยและอากาศที่ทารุณ
"คุณหนู... บ่าวรวบรวมเสบียงที่เหลือจากรถม้าของผู้คุมมาหมดแล้วเจ้าค่ะ แต่มันมีเพียงเศษแป้งจี่แข็งๆ ไม่กี่ชิ้นกับเนื้อแห้งที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นอับ" ชุนเถากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยซีดเผือด แผ่นหลังสั่นสะท้านจากลมหนาวที่พัดกระหน่ำไม่หยุดหย่อน "หากพายุมาถึง... เราคง..."
ซูเหยียนไม่ได้ตอบคำถามในทันที นางหันไปมองด้านในรถม้า ที่ซึ่งเซียวหยวนประทับอยู่อย่างสงบนิ่ง แม้ดวงตาคมกริบคู่นั้นจะยังคงความสุขุมทว่าร่องรอยความอ่อนล้าจากการถูกพิษสลายกระดูกและแรงกดดันจากการเดินทางเนรเทศก็ไม่อาจปกปิดได้มิด โม่ไป๋ที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างรถม้าเริ่มลดท่าทีระแวดระวังที่มีต่อนางลงบ้างแล้ว ทว่าแววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องเสบียง
"ข้าจะไปสำรวจชายป่าด้านโน้นเสียหน่อย เผื่อจะมีของป่าหรือหัวมันที่พอจะประทังชีวิตได้" ซูเหยียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเรียบพลางชี้ไปทางพุ่มไม้หนาทึบที่อยู่ห่างออกไป
"คุณหนู! ป่านี้น่ากลัวยิ่งนัก ให้บ่าวไปเป็นเพื่อนนะเจ้าคะ" ชุนเถาทำท่าจะเดินตาม
"ไม่ต้อง ข้าต้องการสมาธิ และข้าไม่อยากให้คนไปมากนักจะทำให้สัตว์ป่าตื่นตกใจ เจ้าอยู่ดูแลท่านอ๋องและช่วยโม่ไป๋เตรียมฟืนเถิด" ซูเหยียนสั่งความด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนชุนเถาต้องหยุดชะงัก
นางปลีกตัวเดินเข้าไปในป่าลึก จนกระทั่งแน่ใจว่าพ้นจากสายตาของโม่ไป๋และคนอื่นๆ ซูเหยียนจึงหยุดฝีเท้าลง นางหลับตาลงนิ่งสงบ จิตใจจดจ่ออยู่กับจุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ก่อนจะเรียกขานระบบลึกลับที่ผูกพันอยู่กับวิญญาณของนาง
'ระบบ... รายงานสภาวะของมิติลับ'
[ติ๊ง! ระบบพร้อมทำงาน สภาวะมิติลับปัจจุบัน: เสถียร พลังงานธรรมชาติเพิ่มขึ้น 15% เนื่องจากดูดซับไอเย็นจากภายนอก] เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัว
ทันทีที่ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าก็ไม่ใช่ป่าที่แห้งแล้งและหนาวเหน็บอีกต่อไป หากแต่เป็นพื้นที่สีเขียวขจีอันกว้างขวาง มีลำธารน้ำใสไหลรินส่งเสียงซ่านกระเซ็น ทุ่งหญ้าอ่อนนุ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดินและพฤกษา และที่สำคัญที่สุดคือ แปลงเพาะปลูกที่นางเคยลงแรงไว้บัดนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์
"นี่มัน..." ซูเหยียนอุทานแผ่วเบา
[รายงาน: มิติลับได้เข้าสู่สภาวะ 'วิวัฒนาการขั้นต้น' ดินวิเศษเริ่มผลิตอาหารได้เองตามความต้องการของผู้ครอบครอง พืชผลที่ท่านเคยปลูกไว้บัดนี้เจริญเติบโตเกินวัย และขยายพันธุ์เองโดยอัตโนมัติ]
ตรงหน้าของนาง ข้าวสารเม็ดขาวนวลราวกับไข่มุกเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นในรวงทองที่โน้มลงสู่ดินอย่างอุดมสมบูรณ์ ใกล้ๆ กันนั้น หัวมันเทศขนาดใหญ่โตเท่าลำแขนโผล่พ้นดินออกมาให้เห็นประปราย ซูเหยียนไม่รอช้า นางใช้พลังจิตสั่งการให้ระบบเก็บเกี่ยวข้าวสารคุณภาพเยี่ยมและขุดมันเทศเหล่านั้นออกมา นางจัดแจงนำผ้าสะอาดที่เก็บไว้ในมิติมาห่อเสบียงเหล่านี้ไว้จนเต็มห่อผ้าขนาดใหญ่
เมื่อนางเดินกลับออกมาจากชายป่าพร้อมกับห่อผ้าที่พองโต แสงไฟจากกองไฟเล็กๆ ที่โม่ไป๋จุดขึ้นเริ่มส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด
"คุณหนู! ท่านกลับมาแล้ว" ชุนเถารีบวิ่งเข้าไปหา ก่อนจะดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของซูเหยียน "นี่มัน... ข้าวสารเม็ดงามขนาดนี้ แล้วยังมีมันเทศหัวใหญ่ถึงเพียงนี้ ท่านหามาได้จากที่ใดเจ้าคะ ในป่าที่แห้งแล้งเช่นนี้..."
ซูเหยียนยิ้มน้อยๆ "โชคดีที่ข้าเจอโพรงกระรอกและแหล่งเก็บกักของป่าที่ถูกลืมไว้ ดูเหมือนสวรรค์จะยังไม่ทอดทิ้งเรา"
นางส่งข้าวสารและมันเทศให้ชุนเถา "นำไปต้มเป็นข้าวต้มร้อนๆ ใส่หัวมันลงไปด้วย ทุกคนต้องกินให้อิ่มท้องเพื่อรับมือกับพายุที่กำลังจะมา"
โม่ไป๋มองห่อเสบียงนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฉงนทว่าแฝงไว้ด้วยความเคารพ ข้าวสารเหล่านี้ขาวสะอาดและมีกลิ่นหอมประหลาด ราวกับไม่ใช่ของที่หาได้ในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ แต่ในยามที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาเลือกที่จะไม่ตั้งคำถามและรีบเข้าไปช่วยชุนเถาจัดเตรียมอาหาร
ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มมันเทศก็อบอวลไปทั่วบริเวณ แม้แต่เซียวหยวนที่ประทับอยู่ในรถม้ายังต้องเลิกม่านขึ้นมอง รสชาติหวานล้ำของมันเทศและความนุ่มนวลของข้าวที่เคี่ยวจนได้ที่ทำให้ความเหน็บหนาวดูจะทุเลาลงไปในพริบตา
"คุณหนูของบ่าวช่างเก่งกาจยิ่งนัก" ชุนเถาเอ่ยขณะตักข้าวต้มใส่ชาม "หากไม่มีท่าน พวกเราคงต้องแข็งตายด้วยความหิวเป็นแน่"
ซูเหยียนมองดูทุกคนที่เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้ง แต่นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น นางเดินไปหาเซียวหยวนพลางยื่นชามข้าวต้มให้เขา "ท่านอ๋อง เสวยเสียหน่อยเถิด ร่างกายของท่านต้องการพลังงานเพื่อสมานแผลและขับพิษ"
เซียวหยวนรับชามข้าวต้มมา แววตาของเขาที่เคยมองนางด้วยความระแวงบัดนี้กลับดูซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น "เจ้า... เป็นใครกันแน่ ซูเหยียน"
ทว่าก่อนที่นางจะได้ตอบคำถามนั้น เสียงสายฟ้าก็ฟาดลงมาดังสนั่นหวั่นไหว ลมพายุพัดกรรโชกแรงจนกองไฟแทบมอดดับ หยาดฝนเม็ดใหญ่เริ่มตกลงมากระทบพื้นดินจนกลายเป็นโคลนเลนในชั่วพริบตา รถเข็นของเซียวหยวนที่วางอยู่ข้างรถม้าเริ่มจมลงในดินโคลนที่อ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พายุฝนกลางป่า]**