ตอนที่ 6
***บทที่ 6: ยึดอำนาจผู้คุม***
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งท่ามกลางอากาศเย็นเยียบของหุบเขาอู๋หมิงยังไม่ทันจางหาย ความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ เกาหมิง หัวหน้าผู้คุมนักโทษที่บัดนี้สภาพดูไม่ได้ แขนซ้ายของเขามีบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกดาบฟันจนลึกถึงกระดูก ใบหน้าที่เคยโอหังบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษเซวียนจื่อ เขาเหลือบมองซากศพของนักฆ่าชุดดำที่นอนเกลื่อนกลาด ก่อนจะหันมามองซูเหยียนและเซียวหยวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและชิงชัง
"พวกเจ้า... เพราะพวกเจ้าแท้ ๆ!" เกาหมิงคำรามเสียงพร่า พลางพยุงร่างกายที่สั่นเทาให้ลุกขึ้น "หากข้ายังขืนคุมตัวพวกเจ้าต่อไป มีหวังศีรษะของข้าและลูกน้องคงต้องหลุดจากบ่าก่อนจะถึงเป่ยโจวเป็นแน่!"
เหล่าผู้คุมที่เหลือรอดเพียงไม่กี่คนต่างพยักหน้าเห็นพ้อง พวกเขามองดูบาดแผลของกันและกันด้วยความอนาถใจ ความกลัวที่ว่าจางรั่วหลานจะส่งนักฆ่าชุดต่อไปมาปลิดชีพพวกเขาเพื่อปิดปากนั้นมีมากกว่าความกลัวในอาญาแผ่นดิน
"พี่ใหญ่เกา เราจะทำอย่างไรดี? รถม้าเสบียงก็เสียหายไปมาก หากเดินทางต่อในสภาพนี้..." ผู้คุมคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เกาหมิงขบฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ทิ้งพวกมันไว้ที่นี่! ใครจะไปตายที่ไหนก็ช่าง ข้าจะไม่ยอมเอาชีวิตมาทิ้งในหุบเขาอัปมงคลนี่เพื่อนักโทษอัปมงคลสองคนนี้อีกแล้ว! รถม้าที่เหลืออยู่... เราจะใช้มันกลับเข้าเมืองหลวง ไปรายงานว่าพวกมันถูกนักฆ่าสังหารไปหมดแล้ว!"
เมื่อสิ้นคำสั่ง ผู้คุมที่พอจะขยับกายได้ต่างรีบตรงไปยังรถม้าคันที่ยังสภาพดีอยู่ทันที โดยไม่สนแม้แต่น้อยว่าเซียวหยวนที่พิการและซูเหยียนที่เป็นเพียงสตรีบอบบางจะรอดชีวิตท่ามกลางป่าลึกที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายได้อย่างไร
ซูเหยียนที่ยืนประคองชุนเถาอยู่ หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสงบพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบดุจน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้ผู้คุมเหล่านี้เอารถม้าและเสบียงที่เหลืออยู่ไป พวกนางคงต้องจบชีวิตลงในหุบเขาแห่งนี้เป็นแน่
'ระบบ... วิเคราะห์ระยะและจุดสลบของเป้าหมาย' นางสั่งการผ่านกระแสจิตอย่างรวดเร็ว
[ระบบ AI: ตรวจพบเป้าหมาย 5 ราย ระยะห่าง 10-15 เมตร แนะนำให้ใช้เข็มยาสลบชนิดออกฤทธิ์เร็วพิเศษที่สกัดจากมิติลับ]
ซูเหยียนอาศัยจังหวะที่เงาไม้พาดผ่านและสายตาของผู้คุมกำลังวุ่นวายกับการเก็บของ สั่งการให้ระบบนำเข็มยาสลบออกมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อกว้าง นิ้วเรียวบางคีบเข็มเงินขนาดเล็กละเอียดที่ดูธรรมดาแต่ซ่อนอานุภาพร้ายแรงเอาไว้
"ใต้เท้าเกา... ท่านคิดจะทิ้งพวกเราไว้ที่นี่จริงๆ หรือ?" เสียงของซูเหยียนราบเรียบจนน่ากลัว นางก้าวเดินออกมาข้างหน้าช้าๆ ท่ามกลางสายตาของเซียวหยวนที่จับจ้องมองนางอยู่บนรถเข็นไม้
"หลีกไป! นังตัวกาลกิณี! หากเจ้าเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะบั่นคอเจ้าเสีย!" เกาหมิงตวาดพลางเงื้อดาบขึ้นด้วยมือขวาที่ยังพอมีแรง
ซูเหยียนไม่เพียงไม่หยุด แต่นางกลับเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก "ในเมื่อท่านเลือกที่จะละทิ้งหน้าที่... เช่นนั้นอำนาจการควบคุมขบวนนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ท่านอีกต่อไป"
พริบตานั้นเอง ซูเหยียนสะบัดข้อมือเพียงเบาๆ ท่วงท่านั้นงดงามราวกับระบำโปรยบุปผา แต่เข็มเงินที่แฝงไปด้วยยาสลบกลับพุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า!
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เสียงเข็มกระทบเนื้อดังขึ้นถถี่ๆ ผู้คุมสามคนแรกล้มลงไปกองกับพื้นทันทีโดยไม่อาจแม้แต่จะส่งเสียงร้อง เกาหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาพยายามจะฟันดาบใส่ซูเหยียน แต่นางกลับเบี่ยงกายหลบอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะปักเข็มสุดท้ายลงที่ลำคอของหัวหน้าผู้คุมอย่างแม่นยำ
"เจ้า... เจ้าทำอะไร..." เกาหมิงพึมพำด้วยสติที่เริ่มเลือนราง ก่อนที่ร่างหนาจะทรุดฮวบลงแทบเท้าของซูเหยียน
บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง โม่ไป๋ที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลถึงกับชะงักงัน ดาบในมือของเขายังมีหยดเลือดไหลริน แต่ดวงตากลับจับจ้องไปที่พระชายาเอกของนายเหนือหัวด้วยความตื่นตะลึง ทักษะการใช้เข็มที่รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือในวังหลวงก็ยังยากจะเลียนแบบ
เซียวหยวนที่นั่งนิ่งอยู่บนรถเข็นมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยแววตาซับซ้อน เขาสังเกตเห็นความเด็ดขาดที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าอันงดงามนั้น ความเยือกเย็นในการจัดการปัญหาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย สตรีผู้นี้... ช่างน่าสนใจและน่าหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน
"โม่ไป๋" เสียงของซูเหยียนเรียกสติขององครักษ์หนุ่ม
"ขอรับ พระชายา" โม่ไป๋ขานรับ พลางรีบเดินเข้ามาหา
"ยึดรถม้าและม้าที่เหลือมาให้หมด จัดการมัดคนเหล่านี้ไว้ แล้วลากไปทิ้งไว้ในถ้ำใกล้ๆ นี้ อย่าให้พวกมันตาย แต่ก็อย่าให้ตามเรามาได้ทัน" นางสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ทำให้แม้แต่โม่ไป๋ยังต้องก้มหัวรับคำสั่งโดยสัญชาตญาณ
โม่ไป๋จัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว เขายึดรถม้าคันที่สมบูรณ์ที่สุดมาให้เซียวหยวนและซูเหยียนใช้เดินทางต่อ บัดนี้กลุ่มของพวกนางได้แยกตัวจากการควบคุมของทางการอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่นักโทษที่ถูกคุมขังอีกต่อไป หากแต่เป็นผู้กำหนดโชคชะตาของตนเอง
ซูเหยียนเดินกลับมาหาเซียวหยวน นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงตะวันรำไรที่ลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบใบหน้านวลทำให้ดวงตาของนางดูเป็นประกายคมกล้า
"ท่านอ๋อง บัดนี้ไม่มีใครมาคอยสั่งการเราได้อีกแล้ว... ร่างกายของท่านข้าจะรักษาเอง แต่การเดินทางจากนี้ไป จะไม่มีขบวนผู้คุม ไม่มีเสบียงจากทางการ มีเพียงพวกเราเท่านั้น"
เซียวหยวนมองสบตาคู่หงส์ของนาง เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวนาง เป็นพลังที่มั่นคงและน่าเชื่อถืออย่างประหลาด "เจ้าทำได้ดีมาก... ซูเหยียน ข้าไม่เคยคิดเลยว่าบุตรสาวของเสนาบดีซู จะมีความสามารถลึกลับถึงเพียงนี้"
ซูเหยียนเพียงยิ้มบางๆ ไม่ตอบคำถามนั้น นางหันไปสั่งให้ชุนเถาเก็บรวบรวมสิ่งของที่จำเป็นขึ้นรถม้า
ทว่า ท่ามกลางชัยชนะของการยึดอำนาจ ลมหนาวที่เริ่มพัดกระหน่ำรุนแรงขึ้นผิดปกติทำให้ซูเหยียนต้องขมวดคิ้ว นางมองไปที่ขอบฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มอย่างรวดเร็ว เมฆดำก้อนมหึมากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมหุบเขาอู๋หมิง พร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ข่มขวัญผู้คน... ดูเหมือนว่า อุปสรรคที่แท้จริงของการเดินทางในดินแดนเหนือเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เสบียงจากมิติ]**