ตอนที่ 12
***บทที่ 12: ความสงสัยของเซียวหยวน***
บรรยากาศภายในรถม้าเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาจากภายนอกทำให้อากาศที่เคยโปร่งสบายกลับกลายเป็นหนักอึ้ง สายตาของเซียวหยวนที่จ้องมองมานั้นราวกับกระบี่คมกริบที่พร้อมจะกรีดลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของความลับที่ซูเหยียนซุกซ่อนไว้ มือหนาของเขายังคงวางอยู่ที่พนักพิงไม้ แม้ร่างกายจะยังดูอ่อนแรงทว่ากลิ่นอายแห่งอำนาจของอดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกรกลับแผ่ซ่านออกมาจนน่ายำเกรง
"เจ้าจะไม่อธิบายหน่อยหรือ?" เซียวหยวนเอ่ยย้ำ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่ง
ซูเหยียนค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ นางปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม ดวงตากลมโตคู่สวยสบประสานกับนัยน์ตาคมเข้มของเขาโดยไม่มีแววหวั่นไหว ในหัวของนาง ระบบ AI กำลังประมวลผลความเสี่ยงและอัตราการเต้นของหัวใจของชายตรงหน้า
[แจ้งเตือน: เป้าหมายมีความระแวงสูงถึงร้อยละ 85 แนะนำให้ใช้ข้อมูลที่กึ่งจริงกึ่งเท็จเพื่อลดทอนความสงสัย] เสียงสังเคราะห์ในสำนึกเอ่ยเตือน
ซูเหยียนลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะขยับกายให้นั่งในท่าที่มั่นคง "หม่อมฉันทราบดีว่าเหตุการณ์เมื่อครู่อาจดูประหลาดในสายตาของพระองค์ แต่ในฐานะบุตรสาวที่ถูกทอดทิ้งในจวนเสนาบดี หากหม่อมฉันไม่มีวิชาป้องกันตัวติดกายไว้บ้าง ป่านนี้คงกลายเป็นเพียงธุลีดินไปนานแล้วเจ้าค่ะ"
"คุณหนูในห้องหอที่แอบฝึกหน้าไม้จนแม่นยำยิ่งกว่านายขมังธนู และวิชาแพทย์ที่แม้แต่หมอหลวงยังต้องอาย... เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาจากการ 'อ่านตำรา' เพียงอย่างเดียวงั้นหรือ?" เซียวหยวนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงเย้ยหยันในคำลวงที่ดูไม่สมเหตุสมผลนัก
ซูเหยียนคลี่ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยทว่าแฝงไปด้วยความลึกลับ "โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก เพชรในตมย่อมมีอยู่จริง เมื่อครั้งที่หม่อมฉันยังเยาว์วัย เคยมีบ่าวชราผู้หนึ่งในจวนที่ถูกทุกคนหลงลืม เขาเคยเป็นนายทหารช่างและหมอสนามมาก่อน หม่อมฉันแอบนำอาหารไปให้เขาแลกกับการสอนสั่งวิชาเหล่านี้ หน้าไม้ที่ท่านเห็น... ก็เป็นเพียงงานประดิษฐ์ที่เขาเคยสอนหม่อมฉันออกแบบไว้ ส่วนตำราแพทย์โบราณที่หม่อมฉันพบในห้องหนังสือเก่าของท่านแม่ ก็ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป"
นางจงใจอ้างถึงบุคคลที่ไม่มีตัวตนและอดีตที่ตรวจสอบได้ยาก เพื่อสร้างฉากหน้าให้กับความสามารถที่ได้จากมิติลับและระบบล้ำสมัย
เซียวหยวนนิ่งฟัง ดวงตาของเขาหรี่ลงพิจารณาทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมา เขาผ่านผู้คนมามากมาย มีหรือจะดูไม่ออกว่าสตรีตรงหน้ากำลังปิดบังความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจบางอย่างในแววตาของนาง—นั่นคือความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอด
"อาวุธนั่นล่ะ? เจ้าเอามันไปซ่อนไว้ที่ใด?" เขาถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ รถม้าที่คับแคบ ซึ่งไม่น่าจะมีที่ทางพอให้ซุกซ่อนหน้าไม้กลที่มีอานุภาพร้ายแรงเช่นนั้นได้
"ความลับของสตรี... หากเปิดเผยหมดสิ้นย่อมหมดความน่าสนใจมิใช่หรือเจ้าคะ?" ซูเหยียนตอบเลี่ยงอย่างมีจริต พลางยกน้ำชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสงบ "สิ่งสำคัญมิใช่ว่าหม่อมฉันได้มันมาอย่างไร หรือซ่อนไว้ที่ใด แต่คือหม่อมฉันใช้มันเพื่อปกป้องท่าน... และตัวหม่อมฉันเอง"
คำพูดของนางทำให้เซียวหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมรถม้าอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดดั่งตอนแรก เขาเริ่มตระหนักได้ว่า ในสถานการณ์ที่ถูกล้อมรอบด้วยศัตรู ทั้งจากราชสำนักที่ส่งนักฆ่ามาและโจรป่าตามรายทาง การมีสตรีที่มีความสามารถรอบด้านและลึกลับเช่นนางอยู่ข้างกาย ย่อมดีกว่าการมีภรรยาที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย
"เจ้าพูดถูก" เซียวหยวนเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาลดความแข็งกร้าวลง "ในยามนี้ ข้าเป็นอ๋องพิการที่ถูกเนรเทศ ส่วนเจ้าคือคุณหนูที่ถูกตระกูลตัดหางปล่อยวัด เราสองคนต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการไปให้ถึงเป่ยโจวอย่างมีชีวิต"
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การจ้องมองอาชญากร แต่เป็นการมอง 'พันธมิตร' ที่เท่าเทียมกัน
"ข้าจะไม่คาดคั้นเรื่องที่มาของวิชาความรู้หรืออาวุธของเจ้าอีก ตราบใดที่เจ้ายังยืนอยู่ข้างข้า และใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อผลประโยชน์ของเรา" เซียวหยวนกล่าวเสียงหนักแน่น "แต่จงจำไว้... ความลับที่มากเกินไปย่อมนำมาซึ่งภยันตราย อย่าได้ปล่อยให้ความประมาททำร้ายตัวเจ้าเอง"
ซูเหยียนพยักหน้าเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกพลันมลายหายไปส่วนหนึ่ง "หม่อมฉันทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านอ๋องโปรดวางใจ ตราบใดที่ท่านยังเป็นสามีของหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมไม่ปล่อยให้ใครมาทำอันตรายท่านได้"
การยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะพันธมิตรเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้วางใจที่กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ รถม้ายังคงเคลื่อนที่ต่อไปตามเส้นทางขรุขระ มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือที่เต็มไปด้วยพายุหิมะและความหนาวเหน็บที่รอคอยอยู่
ทว่าในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เสียงฝีเท้าของเจ้าเทียนสงที่เดินเข้ามาใกล้รถม้ากลับทำลายความเงียบนั้นลง
"เรียนท่านอ๋อง พระชายา... เรากำลังจะเข้าสู่เขตหุบเขาเยือกแข็งแล้วขอรับ" เสียงของเจ้าเทียนสงสั่นเล็กน้อย "ดูเหมือนว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คิด ขบวนของเราอาจต้องเผชิญกับพายุหิมะลูกใหญ่ในไม่ช้า"
ซูเหยียนเลิกม่านรถม้าขึ้นมองออกไปข้างนอก ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวกลับกลายเป็นสีเทาหม่น ลมเย็นจัดเริ่มพัดกรรโชกมาหอบใหญ่จนผิวหนังรู้สึกเจ็บแปลบ นางรู้ดีว่าความหนาวทารุณของชายแดนเหนือกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และนี่คือบททดสอบต่อไปที่อาจพรากชีวิตของพวกเขาได้ง่ายยิ่งกว่าคมดาบของศัตรู
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เข้าสู่เขตอากาศหนาว]**