ตอนที่ 13
***บทที่ 13: เข้าสู่เขตอากาศหนาว***
สายลมกรรโชกแรงหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของภูตผีท่ามกลางขุนเขา ท้องฟ้าที่เคยขรุขระด้วยเมฆสีเทาทรุดต่ำลงจนดูเหมือนจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้จมลงสู่พื้นพสุธา เกล็ดหิมะแรกเริ่มโปรยปรายลงมาทีละน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพายุสีขาวโพลนที่พัดพาความหนาวเหน็บระดับกระดูกแตกซ่านเข้าจู่โจมขบวนเดินทางของสำนักคุ้มภัยเกรียงไกร
ซูเหยียนที่นั่งอยู่ภายในรถม้ารู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว แม้จะมีผนังไม้หนากั้นแต่ความเย็นเยียบกลับชอนไชเข้ามาตามรอยแตกเล็กน้อยราวกับเข็มน้ำแข็งที่ทิ่มแทงผิวหนัง นางเหลือบมองเซียวหยวนที่นั่งหลับตาพิงผนังรถม้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมเข้มของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ทว่าเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งประหนึ่งขุนเขาที่ไม่หวั่นเกรงต่อพายุฝน
"ท่านอ๋อง... ท่านไหวหรือไม่เจ้าคะ?" ซูเหยียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
เซียวหยวนลืมตาขึ้นช้าๆ ประกายตาคมปราบยังคงอยู่แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า "ข้ายังทนได้ แต่คนข้างนอกนั่น... อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น"
คำพูดของเขาเป็นความจริงอย่างยิ่ง ซูเหยียนเลิกม่านรถม้าขึ้นเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือเหล่าผู้คุ้มภัยที่พยายามห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าเนื้อหยาบที่สั่นสะท้านไปตามแรงลม เจ้าเทียนสงที่ควบม้าอยู่ข้างหน้าสุดมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามหนวดเครา ม้าของเขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวขุ่น ทว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือใบหน้าของเหล่าผู้ติดตามที่เริ่มฉายแววสิ้นหวัง
"เรียนท่านอ๋อง พระชายา... ดูเหมือนสถานการณ์จะแย่กว่าที่คาด" เสียงของโม่ไป๋ดังขึ้นข้างตัวรถม้า เขาดูแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นแต่กระนั้นไหล่ที่กว้างขวางก็ยังสั่นเทิ้ม "เสบียงกรังและถ่านหินของพวกเราเริ่มร่อยหรอ หากพายุนี้ไม่สงบลงภายในวันสองวัน ขบวนคุ้มภัยอาจต้องสูญเสียคนไปไม่น้อยขอรับ"
ซูเหยียนขมวดคิ้วแน่น นางรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ 'ความหนาว' คือเพชฌฆาตที่ไร้เงา มันพรากชีวิตคนได้รวดเร็วยิ่งกว่าคมดาบ หากปล่อยไว้เช่นนี้ก่อนจะถึงเป่ยโจว พวกเขาคงกลายเป็นศพน้ำแข็งไปเสียก่อน
"ชุนเถา!" ซูเหยียนเรียกสาวใช้คนสนิทที่นั่งคุดคู้สั่นอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้า
"จะ... เจ้าคะ พระชายา..." ชุนเถาขานรับด้วยเสียงสั่นเครือ ใบหน้าเล็กๆ ของนางซีดจัดจนน่ากลัว มือที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาเริ่มมีสีแดงคล้ำและบวมเป่งอย่างเห็นได้ชัด
"มือของเจ้า!" ซูเหยียนปราดเข้าไปจับมือน้อยๆ นั้นขึ้นมาดู ระบบปัญญาประดิษฐ์ในสมองแจ้งเตือนทันทีว่านี่คืออาการหิมะกัด (Frostbite) ในระยะเริ่มแรก หากไม่รีบรักษา เนื้อเยื่ออาจตายและต้องตัดนิ้วทิ้ง
ซูเหยียนไม่รอช้า นางหันกลับไปที่หีบไม้ใบใหญ่ที่วางอยู่ด้านข้างรถม้า ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือจุดเชื่อมต่อที่นางใช้ดึงของจาก 'มิติลับ' ออกมาโดยไม่ให้ใครสงสัย นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงเสื้อคลุมหนานุ่มที่ทำจากขนสัตว์ชั้นดีและบุด้วยนวมหนาพิเศษออกมาหลายตัว
"ข้าเคยซื้อสิ่งเหล่านี้ไว้ตอนที่พวกเราผ่านตลาดใหญ่ในเมืองก่อนหน้านี้ ไม่นึกว่าจะต้องนำมาใช้เร็วขนาดนี้" ซูเหยียนโกหกคำโต ทั้งที่ความจริงเสื้อผ้าเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีเก็บความร้อนจากโลกอนาคตที่นางเก็บไว้ในมิติ
นางส่งเสื้อคลุมตัวที่หนาที่สุดให้เซียวหยวน "ท่านอ๋อง สวมนี่ไว้เจ้าค่ะ"
เซียวหยวนมองเสื้อขนสัตว์ในมือนางด้วยสายตาเคลือบแคลง "เจ้าซื้อของพรรค์นี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่? ข้าไม่เห็นจำได้ว่าเจ้ามีเวลาไปเดินตลาดตอนไหน"
"หม่อมฉันสั่งให้คนไปจัดการให้ตอนที่ท่านอ๋องกำลังพักผ่อนอย่างไรเล่าเจ้าคะ" ซูเหยียนตอบอย่างลื่นไหลพลางหันไปจัดการกับชุนเถา นางนำขี้ผึ้งพิเศษที่สกัดจากสมุนไพรรักษาแผลหิมะกัดออกมาทาที่ปลายนิ้วของสาวใช้อย่างเบามือ ความอุ่นร้อนจากตัวยาซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังทำให้ชุนเถารู้สึกผ่อนคลายขึ้นจนหลั่งน้ำตาออกมา
"ขอบพระทัยพระชายา... บ่าว... บ่าวนึกว่าจะต้องพิการเสียแล้ว"
"เงียบเสีย แล้วใส่เสื้อนี่ซะ" ซูเหยียนกำชับ ก่อนจะเปิดม่านรถม้าแล้วตะโกนบอกโม่ไป๋ "โม่ไป๋! นำเสื้อพวกนี้ไปแจกจ่ายให้เจ้าเทียนสงและคนของเขา บอกว่าข้าแบ่งปันให้ในนามของท่านอ๋อง"
โม่ไป๋รับห่อเสื้อผ้าไปด้วยความมึนงง แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความหนาและไออุ่นที่แผ่ออกมา เขาก็ไม่รอช้ารีบนำไปแจกจ่ายทันที ความช่วยเหลือของซูเหยียนเปรียบเสมือนน้ำค้างกลางทะเลทราย ท่ามกลางอากาศที่ติดลบ เสื้อคลุมเหล่านี้ช่วยต่อลมหายใจให้เหล่าชายฉกรรจ์ได้มีแรงเดินหน้าต่อ
ทว่า ในขณะที่ทุกคนเริ่มได้รับความอบอุ่น เสียงหักของกิ่งไม้หนาหนักเพราะรับน้ำหนักหิมะไม่ไหวก็ดังสนั่นไปทั่วหุบเขา ตามมาด้วยเสียงม้าร้องระเบ็งเซ็งแซ่ด้วยความตื่นตระหนก
"มีบางอย่างผิดปกติ!" เซียวหยวนโพล่งขึ้น พลางเอื้อมมือไปคว้ากระบี่ที่วางอยู่ข้างกาย สายตาของเขามองฝ่าพายุหิมะออกไปด้านนอกอย่างระแวดระวัง
พายุหิมะทวีความรุนแรงขึ้นจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเกินสามก้าว ทันใดนั้น เงาร่างสายหนึ่งพุ่งผ่านม่านสีขาวโพลนไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงกรีดร้องสั้นๆ ของผู้คุ้มภัยท้ายขบวนที่เงียบหายไปในทันที
ซูเหยียนใจกระตุกวูบ นางสัมผัสได้ถึงรังสีฆ่าฟันที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ความหนาวเหน็บที่กัดกินร่างกายในตอนนี้ดูจะจ้อยร่อยไปถนัดตา เมื่อเทียบกับภยันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใต้เงาของพายุเหมันต์ที่บ้าคลั่ง!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: นักฆ่าระลอกสอง]**