ตอนที่ 14

***บทที่ 14: นักฆ่าระลอกสอง***

ท่ามกลางเสียงพายุหิมะที่หวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของวิญญาณ รังสีสังหารอันเยือกเย็นขุมหนึ่งพุ่งทะลวงฝ่าม่านหิมะสีขาวโพลนเข้ามาอย่างรวดเร็ว โม่ไป๋ที่ยังไม่ทันได้แจกจ่ายเสื้อผ้าจนครบถึงกับชะงักกึก มือของเขาทิ้งห่อผ้าลงบนพื้นหิมะแล้ววาดกระบี่ออกจากฝักในชั่วพริบตา แสงสีเงินกระดอนสะท้อนกับแสงสลัวเพียงน้อยนิด ทว่าสิ่งที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าคือเงาร่างเก้าสายที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยวิชาตัวเบาอันสูงส่ง

“คุ้มครองท่านอ๋องและพระชายา!” โม่ไป๋ตะโกนก้อง เสียงของเขาถูกลมพายุพัดพาจนแหบพร่า

ขบวนผู้คุ้มภัยของเทียนสงที่กำลังอ่อนแรงจากความหนาวสั่นพยายามจะจัดขบวนรับมือ ทว่านักฆ่ากลุ่มนี้กลับแตกต่างจากพวกสวะที่เคยพบก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง พวกมันสวมชุดรัดกุมสีดำสนิทที่ทำจากเนื้อผ้าชั้นดี เคลื่อนไหวสอดประสานกันดั่งเงาตามตัว เพียงการลงมือครั้งแรก ลำคอของผู้คุ้มภัยสองคนก็ถูกกรีดเป็นแผลลึก เลือดอุ่นร้อนฉีดกระเซ็นย้อมหิมะจนกลายเป็นสีแดงฉานสยดสยอง

เซียวหยวนที่ประทับอยู่ในรถม้า ดวงตาคมปลาบดุจพยัคฆ์หรี่ลง มือที่เคยวางนิ่งอยู่บนเข่าบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยชื่อหนึ่งออกมาเบาๆ “เซียวเทียนอวี้... เจ้าถึงกับส่ง ‘หน่วยเงาสังหารหลวง’ มาด้วยตนเองเชียวหรือ”

นี่คือนักฆ่าระดับหัวกะทิที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เซียวเทียนอวี้เท่านั้น การที่พวกมันปรากฏตัวที่นี่ ย่อมหมายความว่าฮ่องเต้ผู้นั้นไม่ต้องการให้เซียวหยวนมีชีวิตรอดไปถึงเมืองเป่ยโจวแม้แต่ลมหายใจเดียว

“ซูเหยียน หมอบลง!” เซียวหยวนตวาดสั่งเมื่อเห็นร่างบางของหญิงสาวพยายามจะชะโงกหน้าออกไปดู

ซูเหยียนใจสั่นระรัว ระบบปัญญาประดิษฐ์ในสมองของนางส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานขึ้นมาในคลองจักษุ *[คำเตือน: ตรวจพบศัตรูระดับสูงจำนวน 9 นาย ระดับอันตราย: สูงสุด]*

ภายนอกรถม้า โม่ไป๋ต้องรับศึกหนักเพียงลำพัง เขาเข้าปะทะกับนักฆ่าสามคนพร้อมกัน กระบี่ของเขารวดเร็วและแม่นยำ ทว่านักฆ่ากลุ่มนี้มีฝีมือสูงส่งเกินคาด พวกมันใช้กระบวนท่าที่เน้นการสังหารและแลกชีวิต ในขณะที่โม่ไป๋พยายามจะสกัดกั้นไม่ให้พวกมันเข้าใกล้รถม้า นักฆ่าคนหนึ่งก็สบโอกาสอาศัยจังหวะที่โม่ไป๋เบี่ยงตัวหลบลูกธนูลับ พุ่งเข้าประชิดตัวแล้วตวัดดาบวงพระจันทร์เข้าที่สีข้างของเขา

*ฉัวะ!*

เสียงคมดาบกรีดผ่านเนื้อและกระดูกดังถนัดหู โม่ไป๋กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างของเขากระเด็นไปกระแทกกับตัวรถม้าจนโครงไม้ลั่นเกรียบ บาดแผลที่เอวนั้นลึกจนเห็นกระดูก เลือดไหลโกรกราวกับน้ำป่าพัดหลาก

“โม่ไป๋!” ซูเหยียนอุทานด้วยความตกใจ นางเห็นองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์พยายามหยัดกายขึ้นทั้งที่บาดเจ็บสาหัส ทว่านักฆ่าอีกสี่คนกำลังล้อมกรอบเข้ามาหาเขาและรถม้าอย่างเลือดเย็น

ขบวนผู้คุ้มภัยที่เหลือเมื่อเห็นหัวหน้าถูกฆ่าตายและสถานการณ์เสียเปรียบอย่างหนัก ต่างก็แตกกระจัดกระจายหนีตายไปคนละทิศละทาง ทิ้งให้รถม้าของเซียวหยวนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางวงล้อมของมัจจุราช

“ตายเสียเถอะ อ๋องพิการ!” นักฆ่าผู้เป็นหัวหน้าคำรามพลางพุ่งกระบี่ตรงไปยังตำแหน่งที่เซียวหยวนประทับอยู่

ในวินาทีแห่งความเป็นตายนั้นเอง ซูเหยียนหลับตาลงและเรียกใช้มิติลับในพริบตา นางไม่ได้หยิบอาวุธ แต่เลือกหยิบ ‘ผงพิษพริกไทยมรณะ’ ที่นางแอบสกัดไว้ในมิติลับจากสมุนไพรเผ็ดร้อนและพริกป่าชนิดรุนแรงซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนเยื่อบุและทำให้ตาบอดชั่วคราว

นางเปิดม่านรถม้าออกและสาดผงสีแดงเข้มกำมือนั้นออกไปเต็มแรง พร้อมกับตะโกนบอกโม่ไป๋ “โม่ไป๋ หมอบลง!”

พายุลมที่พัดกระหน่ำช่วยกระจายผงพิษให้ฟุ้งกระจายไปทั่วรัศมีสิบก้าว นักฆ่าที่พุ่งเข้ามาไม่ทันตั้งตัวสูดเอาผงละเอียดเข้านไปเต็มปอดและเข้าตา พวกมันต่างทิ้งกระบี่แล้วยกมือขึ้นกุมตาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เสียงร้องโหยหวนดังระงมแข่งกับเสียงลมหนาว ผิวหนังที่สัมผัสผงพิษเริ่มพองหนองและแสบร้อนดั่งถูกไฟแผดเผา

“ไป! รีบไปเดี๋ยวนี้!” ซูเหยียนรีบลงจากรถม้าไปพยุงโม่ไป๋ที่ลมหายใจเริ่มรินรน

เซียวหยวนใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยุงกายเกาะขอบรถม้า มองดูแผ่นหลังของสตรีที่เขาเคยตราหน้าว่าอ่อนแอและไร้ค่า บัดนี้นางกลับเป็นผู้เดียวที่ยืนหยัดอยู่ต่อหน้าศัตรูเพื่อปกป้องเขา

ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงโหยหวนของนักฆ่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง ซูเหยียนแบกรับน้ำหนักของโม่ไป๋พลางพยุงเซียวหยวนให้หนีออกไปจากจุดที่ขบวนล่ม ทว่าในความมืดมิดและพายุหิมะที่บดบังทัศนวิสัย นางกลับมองไม่เห็นเลยว่า เบื้องหน้าของพวกเขานั้นคือหน้าผาสูงชันที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ปุยหิมะหนานุ่ม!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผ่าตัดฉุกเฉิน]**