ตอนที่ 27

***บทที่ 27: พบชาวบ้านเป่ยโจว***

ท่ามกลางความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมฤดูเหมันต์ที่พัดผ่านรอยแยกหุบเขา ซูเหยียนกระชับกริชในมือแน่น ดวงตาหงส์หรี่ลงพลางจ้องเขม็งไปยังเงาร่างที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหลังม่านหิมะ ระบบปัญญาประดิษฐ์ในห้วงสำนึกของนางส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะ ทว่าจังหวะการก้าวเดินนั้นกลับหนักหน่วงและไร้ซึ่งความพลิ้วไหวของยอดฝีมือ

"ถอยไปอยู่ข้างหลังข้า" ซูเหยียนกระซิบเสียงเบาแก่เซียวหยวนที่ยังคงพยุงกายอยู่อย่างยากลำบาก

เงาร่างนั้นค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น มิใช่นักฆ่าในชุดดำที่นางหวาดหวั่น แต่เป็นชายชราในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม บนหลังของเขามีมัดฟืนขนาดใหญ่ที่เพิ่งเก็บมาได้ ผิวหนังที่ใบหน้ากร้านแดดกร้านลมและแดงก่ำด้วยความหนาวเหน็บ ชายชราชะงักกึกเมื่อเห็นสตรีโฉมงามยืนขวางทางอยู่ด้วยท่าทีคุกคาม

"โอ้! พวกเจ้า... พวกเจ้าเป็นคนหรือผีกันแน่?" ชายชราอุทานด้วยความตกใจจนเกือบจะปล่อยมัดฟืนหลุดจากบ่า

ซูเหยียนค่อยๆ ลดกริชในมือลงแต่ยังมิได้เก็บเข้าฝัก นางกวาดสายตามองรอบกายจนแน่ใจว่าชายผู้นี้มาเพียงลำพัง "พวกเราเป็นนักเดินทางที่ประสบอุบัติเหตุจนพลัดหลงเข้ามาในหุบเขานี้ ท่านตา... ที่นี่คือที่ใด?"

ชายชราถอนหายใจยาวพลางวางมัดฟืนลงกับพื้นหิมะ "ที่นี่คือรอยแยกหุบเขาอู๋หมิง เดินพ้นหัวโค้งข้างหน้านี้ไปก็จะเข้าสู่เขตเมืองเป่ยโจวแล้ว พวกเจ้าช่างดวงแข็งนักที่รอดชีวิตมาจากพายุหิมะเมื่อคืนได้"

สายตาของชาวบ้านผู้นั้นเลื่อนไปตกอยู่ที่เซียวหยวน ซึ่งบัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโขดหิน อาภรณ์สีเข้มที่เคยตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นเลิศบัดนี้ขาดวิ่น เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและดินโคลน เส้นผมที่เคยเกล้าไว้อย่างเป็นระเบียบหลุดรุ่ยปรกใบหน้าที่ซีดเซียวแต่ยังคงความคมคายอย่างประหลาด

"สวรรค์! ชายผู้นี้... เหตุใดจึงมีสภาพดูมิได้ยิ่งกว่าขอทานข้างถนนเช่นนี้เล่า?" ชายชราอุทานพลางขยับถอยหลังด้วยความรังเกียจแกมสงสาร "เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวมอมแมม ขาก็ดูจะพิกลพิการ พวกเจ้าหนีทัพหรือถูกโจรป่าปล้นมากันแน่?"

คำว่า 'ขอทาน' ทำเอาเซียวหยวนที่เคยเป็นถึงอ๋องผู้สูงศักดิ์ขมวดคิ้วมุ่น มุมปากกระตุกวูบด้วยความขื่นขม แม้เขาจะตกอับเพียงใด แต่การถูกชาวบ้านป่าเทียบเคียงกับวณิพกพเนจรนับเป็นเรื่องที่เสียดแทงใจไม่น้อย ทว่าซูเหยียนกลับรีบก้าวเข้ามาบังร่างของเขาไว้พลางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน

"ท่านตาโปรดเข้าใจ พวกเราถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางจนสูญเสียทรัพย์สินและบ่าวไพ่ไปหมดสิ้น สามีของข้าบาดเจ็บหนักจนเดินเหินลำบาก หากท่านตาเมตตา ช่วยนำทางพวกเราไปยังตัวเมืองเป่ยโจว ข้าจะมีสินน้ำใจตอบแทนให้ท่านอย่างงาม"

ซูเหยียนล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ แสร้งทำเป็นหยิบเงินจากถุงผ้าที่ซ่อนไว้ แต่แท้จริงแล้วนางดึงเอาตำลึงเงินออกมาจากมิติลับส่วนตัว ประกายสีเงินของเงินแท้ทำเอาดวงตาของชายเก็บฟืนเบิกกว้างด้วยความโลภระคนยินดี

"เงินหรือ? ได้... ได้แน่นอน! จากตรงนี้ไปถึงประตูเมืองเป่ยโจวใช้เวลาเดินเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ข้าจะช่วยพยุงสามีของเจ้าไปเอง"

"ไม่ต้อง ข้าจัดการเองได้ ท่านเพียงแค่นำทางไปก็พอ" ซูเหยียนเอ่ยตัดบท นางไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้เซียวหยวนมากเกินไป

การเดินทางออกจากรอยแยกหุบเขาเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซูเหยียนประคองร่างของเซียวหยวนให้พิงกายของนาง ขณะที่ชายชราเดินนำหน้าพลางพร่ำบ่นเรื่องความทารุณของอากาศในเป่ยโจว เมื่อก้าวพ้นปากทางแคบๆ ของหุบเขาอู๋หมิง ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปลี่ยนไป พื้นที่ราบอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาปกคลุมด้วยสีขาวโพลนของหิมะ ลมเหนือพัดกรรโชกพาเอาความหนาวเย็นเสียดกระดูกมาปะทะร่าง

"ยินดีต้อนรับสู่เป่ยโจว ดินแดนที่พระอาทิตย์ยังมิอยากจะส่องแสง" ชายชราเอ่ยพลางชี้ไปยังกำแพงเมืองที่เลือนรางอยู่ลิบๆ

ซูเหยียนมองไปยังทิศทางนั้น ลมหายใจของนางกลายเป็นไอสีขาว นี่คือจุดเริ่มต้นของการเนรเทศอย่างเป็นทางการ ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าทารุณที่สุดในราชวงศ์ต้าฉู่ บัดนี้พวกเขาได้ย่างกรายเข้าสู่เขตเป่ยโจวอย่างสมบูรณ์แล้ว

ขณะที่กำลังเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ชายชราก็เริ่มชวนคุยด้วยความสงสัย "ดูจากกิริยาท่าทางของพวกเจ้า มิเหมือนชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มนั่น แม้จะดูเหมือนขอทานเพียงใด แต่แววตากลับน่ากลัวนัก พวกเจ้าคงมิใช่คนสำคัญที่ถูกทางการสั่งเนรเทศมาหรอกนะ?"

เซียวหยวนที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันชะงักฝีเท้า ดวงตาคมปลาบจ้องมองไปที่แผ่นหลังของชายผู้นั้นทันที ซูเหยียนรู้สึกถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างข้างกาย นางจึงรีบบีบมือเขาเบาๆ เป็นเชิงเตือน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"พวกเราจะเป็นใครย่อมมิสำคัญเท่ากับว่าเรามีเงินจ่ายให้ท่านหรือไม่ ท่านตา... ท่านเพียงแค่นำทางไปให้ถึงจุดหมายก็พอ เรื่องอื่นมิจำเป็นต้องใส่ใจ"

ชายเก็บฟืนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่มิได้มาจากหิมะ จึงรีบหุบปากและเร่งฝีเท้าเดินนำต่อ ทว่าในขณะที่เป้าหมายคือประตูเมืองอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ระบบในหัวของซูเหยียนกลับส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มิใช่สัญญาณของมนุษย์เพียงหนึ่งหรือสองคน แต่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานจำนวนมากที่กำลังมุ่งหน้ามาจากทิศทางของประตูเมือง

"ท่านอ๋อง... มีบางอย่างผิดปกติ" ซูเหยียนกระซิบพึมพำ

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอาชาหลายสิบตัวก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากแนวป่าข้างทาง ฝุ่นหิมะฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กลุ่มทหารในชุดเกราะหนาของเมืองชายแดนควบม้าตรงดิ่งมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับอาวุธในมือที่สะท้อนแสงแดดอันสลัวลางอย่างน่าสะพรึงกลัว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ประตูเมืองเป่ยโจว]**