ตอนที่ 28
***บทที่ 28: ประตูเมืองเป่ยโจว***
เสียงฝีเท้าอาชาหลายสิบตัวที่ควบตะบึงมานั้นมิได้นำมาซึ่งขบวนต้อนรับ หากแต่เป็นกลุ่มทหารยามในชุดเกราะกรังด้วยสนิมและคราบไคลหิมะ ฝุ่นควันจากกีบม้าตลบอบอวลจนบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า ชายเก็บฟืนตัวสั่นงันงก รีบทรุดกายลงหมอบราบกับพื้นหญ้าแห้งกรังด้วยความหวาดกลัว ขณะที่ซูเหยียนยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แผ่นหลังของนางเหยียดตรงประหนึ่งต้นไผ่ท่ามกลางพายุหิมะ
"หยุด! พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาเพ่นพ่านอยู่ในเขตเป่ยโจวในยามนี้!" นายทหารผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าตะโกนก้อง ใบหน้าของเขาหยาบกร้านและมีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้ม ดวงตาคู่นั้นฉายแววละโมบและดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
ซูเหยียนลอบสังเกตการณ์ผ่านระบบเอไอที่ส่งสัญญาณเตือนเป็นระยะ ข้อมูลที่ปรากฏในมโนสำนึกบอกนางว่า คนกลุ่มนี้มิได้เป็นเพียงทหารรักษาการณ์ทั่วไป แต่เป็นกลุ่มคนที่หยั่งรากลึกในความทุจริตของเมืองชายแดน นางจึงขยับกายเข้าไปบังเซียวหยวนไว้ครึ่งตัว ก่อนจะยื่นเอกสารตราประทับเนรเทศส่งให้ด้วยกิริยาที่สุขุม
"ข้าน้อยและครอบครัวเดินทางมาจากเมืองหลวงตามราชโองการเนรเทศ นี่คือเอกสารยืนยันตัวตนเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ทหารผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง
นายทหารรับกระดาษไปคลี่ดู ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "อ้อ... ที่แท้ก็คือ 'อ๋องผู้เกรียงไกร' ที่เขาลือกันนั่นเอง มิคิดเลยว่าเทพแห่งสงครามผู้เคยคุมกองทัพนับแสน บัดนี้จะตกต่ำถึงขั้นต้องนั่งรถเข็นผุๆ ประหนึ่งสุนัขจนตรอกเช่นนี้!"
สิ้นคำเย้ยหยัน ทหารคนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะร่า สายตาที่พวกเขามองไปยังเซียวหยวนนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและสะใจ เซียวหยวนที่ประทับอยู่บนรถเข็นไม้มีสีหน้าเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลก ฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนเข่ากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน กลิ่นอายสังหารอันเบาบางทว่าแหลมคมแผ่ออกมาจากร่างของเขา หากเป็นในยามปกติ หัวของคนเหล่านี้คงหลุดออกจากบ่าไปนานแล้ว ทว่าในยามนี้นอกจากความเจ็บปวดที่ขาทั้งสองข้าง เขายังต้องกล้ำกลืนความอดสูเพื่อมิให้แผนการของซูเหยียนต้องเสียไป
ซูเหยียนสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกของชายหนุ่ม นางจึงยื่นมือไปแตะไหล่เขาเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม ก่อนจะหันไปเผชิญหน้านายทหารด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด
"ท่านนายกองกล่าวเกินไปแล้ว แม้สามีของข้าจะไร้ซึ่งอำนาจวาสนาเช่นกาลก่อน ทว่าเขาก็ยังเป็นคนของราชวงศ์ การเดินทางมาเป่ยโจวครั้งนี้ พวกเราเพียงหวังจะได้อยู่อย่างสงบ... และแน่นอนว่าพวกเราย่อมมิลืมมารยาทในการเข้าเมือง"
นางขยับเข้าใกล้ทหารผู้นั้นอีกนิด แล้วอาศัยจังหวะที่คนอื่นไม่ทันสังเกต ล้วงเอาถุงเงินขนาดเล็กที่ภายในบรรจุเศษเงินและสินบนที่เตรียมไว้จากมิติลับส่งให้เขา "อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ ท่านพี่และพี่น้องทุกท่านคงลำบากไม่น้อย สิ่งนี้ถือเป็นค่าน้ำชาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้พวกท่านได้อบอุ่นร่างกาย หวังว่าท่านนายกองจะเมตตาเปิดทางให้พวกเราได้เข้าไปพักผ่อน"
นายทหารผู้นั้นรับถุงเงินไปชั่งน้ำหนักในมือ เมื่อสัมผัสได้ถึงปริมาณที่มิใช่น้อยๆ แววตาที่เคยก้าวร้าวก็เปลี่ยนเป็นพึงพอใจทันที เขาเหลือบมองเซียวหยวนอีกครั้งด้วยสายตาดูแคลนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นหิมะ
"เห็นแก่ที่เจ้ารู้ความ... ไปได้! แต่อย่าได้คิดสร้างเรื่องในเป่ยโจวเชียว ที่นี่กฎหมายของเมืองหลวงมาไม่ถึง แต่กฎของข้าคือที่สุด!" เขาโบกมือส่งสัญญาณให้เปิดประตูเมืองขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ประตูไม้หนาหนักที่หุ้มด้วยเหล็กกล้าส่งเสียงเสียดสีดังสนั่นหวั่นไหว ประตูเมืองเป่ยโจวเปิดออกช้าๆ ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่รอเขมือบผู้มาเยือน ภาพเบื้องหน้าคือเมืองที่ดูทรุดโทรม อาคารบ้านเรือนถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆ ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระหน่ำ ผู้คนที่สัญจรไปมามีสีหน้าซูบซีดและไร้ชีวิตชีวา
ซูเหยียนเข็นรถเข็นของเซียวหยวนข้ามผ่านธรณีประตูเมืองเข้าไป ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่เขตเมืองอย่างเต็มตัว เสียงกระซิบของระบบเอไอในหัวของนางกลับดังขึ้นพร้อมสัญญาณเตือนภัยระดับสีส้ม
*“ตรวจพบความผิดปกติในกระแสลมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ... กลิ่นอายของดินประสิวและเขม่าควันไฟในระดับเข้มข้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือการวางเพลิงในบริเวณใกล้เคียงในอีกไม่ช้า”*
ซูเหยียนชะงักฝีเท้า นางเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มควันสีดำจางๆ ที่เริ่มลอยขึ้นมาจากทิศทางที่ตั้งของที่พักนักโทษซึ่งทหารยามเพิ่งชี้นิ้วบอกทางเมื่อครู่ หัวใจของนางกระตุกวูบ หรือว่าการต้อนรับของเป่ยโจวจะเริ่มต้นเร็วกว่าที่คิด?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บ้านพักนักโทษ]**