ตอนที่ 30
***บทที่ 30: หัวหน้าหมู่บ้านหลินต้าซาน***
เปลวไฟสีส้มฉานลุกโชนขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้านร้าง กลิ่นควันไฟฉุนกะทิซึมลึกเข้าสู่โสตประสาทอย่างรวดเร็ว โม่ไป๋ที่คอยระแวดระวังอยู่ก่อนแล้วสบถออกมาเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเซียวหยวนที่นอนไร้สติเพื่อใช้ร่างกายกำบังให้ ทว่าซูเหยียนกลับไวกว่า นางคว้าเอาผ้าห่มผืนหนาที่เพิ่งนำออกมาจากมิติลับสะบัดคลุมลงบนกองฟางที่เริ่มลามเลีย เปลวเพลิงที่กำลังก่อตัวถูกสยบลงในพริบตาด้วยวัสดุกันไฟพิเศษที่พรางตาเป็นผ้าธรรมดา
*“ระบบทำการตรวจสอบ... ตรวจไม่พบลูกศรเพลิงดอกที่สองในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร สัญญาณความร้อนภายนอกคงที่ คาดการณ์ว่าเป็นการข่มขู่มิใช่การลอบสังหาร”* เสียงสังเคราะห์ในหัวดังขึ้นพร้อมกับภาพจำลองโครงสร้างความร้อนรอบบริเวณที่ปรากฏในดวงตาของนาง
“ใคร!” เสียงคำรามกร้าวของโม่ไป๋ดังแหวกความหนาวเย็นออกไปทางหน้าต่างที่พังทลาย พร้อมกับที่ร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก้าวพ้นเงามืดเข้ามาในระยะสายตา ท่ามกลางหิมะที่เริ่มตกโปรยปราย ชายที่เป็นผู้นำมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำราวกับหมีป่า สวมชุดหนังขนนกเก่าๆ ที่ดูหนาหนัก ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยหนวดเคราที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ดวงตาคู่เล็กทว่าคมปลาบจดจ้องมองมายังซูเหยียนด้วยสายตาดูแคลน
“หึ... พวกนกในกรงทองจากเมืองหลวงนี่เอง ข้าก็นึกว่าพวกทางการส่งศพเน่าที่ไหนมาให้ข้าฝัง” น้ำเสียงห้าวหาญและเต็มไปด้วยความกระโชกโฮกฮากดังมาจากบุรุษผู้นั้น เขาคือ 'หลินต้าซาน' หัวหน้าหมู่บ้านชายแดนเป่ยโจว ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเหล่านักโทษเนรเทศในเขตแถบนี้
หลินต้าซานเดินอาดๆ เข้ามาในบ้านโดยไม่รอคำอนุญาต เท้าที่สวมรองเท้าหนังหนาเตอะเหยียบย่ำลงบนพื้นไม้ผุพังจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เขาชูคบไฟขึ้นสูงเพื่อพินิจสำรวจคนข้างใน เมื่อเห็นสภาพของเซียวหยวนที่นอนนิ่งราวกับซากศพและซูเหยียนที่ดูบอบบางดุจกิ่งหลิว เขาก็ถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างไม่ยี่หระ
“ไอ้หนู... เจ้าเป็นผู้คุ้มกันรึ?” เขาหันไปถามโม่ไป๋ที่ยังคงตั้งท่าเตรียมจู่โจม “เก็บดาบของเจ้าไปเสียเถอะ ที่เป่ยโจวแห่งนี้ ดาบของเจ้าตัดลมหนาวไม่ได้ และมันก็อุดท้องที่หิวโหยไม่ได้เช่นกัน”
ซูเหยียนค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างสงบ นางปรับลมหายใจให้ราบเรียบพลางพิจารณาชายเบื้องหน้า ระบบประมวลผลวิเคราะห์ลักษณะท่าทางและน้ำเสียงของเขา ก่อนจะแสดงผลว่าเป็นผู้ที่มีนิสัยแข็งนอกอ่อนใน แม้ปากจะร้ายทว่าดวงตาไม่มีเจตนาฆ่าฟันเหมือนนักฆ่าที่นางเคยเจอ
“ท่านคือหัวหน้าหมู่บ้านหลินต้าซานใช่หรือไม่?” ซูเหยียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ท่าทางของนางที่ดูไม่หวาดเกรงทำให้หลินต้าซานเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“รู้ชื่อข้าด้วยรึ? ใช่... ข้าคือหลินต้าซาน ผู้ที่จะคอยดูพวกเจ้าว่าจะเหม็นเน่าตายวันไหน” เขาแสยะยิ้มที่ดูน่าเกรงขาม “ดูสภาพพวกเจ้าสิ ผอมกะหร่องราวกับแมวป่วย บ้านหลังนี้แม้แต่สุนัขยังไม่ยอมอยู่ หากพวกเจ้าไม่หาทางหาฟืนและเสบียงมากักตุนไว้เสียแต่คืนนี้ พรุ่งนี้เช้าข้าคงต้องให้คนมาขุดหลุมฝังพวกเจ้าพร้อมกันทั้งสามคนแน่ ลมหนาวที่นี่ไม่เคยปรานีพวกผู้ดีตีนแดงอย่างพวกเจ้าหรอก!”
เขากล่าวพลางโยนท่อนไม้ฟืนที่ติดไฟอยู่ครึ่งท่อนลงบนพื้นใกล้ๆ กองฟางอย่างส่งเดช คล้ายจะเป็นการช่วยให้ความอบอุ่นทว่าคำพูดกลับเชือดเฉือนใจคนฟังยิ่งนัก
“ขอบพระคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านที่เตือน” ซูเหยียนกล่าวพลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “ข้าทราบดีว่าเป่ยโจวทารุณเพียงใด แต่ในเมื่อพวกเราถูกส่งมาที่นี่ ย่อมต้องหาทางรอด ข้าอยากทราบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ พอจะมีที่ใดที่ข้าสามารถแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเสบียงและของใช้จำเป็นได้บ้าง?”
หลินต้าซานหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาฟังดูแห้งแล้งราวกับเสียงลมพัดผ่านช่องเขา “ซื้อขายรึ? แม่นางน้อย เจ้าคิดว่าที่นี่คือตลาดนัดในเมืองหลวงรึไง? เสบียงที่นี่มีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก ยิ่งในช่วงเหมันต์ที่พายุหิมะกำลังจะเข้าเช่นนี้ ใครจะยอมคายเสบียงออกมาง่ายๆ”
เขากวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง พลางหยุดอยู่ที่กำแพงทิศเหนือที่ซูเหยียนเพิ่งซ่อมแซมไป เขาขมวดคิ้วแน่น ก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วใช้นิ้วหนาๆ ลูบไปตามรอยแตกที่ถูกอุดไว้อย่างแนบเนียน
“ฝีมืออุดรอยรั่วนี่ไม่เลว... แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าไม่มีอาหารตกถึงท้อง พลังงานในกายจะหมดลงก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นเสียด้วยซ้ำ” เขาหันกลับมามองซูเหยียนอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขาดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ที่ท้ายหมู่บ้านมีโรงเตี๊ยมร้างของตาเฒ่าจ้าว เขาอาจจะพอมีของเหลือเดนอยู่บ้าง แต่ราคาของมัน... เจ้าอาจจะต้องแลกด้วยของล้ำค่าที่เจ้าแอบซ่อนติดตัวมา”
ซูเหยียนลอบพยักหน้าให้โม่ไป๋เป็นสัญญาณให้ลดความระแวงลง นางรู้ว่าคนผู้นี้แม้จะวาจาร้ายกาจ แต่คำแนะนำของเขาก็คือเข็มทิศในการอยู่รอดครั้งนี้
“ข้ามีของที่พอจะแลกเปลี่ยนได้” ซูเหยียนตอบด้วยความมั่นใจ “แต่ก่อนอื่น ข้าต้องการทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านหลินพอจะรับประกันความปลอดภัยให้เราได้หรือไม่ หากเราปฏิบัติตามกฎของหมู่บ้านอย่างเคร่งครัด”
หลินต้าซานพ่นลมหายใจออกทางจมูก “ในหมู่บ้านนี้ ข้าคือกฎ! ตราบใดที่พวกเจ้าไม่สร้างปัญหา ข้าก็จะไม่ยุ่ง แต่ถ้ามีใครคิดลองดี... ข้าจะเป็นคนโยนพวกเจ้าออกไปให้พวกชนเผ่าเร่ร่อนนอกด่านจัดการเอง!”
เขาสะบัดชายเสื้อแล้วเตรียมจะเดินออกจากบ้านไป ทว่าฝีเท้ากลับชะงักลงที่ประตู เขาหันกลับมามองซูเหยียนที่ยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ
“อ้อ... อีกเรื่องหนึ่ง พายุหิมะจะเริ่มตั้งเค้าในอีกสองชั่วยาม ถ้าเจ้าอยากได้ฟืนหรือเสบียง ก็รีบไปเสียก่อนที่ทางเดินจะถูกฝังกลบ” เขาพูดจบก็โยนห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ผุๆ มันคือหมั่นโถวแห้งกรังสองลูก “ถือเสียว่าเป็นทานล้างซวยที่ข้าต้องมาต้อนรับนักโทษใหม่ อย่าให้ข้าเห็นว่าพวกเจ้ากลายเป็นน้ำแข็งตายในคืนแรกล่ะ มันเสียชื่อหมู่บ้านหลินต้าซานของข้า!”
เขาก้าวเดินหายออกไปในพายุหิมะพร้อมกับกลุ่มคนของเขา ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความหนาวที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ซูเหยียนมองหมั่นโถวแห้งๆ นั้นด้วยสายตาซับซ้อน นางรู้ว่าชายผู้นี้จงใจใช้คำพูดรุนแรงเพื่อกดดันให้นางดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่นางไม่มีเวลามาซาบซึ้งใจนานนัก
“โม่ไป๋... เตรียมตัว เราต้องออกไปที่โรงเตี๊ยมท้ายหมู่บ้านก่อนที่พายุจะมา” ซูเหยียนเอ่ยเสียงเฉียบขาด
ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะก้าวขาออกจากประตูบ้าน เสียงสัญญาณเตือนภัยในห้วงสำนึกก็กรีดร้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นสัญญาณสีแดงฉานที่แจ้งเตือนถึงบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากทางทิศใต้ด้วยความเร็วสูง!
*“คำเตือน! ตรวจพบชีพจรสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังหมู่บ้าน... ระดับความอันตราย: สูงสุด!”*
ซูเหยียนชะงักงัน นางมองออกไปในความมืดมิด เห็นเพียงแสงไฟลึกลับที่จุดขึ้นเป็นทางยาวราวกับมังกรเพลิงที่กำลังเลื้อยเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สำรวจตลาดเป่ยโจว]**