ตอนที่ 31
***บทที่ 31: สำรวจตลาดเป่ยโจว***
เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่กรีดร้องอยู่ในห้วงสำนึกทำให้ซูเหยียนชะงักฝีเท้า ลมหายใจของนางกลายเป็นไอสีขาวขุ่นท่ามกลางอากาศที่เย็นจัดจนแสบปอด ดวงตาวาววับดุจดวงดาวจ้องมองไปที่แสงไฟที่ขยับเข้าใกล้ทางทิศใต้ แสงทบสะท้อนกับหิมะดูราวกับมังกรเพลิงที่กำลังกระชากวิญญาณของผู้ที่ขวางทาง
“โม่ไป๋ เจ้าอยู่ดูแลเซียวหยวนที่นี่ อย่าให้ใครเข้าใกล้จวนผุพังนี่เด็ดขาด” ซูเหยียนสั่งการเสียงเฉียบขาด
“แต่คุณหนู... สัญญาณเตือนนั่นมัน...” โม่ไป๋มีสีหน้ากังวล เขาเองก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารและแรงกดดันที่แผ่ซ่านมาจากขบวนไฟเหล่านั้น
“ข้าจะออกไปดูให้เห็นกับตา หากเป็นศัตรู ข้าจะล่อมันไปทางอื่น แต่หากเป็นโอกาส... ข้าจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไป” นางไม่รอช้า รีบกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์เก่าๆ ที่ได้จากมิติลับออกมาสวมทับ เพื่อพรางตัวให้ดูกลมเกลืนกับชาวบ้านผู้ยากไร้ในเป่ยโจว
เมื่อนางก้าวพ้นเขตหมู่บ้านหลินต้าซาน มุ่งหน้าสู่ตลาดใจกลางเมืองเป่ยโจว ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่กองทัพกระหายเลือดอย่างที่ระแวงในตอนแรก ทว่าเป็นขบวนสินค้าขนาดใหญ่ที่ถูกคุ้มกันโดยเหล่ายอดฝีมือในชุดเกราะหนัก แสงไฟที่เห็นคือคบเพลิงนับร้อยที่จุดขึ้นเพื่อฝ่าพายุหิมะที่กำลังก่อตัว ทว่าความน่าเกรงขามของขบวนนี้กลับทำให้ชาวเมืองที่อดอยากต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
ซูเหยียนแฝงตัวเข้าไปในเงามืดของซอกตึกหินที่ผุพัง สแกนหาข้อมูลผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ในทันที
*“ตรวจสอบสภาพเศรษฐกิจโดยรอบ... พบภาวะเงินเฟ้อรุนแรง อัตราการแลกเปลี่ยนสินค้าพุ่งสูงขึ้น 800% จากราคามาตรฐาน ขาดแคลนทรัพยากรพื้นฐานประเภทเชื้อเพลิงและธัญพืชขั้นวิกฤต”*
เสียงสังเคราะห์ในหัวยืนยันสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้ สภาพตลาดเป่ยโจวในยามนี้ช่างน่าอนาถนัก ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดสนิท มีเพียงแผงลอยไม่กี่แห่งที่กล้าเปิดขายในราคามหาโหด ชาวบ้านบางคนถึงกับนำเอาเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายหรือแม้แต่บุตรสาวมาเสนอแลกกับข้าวสารเพียงไม่กี่กำมือ
ซูเหยียนเดินตรงไปยังมุมตลาดที่ขายเชื้อเพลิง ที่นั่นมีชายร่างท้วมคนหนึ่งยืนอยู่หลังกองไม้ฟืนที่ดูชื้นแฉะและมีเพียงหยิบมือ เขาคือ ‘หวังเถี่ยจู้’ พ่อค้าเร่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความหน้าเลือดที่สุดในเขตนี้
“ฟืนกองนี้ราคาเท่าไหร่?” ซูเหยียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หวังเถี่ยจู้เงยหน้าขึ้น มองสำรวจซูเหยียนด้วยสายตาดูแคลน เมื่อเห็นนางสวมชุดเก่าๆ และท่าทางเหมือนผู้อพยพใหม่ เขาก็แสยะยิ้มจนเห็นฟันเหลืองกร่าง “ห้าตำลึงเงิน สำหรับไม้ฟืนสิบห้าท่อนนี้”
ซูเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ห้าตำลึงเงิน? ราคานี้ในเมืองหลวงซื้อถ่านหินคุณภาพดีได้เป็นเกวียน ฟืนของเจ้าทั้งชื้นและมีแต่ควัน เจ้ากล้าเรียกราคาเยี่ยงนี้เชียวหรือ?”
“เหอะ! นังหนู นี่คือเป่ยโจว ไม่ใช่จิงเฉิงที่เจ้าจากมา!” หวังเถี่ยจู้พ่นน้ำลายลงบนพื้นหิมะ “ในพายุหิมะที่กำลังจะมาถึง ไม้พวกนี้คือชีวิตของเจ้า ถ้าไม่มีเงินก็ไสหัวไปนอนรอความตายที่คอกม้าโน่นไป อย่ามาขวางทางทำมาหากินของข้า!”
เขายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น หวังเถี่ยจู้เห็นนางยังคงนิ่งเฉย จึงถือโอกาสโก่งราคาซ้ำ “อ้อ... ข้าลืมไป ตอนนี้พายุเริ่มตั้งเค้าแล้ว ราคาเปลี่ยนเป็นแปดตำลึงเงิน ถ้าเจ้าไม่ซื้อตอนนี้ อีกครึ่งชั่วยามมันจะเป็นสิบตำลึง!”
ซูเหยียนมองดูความโลภที่ฉายชัดในแววตาของชายตรงหน้า นางกำหมัดแน่นในแขนเสื้อ ความโกรธกรุ่นในใจไม่ใช่เพราะราคาที่แพงลิ่ว แต่เป็นเพราะความไร้เมตตาของมนุษย์ในยามยากลำบาก นางรู้ดีว่าหากนางใช้เงินที่มีอยู่จำกัดซื้อฟืนพวกนี้ไป มันก็ช่วยประทังความหนาวให้เซียวหยวนได้เพียงคืนเดียวเท่านั้น
‘ระบบ... วิเคราะห์มูลค่าสินค้าในมิติลับที่สามารถนำออกมาแลกเปลี่ยนได้โดยไม่ผิดสังเกต’ นางสื่อสารผ่านกระแสจิต
*“คำแนะนำ: แป้งสาลีขัดขาว 1 กระสอบ มีมูลค่าเท่ากับเนื้อจามรี 10 ตัว หรือทองคำ 5 ตำลึงในตลาดแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม การปรากฏของสินค้าคุณภาพสูงอาจดึงดูดความสนใจจากทางการและกลุ่มโจร”*
ซูเหยียนพยักหน้าในใจ นางต้องใช้วิธีที่แยบยลกว่านี้ นางหันหลังเดินออกจากแผงของหวังเถี่ยจู้โดยไม่ใยดี ทิ้งให้พ่อค้าหน้าเลือดตะโกนด่าทอตามหลัง
“ไปเลย! ไปแข็งตายข้างถนนซะเถอะนังตัวดี! อย่าซัดเซพเนจรกลับมาอ้อนวอนข้าก็แล้วกัน!”
ซูเหยียนเดินลึกเข้าไปในย่านที่ร้างผู้คน นางมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีสายตาใดจับจ้อง ก่อนจะมุดเข้าไปในซอกตึกที่มืดมิดที่สุด นางตัดสินใจเข้าสู่มิติลับส่วนตัวในชั่วพริบตา กลิ่นหอมของพืชพรรณและไอดินที่อบอุ่นภายในมิติลับทำให้ความหนาวเหน็บข้างนอกดูเหมือนความฝัน
นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กออกมาจากห้องแล็บยา ภายในบรรจุสารสกัดจากสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่นางปลูกไว้ มันมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายได้นานหลายชั่วยาม นี่คือ ‘โอสถเพลิงเหมันต์’ ที่นางปรุงขึ้นเอง หากนางนำสิ่งนี้ไปขายให้ถูกที่ นางจะได้มากกว่าแค่ฟืนชื้นๆ ไม่กี่ท่อน
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะก้าวออกจากมิติกลับสู่โลกภายนอก เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่เคยเงียบลงกลับปะทุขึ้นอีกครั้ง!
*“คำเตือน! ตรวจพบรังสีฆ่าฟันในระยะ 10 เมตร... เป้าหมายกำลังมุ่งตรงมาที่ตำแหน่งของท่าน!”*
ซูเหยียนใจหายวาบ นางรีบออกจากมิติทันที ทว่ายังไม่ทันที่เท้าจะสัมผัสพื้นหิมะดี เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งทะยานมาจากหลังคาตึก พร้อมกับประกายกระบี่ที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งมุ่งตรงมาที่ลำคอของนาง!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การแลกเปลี่ยนครั้งแรก]**