ตอนที่ 32

***บทที่ 32: การแลกเปลี่ยนครั้งแรก***

คมกระบี่เย็นเยียบสะท้อนแสงจันทร์รำไรพุ่งตรงมายังลำคอระหงในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตาย ประสาทสัมผัสของซูเหยียนถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุดด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ที่กรีดร้องเตือนลั่นในโสตประสาท นางมิได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ แต่กลับเบี่ยงกายหลบด้วยท่วงท่าที่ขัดกับสรีระอันบอบบาง แผ่นหลังของนางแนบชิดไปกับผนังเย็นจัด ก่อนจะสะบัดข้อมือปล่อยเข็มยาสลบที่อาบด้วยสารสกัดเข้มข้นจากมิติลับพุ่งสวนออกไป!

*ฉึก!*

เสียงฝีเท้าที่เคยรุกไล่พลันชะงักงัน ร่างในชุดดำกระตุกเกร็งก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นหิมะอย่างไร้เสียง ซูเหยียนหอบหายใจถี่ระรัว นางไม่รอช้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ แต่อาจเป็นเพราะโชคชะตายังเข้าข้าง นางพบว่าคนผู้นี้มิใช่นักฆ่าฝีมือฉกาจจากวังหลวง แต่เป็นเพียงโจรพเนจรที่ดักซุ่มหวังชิงทรัพย์ผู้สัญจรไปมาในเงามืดเท่านั้น

“เจ้าเลือกเหยื่อผิดคนแล้ว...” นางพึมพำเสียงเย็น ก่อนจะรีบเร้นกายออกจากซอกตึกมุ่งหน้าสู่ถนนหลักของเมืองเป่ยโจว

ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโบกจนผิวหนังแทบปริแตก ซูเหยียนกระชับเสื้อคลุมเก่าๆ ของนางให้แน่นขึ้น ตลาดในเป่ยโจวยามเย็นช่างดูหม่นหมองและสิ้นหวัง ผู้คนสวมชุดหนาทึบเดินก้มหน้าก้มตาเพื่อหลบเลี่ยงลมบูรพาที่กรีดแทง นางเดินลัดเลาะไปจนถึงหน้าหอโอสถ ‘ว่านอันถัง’ ซึ่งเป็นร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรที่อบอวลออกมาจากภายในร้านทำให้จิตใจของนางสงบลงเล็กน้อย

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู หลงจู๊วัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังดีดลูกคิดอย่างขะมักเขม้นก็เงยหน้าขึ้น สายตาที่ผ่านโลกมามากกวาดมองสำรวจอาคันตุกะอย่างรวดเร็ว แม้ซูเหยียนจะอยู่ในสภาพมอมแมมและดูยากไร้ แต่สง่าราศีและดวงตาที่สงบนิ่งดุจน้ำในบ่อลึกกลับทำให้เขาไม่อาจละเลยนางได้

“แม่นาง ท่านต้องการสิ่งใด? หากจะมาขอทาน ข้าเกรงว่าเจ้าคงมาผิดที่แล้ว” เสียงของหลงจู๊เรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความดูแคลน

ซูเหยียนไม่เอ่ยวาจาตอบโต้ให้เสียเวลา นางเพียงล้วงห่อผ้าที่พกติดตัวออกมา วางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างแผ่วเบา เมื่อห่อผ้าคลี่ออก กลิ่นหอมสดชื่นดุจไอดินหลังฝนตกก็ขจรขจายไปทั่วบริเวณ ภายในนั้นคือ ‘โสมคนหิมะ’ และ ‘หญ้าหล่อเลี้ยงวิญญาณ’ ที่นางเพิ่งเก็บออกมาจากมิติลับไม่ถึงหนึ่งเค่อ รากของมันยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะพราวและดูมีชีวิตชีวาราวกับเพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากดินวิเศษ

นัยน์ตาของหลงจู๊เบิกกว้าง มือที่จับลูกคิดสั่นสะท้านขึ้นมาทันที “นี่มัน... สมุนไพรเหล่านี้เหตุใดจึงสดใหม่เช่นนี้? ในฤดูที่เหมันต์ปกคลุมไปทั่วสารทิศเช่นนี้ แม้แต่ในป่าลึกก็ยากจะหาหญ้าสดได้สักต้น แต่นี่...”

เขารีบหยิบโสมคนขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ กลิ่นและพลังปราณจางๆ ที่แผ่ออกมาทำให้เขาต้องลอบกลืนน้ำลาย “คุณภาพระดับนี้... หาได้ยากยิ่งนัก แม้แต่ในราชสำนักก็ยังมิแน่ว่าจะมีความสดถึงเพียงนี้ แม่นาง เจ้าไปได้สิ่งนี้มาจากที่ใด?”

“หลงจู๊ ท่านเป็นพ่อค้า ย่อมรู้กฎดีว่าสิ่งใดควรระลึกและสิ่งใดควรละเว้น” ซูเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ข้าเพียงต้องการแลกเปลี่ยนมันเป็นเงินและสิ่งของจำเป็น ท่านจะรับซื้อหรือไม่?”

หลงจู๊ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมขึ้นมาทันตา “รับซื้อแน่นอน! ของล้ำค่าเช่นนี้ข้าจะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร โสมสองหัวนี้รวมกับหญ้าหล่อเลี้ยงวิญญาณ ข้าให้ท่านยี่สิบตำลึงเงิน!”

ซูเหยียนแค่นยิ้มบางๆ “ยี่สิบตำลึง? หลงจู๊ ท่านคงเห็นข้าเป็นเด็กอมมือกระมัง ในยามเหมันต์ที่สมุนไพรขาดแคลนเช่นนี้ ลำพังโสมที่มีอายุเกินห้าสิบปีและสดใหม่เช่นนี้เพียงหัวเดียวก็มีค่าไม่ต่ำกว่าสามสิบตำลึงแล้ว หากท่านไม่มีความจริงใจ ข้าคงต้องไปหาร้านอื่น...”

“เดี๋ยว! แม่นางโปรดช้าก่อน!” หลงจู๊รีบเอ่ยรั้งพลางเหงื่อซึมที่หน้าผาก “เอาเถิด ข้ายอมถอยให้ก้าวหนึ่ง ห้าสิบตำลึงเงิน! นี่คือราคาสูงสุดที่ข้าจะจ่ายได้โดยไม่ถูกเจ้าของร้านตำหนิแล้ว”

หลังจากการเจรจาจบลง ซูเหยียนเดินออกจากร้านยาพร้อมกับถุงเงินที่หนักอึ้งและใบรายการของที่นางสั่งให้คนของร้านไปส่งที่บ้านพัก ทั้งฟืนถ่านคุณภาพดี แป้งสาลีขัดขาว เนื้อเค็ม และผ้าห่มนวมหนาเตอะ เงินส่วนที่เหลือถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดเพื่อเป็นทุนรอนในการดำรงชีวิต

ทว่าในขณะที่นางกำลังเดินผ่านตลาดเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านพักร้างที่เซียวหยวนและโม่ไป๋รออยู่ ระบบเตือนภัยในสมองของนางกลับส่งสัญญาณสีเหลืองนวลขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับภาพสแกนที่แสดงให้เห็นเงาร่างสายหนึ่งที่ลอบติดตามนางมาตั้งแต่หน้าหอโอสถ

ซูเหยียนเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่ให้มีพิรุธ นางแสร้งทำเป็นเดินเข้าไปในย่านตลาดค้าสัตว์ที่พลุกพล่านเพื่อให้เงาข้าหลังสับสน แต่แล้วความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังกลับทวีความรุนแรงขึ้น นางหันขวับไปมองยังทิศทางหนึ่ง ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวาย นางเห็นชายผู้หนึ่งในชุดผ้าเนื้อหยาบแต่มีแววตาที่คมกล้าดุจพญาอินทรี เขามิได้จู่โจม แต่กลับจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและฉงนสนเท่ห์

*‘เป้าหมายมีระดับวรยุทธ์สูงเกินกว่าจะปะทะโดยตรง...’* เสียงระบบเตือนในใจ

ซูเหยียนใจเต้นระรัว นางต้องรีบกลับบ้านไปสมทบกับโม่ไป๋และเซียวหยวนให้เร็วที่สุด ทว่าเมื่อนางเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่มุ่งตรงไปทางท้ายหมู่บ้าน กลับพบว่าทางข้างหน้าถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มคนขี้เมาที่ดูไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่กลับพกพาอาวุธลับคมกริบไว้ใต้ชายเสื้อ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เตาผิงของซูเหยียน]**