ตอนที่ 33
***บทที่ 33: เตาผิงของซูเหยียน***
ท่ามกลางความมืดมิดของตรอกซอกซอยที่ขนาบข้างด้วยกำแพงเก่าคร่ำคร่า ซูเหยียนหยุดชะงักฝีเท้า ดวงตาคู่สวยหรี่ลงขณะที่ระเบิดควันขนาดเล็กในมือถูกเตรียมพร้อม *‘ระบบ วิเคราะห์เส้นทางหลบหนีที่เร็วที่สุด’* นางสั่งการในใจเพียงชั่วพริบตา แผนที่สามมิติพลันปรากฏขึ้นในมโนสำนึกพร้อมจุดสีแดงที่ระบุตำแหน่งของกลุ่มคนร้าย
เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์พุ่งเข้าจู่โจมด้วยอาวุธลับ ซูเหยียนอาศัยจังหวะที่ควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่ ใช้วิชาตัวเบาที่ได้รับการเสริมพละกำลังจากน้ำวิเศษในมิติลับ ทะยานผ่านหลังคาบ้านเรือนหลบหนีออกมาอย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะยังเต้นรัวด้วยความระทึก แต่นางไม่มีเวลาให้หยุดพัก เพราะภาพสแกนจากระบบยังคงแสดงให้เห็นว่า ‘เงาร่าง’ ที่แข็งแกร่งผู้นั้นยังคงติดตามอยู่ห่างๆ ราวกับพญาอินทรีที่จ้องตะครุบเหยื่อ
เมื่อกลับมาถึงบ้านพักร้างที่สภาพผุพังจนแทบจะต้านทานลมหนาวไม่ได้ ซูเหยียนรีบผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นอายเย็นเยือกที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้ทำให้นางต้องขมวดคิ้ว บนแคร่ไม้ที่ปูด้วยฟางแห้งและผ้าห่มผืนบาง ร่างของเซียวหยวนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลายเป็นสีม่วงคล้ำ
“ท่านอ๋อง!” โม่ไป๋ที่พยายามใช้พลังวัตรถ่ายทอดความอบอุ่นให้เจ้านายหันมามองนางด้วยแววตาวิตกกังวล “แม่นางซู ความหนาวเย็นที่นี่รุนแรงเกินไป พิษสลายกระดูกในกายของท่านอ๋องกำลังกำเริบ หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกรงว่า...”
ซูเหยียนไม่รอให้เขาพูดจบ นางรีบวางห่อเสบียงและถุงเงินลง “โม่ไป๋ เลิกใช้พลังวัตรเปลืองแรงเสียเถิด ข้ามีวิธีที่ยั่งยืนกว่านั้น” นางหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ไปยกอิฐและดินเหนียวที่ข้าสั่งให้ร้านค้ามาส่งที่หน้าบ้านเข้ามา ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
ภายใต้การชี้แนะของระบบ AI ซูเหยียนเริ่มร่างแผนผังลงบนพื้นดินข้างเตียงนอนของเซียวหยวน นางออกแบบสิ่งที่เรียกว่า ‘คัง’ หรือเตียงเตาผิงแบบโบราณที่อาศัยหลักการไหลเวียนของความร้อนใต้แท่นนอน ซึ่งเป็นวิทยาการที่ล้ำหน้าเกินกว่าที่คนในยุคนี้จะเข้าใจ
“แม่นางซู ท่านจะทำสิ่งใดกันแน่? การก่อไฟข้างเตียงเช่นนี้มิมันจะทำให้ควันสำลักไปทั้งห้องหรือ?” โม่ไป๋ถามพลางขนอิฐเข้ามาตามคำสั่ง
“เชื่อใจข้าเถิด” ซูเหยียนตอบสั้นๆ มือเรียวบางเริ่มผสมดินเหนียวกับฟางละเอียดอย่างคล่องแคล่ว นางไม่ได้เพียงแค่สร้างเตาผิงธรรมดา แต่เป็นการสร้างระบบหมุนเวียนอากาศที่สมบูรณ์แบบ โดยให้เตาทำครัวเชื่อมต่อกับช่องทางเดินควันใต้แท่นนอน ก่อนจะระบายออกสู่ภายนอกผ่านปล่องไฟที่นางดัดแปลงขึ้น
เซียวหยวนที่กึ่งสติกึ่งปรายตามองการกระทำของสตรีตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ แม้สติของเขาจะพร่าเลือนด้วยความเจ็บปวดที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก แต่เขากลับเห็นเงาร่างของนางเคลื่อนไหวอย่างมุ่งมั่น ท่ามกลางแสงตะเกียงอันริบหรี่ ซูเหยียนดูราวกับเทพธิดาผู้มาปัดเป่าความหนาวเหน็บ นางจัดการวางก้อนอิฐสลับชั้นอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดเตาผิงคังก็ถูกก่อสร้างจนเสร็จสิ้น ซูเหยียนรีบนำถ่านศิลาคุณภาพดีที่ซื้อมาใส่เข้าไปในช่องเตาแล้วเริ่มจุดไฟ ควันสีเทาจางๆ เริ่มไหลเวียนไปตามช่องว่างใต้แท่นนอนที่ก่อขึ้นใหม่ ความร้อนค่อยๆ ซึมผ่านชั้นอิฐและดินเหนียวขึ้นมาอย่างช้าๆ แผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วบริเวณที่เซียวหยวนนอนอยู่
เพียงไม่นาน บรรยากาศภายในห้องที่เคยหนาวเหน็บจนเห็นลมหายใจเป็นไอขาวก็เริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เซียวหยวนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ค่อยๆ โอบอุ้มร่างกายที่เคยแข็งทื่อของเขา ความเจ็บปวดจากพิษร้ายที่แฝงเร้นในไขกระดูกเริ่มบรรเทาลง ลมหายใจที่เคยขาดช่วงเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ
“มหัศจรรย์ยิ่งนัก...” โม่ไป๋อุทานพลางลูบไปบนผิวเตียงที่เริ่มอุ่น “ข้าไม่เคยเห็นสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้มาก่อน ความร้อนถูกเก็บกักไว้ใต้เตียง แต่มิมีควันฟุ้งกระจายออกมาแม้แต่น้อย”
ซูเหยียนปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางส่งยิ้มบางๆ ให้กับความสำเร็จ “นี่คือเตาผิงคัง มันจะเก็บความร้อนได้นานตลอดทั้งคืน แม้ฟืนจะมอดไปแล้ว แผ่นอิฐเหล่านี้ก็จะยังคงความอบอุ่นไว้ได้”
นางเดินเข้าไปหาเซียวหยวนที่เริ่มลืมตาขึ้นมองนางด้วยความซาบซึ้งและสงสัยในคราเดียวกัน “ท่านอ๋อง เป็นอย่างไรบ้าง? รู้สึกดีขึ้นหรือไม่?”
เซียวหยวนพยายามขยับริมฝีปาก น้ำเสียงของเขายังคงแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความจริงใจ “ซูเหยียน... เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงมีความรู้ที่พิสดารเช่นนี้”
ซูเหยียนมิได้ตอบคำถามนั้น นางเพียงจัดแจงห่มผ้านวมหนาที่ซื้อมาใหม่ให้เขา “เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือท่านต้องรอดชีวิตเพื่อทวงความยุติธรรมของท่านคืนมา”
ความเงียบสงบกลับมาเยือนบ้านพักอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงฟืนที่ปะทุอยู่ในเตาอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทำให้ทั้งสามคนเริ่มผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ซูเหยียนนั่งพิงผนังข้างเตียงคังพลางหลับตาลงเพื่อพักผ่อน ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ระบบเตือนภัยในสมองกลับส่งสัญญาณสีแดงก่ำพร้อมเสียงไซเรนที่ดังระงัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
*‘คำเตือน! ตรวจพบจิตสังหารในระยะสามสิบก้าว! เป้าหมายมีจำนวนหนึ่งราย เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจากทางทิศเหนือ!’*
ซูเหยียนเบิกตาโพล่ง มือขวาเอื้อมไปหยิบหน้าไม้กลที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อทันที ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงกระเบื้องมุงหลังคาด้านบนพลันขยับเขยื้อนเพียงเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน หากมิใช่เพราะระบบตรวจจับ นางคงมิอาจรู้ได้เลยว่าบัดนี้... ความตายได้คืบคลานมาถึงเหนือศีรษะแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผู้ลอบสังหารในเงามืด]**