ตอนที่ 34
***บทที่ 34: ผู้ลอบสังหารในเงามืด***
เสียงฝีเท้าแผ่เบาจนแทบเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมหนาวเหน็บภายนอก ทว่าในโสตประสาทของซูเหยียนที่เชื่อมต่อกับระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ เสียงนั้นกลับดังสนั่นราวกับกลองรบ ร่างบางที่เพิ่งจะเอนกายพิงผนังเตียงคังพลันดีดตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่สวยทอประกายเฉียบคมดุจใบมีดท่ามกลางความมืดมิด
*‘เป้าหมายอยู่บนหลังคา ห่างออกไปเพียงห้าก้าว... สี่ก้าว... สามก้าว...’* เสียงสังเคราะห์ในหัวรายงานพิกัดอย่างแม่นยำ
ซูเหยียนขยับข้อมือขวาเบาๆ หน้าไม้กลขนาดเล็กที่ถูกดัดแปลงด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยจากมิติลับเลื่อนออกมาจากลำแขนเสื้อของนางอย่างคล่องแคล่ว ลูกดอกอาบยาสลบชนิดรุนแรงถูกบรรจุเข้าที่เตรียมพร้อมปลิดชีพผู้บุกรุก นางกลั้นหายใจ สายตาจับจ้องไปยังรอยแตกของฝ้าเพดานที่เริ่มมีฝุ่นผงร่วงหล่นลงมา
ทันใดนั้น! แผ่นกระเบื้องด้านบนถูกงัดออกอย่างเงียบกริบ เงาร่างสายหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำสนิทโรยตัวลงมาจากช่องว่างนั้นราวกับอสรพิษที่จู่โจมเหยื่อในยามวิกาล ในมือของมันคือกระบี่เรียวยาวที่สะท้อนแสงจันทร์เพียงน้อยนิดจนเกิดเป็นประกายเย็นเยียบ เป้าหมายของมันมิใช่ใครอื่น แต่เป็นร่างของเซียวหยวนที่ยังคงบรรทมอยู่บนเตียงคัง
“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
ซูเหยียนมิได้ตะโกนเสียงดัง แต่นางใช้น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจสั่งการ พร้อมกับลั่นไกหน้าไม้ในทันที!
*ฉึก!*
ลูกดอกขนาดเล็กพุ่งผ่านมวลอากาศหนาวเหน็บ ปักเข้าที่ต้นแขนของนักฆ่าอย่างแม่นยำจนมันเสียหลักร่วงลงมากระแทกพื้นห้อง ทว่าคนผู้นี้มิใช่ยอดฝีมือธรรมดา แม้จะถูกลอบโจมตี แต่มันกลับม้วนตัวหลบไปทางมุมมืดและพยายามจะตวัดกระบี่เข้าหาซูเหยียน
แต่ก่อนที่คมกระบี่จะถึงตัวนาง เงาสีดำอีกสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากเงามืดด้านหลังฉากกั้นห้อง!
“บังอาจล่วงเกินนายท่าน!” โม่ไป๋ที่ซ่อนตัวอยู่ตลอดเวลาปรากฏกายขึ้น ดาบยาวในมือของเขาปะทะกับกระบี่ของนักฆ่าจนเกิดประกายไฟวาบขึ้นในความสลัว
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วห้องพักที่เคยเงียบสงบ เซียวหยวนที่เริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นขยับกายอย่างยากลำบาก ดวงตาของเขาหรี่มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเคร่งเครียด แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอแต่กลิ่นอายสังหารรอบกายเขากลับแผ่ซ่านจนทำให้นักฆ่าชะงักไปครู่หนึ่ง
โม่ไป๋อาศัยจังหวะที่นักฆ่าเสียสมาธิ วาดดาบเป็นวงโค้งฟาดเข้าที่ข้อมือของมันจนกระบี่หลุดมือ จากนั้นจึงใช้เท้าถีบเข้าที่ยอดอกจนมันกระเด็นไปติดผนังห้อง โม่ไป๋ไม่รอช้า พุ่งเข้าไปกดไหล่และจับแขนทั้งสองข้างของมันไพร่หลังไว้ด้วยพละกำลังมหาศาล
“บอกมา! ใครส่งเจ้ามาสังหารท่านอ๋อง!” โม่ไป๋คำรามพลางกดคมดาบเข้าที่ลำคอของนักฆ่า
ซูเหยียนรีบก้าวเข้าไปใกล้ แสงจากเทียนไขที่นางจุดขึ้นทำให้เห็นใบหน้าของนักฆ่าที่ถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมสีดำเหลือเพียงดวงตาที่ฉายแววอาฆาตและไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อความตาย นางสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่มุมปากของมัน
“โม่ไป๋ ระวัง! อย่าให้มัน...”
คำเตือนของซูเหยียนช้าไปเพียงก้าวเดียว นักฆ่าผู้นั้นเค้นเสียงหัวเราะในลำคอที่ฟังดูน่าสยดสยอง ก่อนที่ร่างของมันจะสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ของเหลวสีดำคล้ำไหลซึมออกมาจากมุมปาก กลิ่นเหม็นไหม้จางๆ ของยาพิษร้ายแรงโชยออกมาทันที
โม่ไป๋รีบบีบขากรรไกรของมันหวังจะงัดปากออก แต่ดวงตาของนักฆ่ากลับเหลือกขึ้นและแน่นิ่งไปในอ้อมแขนของเขา ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอขาดห้วงไปในชั่วพริบตา
“มันชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน...” โม่ไป๋สบถอย่างหัวเสียพลางปล่อยร่างที่ไร้วิญญาณลงบนพื้น
ซูเหยียนย่อกายลงตรวจดูศพนั้นด้วยแววตาสลดใจ นางเงยหน้าขึ้นมองเซียวหยวนที่พยายามพยุงตัวนั่งโดยมีแผ่นเตียงคังที่นางเพิ่งสร้างเสร็จคอยให้ความอบอุ่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงกว่าเดิม มิใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความจริงที่ว่า... แม้จะถูกเนรเทศมาไกลถึงเป่ยโจว ดินแดนที่ห่างไกลความเจริญและทารุณเพียงนี้ แต่ศัตรูของเขาก็ยังไม่คิดจะปล่อยมือ
“ดูเหมือนว่าชีวิตของข้า... จะยังมีราคาค่างวดสูงเกินไปสำหรับใครบางคนในเมืองหลวง” เซียวหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่น่าเกรงขาม
ซูเหยียนกำหมัดแน่น พลางมองไปยังหน้าต่างที่เปิดอ้าทิ้งไว้ ลมหนาวพัดเอาเกล็ดหิมะบางเบาเข้ามาในห้อง แต่ความเย็นนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความอำมหิตของคนที่ต้องการชีวิตของชายผู้นี้
“พวกมันจะไม่หยุดเพียงเท่านี้” ซูเหยียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางมั่นคงและเด็ดเดี่ยว “แต่ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาพรากชีวิตท่านไปได้ง่ายๆ เช่นกัน”
ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงฟืนปะทุ โม่ไป๋ก้มลงสำรวจตามร่างกายของศพเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม ทันใดนั้นเขาพลันสะดุดตากับบางสิ่งใต้ร่มผ้าบริเวณหลังคอของนักฆ่า เขาจึงดึงคอเสื้อของศพลงเพื่อดูให้ชัดเจนขึ้น
“พระชายา... ท่านอ๋อง... โปรดดูนี่!”
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตรวจสอบศพนักฆ่า]**