ตอนที่ 35
***บทที่ 35: ตรวจสอบศพนักฆ่า***
ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมภายในกระท่อมไม้หลังเล็ก มีเพียงเสียงฟืนที่ปะทุอยู่ในเตาไฟคอยทำลายความสงัดเชียบ ลมหนาวกรีดแทรกเข้ามาตามรอยแตกของบานหน้าต่างที่พังทลาย ส่งผลให้เปลวเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของคนทั้งสามที่ทอดลงบนผนังดูราวกับปีศาจที่กำลังเต้นระบำ โม่ไป๋ใช้มือที่สั่นเทาเล็กน้อยรั้งคอเสื้อของนักฆ่าที่เพิ่งสิ้นใจลงอย่างแรง จนเผยให้เห็นผิวพรรณที่ซีดเผือดบริเวณหลังคอ
ซูเหยียนขยับกายเข้าไปใกล้ นัยน์ตาคมกริบของนางจับจ้องไปยังจุดที่มือองครักษ์หนุ่มชี้ นัยน์ตาคู่นั้นดูสงบนิ่งเยือกเย็นผิดกับสตรีทั่วไปในวัยเดียวกัน นางหลับตาลงกึ่งหนึ่งก่อนจะสั่งการในใจด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
*(ระบบ... เริ่มทำการสแกนศพเบื้องต้น เจาะจงไปที่รอยตำหนิบริเวณหลังคอ)*
เสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่คุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาทของนางเพียงผู้เดียว ภาพจำลองสามมิติเริ่มปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของซูเหยียน แสงเลเซอร์สีฟ้าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากวาดผ่านร่างที่ไร้วิญญาณนั้นอย่างละเอียด ข้อมูลที่ถูกรวบรวมจากโลกอนาคตประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเกินกว่ายุคสมัยจะหยั่งถึง
[ตรวจพบรอยสักชนิดพิเศษ: หมึกที่ใช้มีส่วนผสมของธาตุเหล็กและแร่เงินเข้มข้น ลวดลายถูกสลักลงลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเฉพาะขององค์กรลับระดับสูง]
ซูเหยียนเบิกตากว้างขึ้นเมื่อเห็นภาพขยายจากระบบ AI บนรอยสักนั้นคือรูปอินทรีสยายปีกที่ดูดุดัน ลายเส้นทุกสายสื่อถึงความอำมหิตและการเข่นฆ่าที่ไร้ซึ่งความปราณี นางยื่นมือออกไปสัมผัสรอยสักนั้นเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับเซียวหยวนที่ยังคงประทับอยู่บนแผ่นเตียงคัง
“ท่านอ๋อง... ท่านดูนี่” ซูเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่กังวานในความรู้สึก
เซียวหยวนโน้มกายไปข้างหน้า แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรงและไอเย็นจากพิษสลายกระดูกจะยังคุกคาม แต่เขาก็ฝืนความเจ็บปวดเพื่อทอดพระเนตรสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า ทันทีที่สายตาของเขาปะทะกับรูปลักษณ์ของอินทรีดำบนลำคอของศพ รูม่านตาของเขาพลันหดเกร็ง ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับกลายเป็นเคร่งขรึมและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในขั้วโลกที่ไม่มีวันละลาย
“อินทรีสยายปีก... หน่วยเงาอินทรี!”
น้ำเสียงของเซียวหยวนแหบพร่าทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่รุนแรงจนโม่ไป๋ถึงกับต้องก้มหน้าลงด้วยความขวัญผวา มือที่กำขอบเตียงของอ๋องหนุ่มสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเพลิงแค้นที่สุมอยู่ในทรวงอกจนแทบจะระเบิดออกมา
“หน่วยเงาอินทรี... หน่วยลับที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เซียวเทียนอวี้เพียงผู้เดียว” เซียวหยวนเค้นเสียงผ่านไรฟัน “พี่ชายที่แสนดีของข้า... แม้ข้าจะถูกริบอำนาจ ถูกวางยาพิษจนกลายเป็นคนพิการ และถูกเนรเทศมายังดินแดนทุรกันดารเช่นเป่ยโจวเขาก็ยังไม่คิดจะละเว้นชีวิตข้าเชียวหรือ!”
ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังโดยสายเลือดเดียวกันช่างรุนแรงยิ่งกว่าคมดาบใดๆ ในใต้หล้า เซียวหยวนจำได้ดีถึงรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของพี่ชายในยามที่ยังเยาว์วัย แต่ในวันนี้ รอยยิ้มนั้นกลับซ่อนอยู่เบื้องหลังเงาของเพชฌฆาตที่ส่งมาปลิดชีพเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ความแค้นที่สั่งสมมานานพุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บจนถึงกระดูก กลับมีรอยร้าวแห่งความเกลียดชังที่ปริแตกออกมาอย่างไม่มีวันประสานคืน
ซูเหยียนจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมของชายหนุ่ม นางเข้าใจในทันทีว่ารอยสักนี้มิใช่เพียงสัญลักษณ์ของนักฆ่า แต่มันคือตราประทับแห่งความตายที่ถูกส่งตรงมาจากราชสำนัก ความจริงที่ถูกเปิดเผยตอกย้ำว่าทางข้างหน้าจะไม่มีคำว่าสงบสุขอีกต่อไป
“ในเมื่อเขาไม่ยอมให้ท่านมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องถอยหนีอีกต่อไป” ซูเหยียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเยือกเย็นทว่ามั่นคงราวกับขุนเขา นางลุกขึ้นยืนพลางจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ แววตาที่จ้องมองศพนั้นไร้ซึ่งความปราณี “ในเมื่อเมืองหลวงต้องการชีวิตท่าน เราก็จะสร้างฐานที่มั่นที่นี่... ที่เป่ยโจว ให้กลายเป็นป้อมปราการที่ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามมาได้”
เซียวหยวนเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่อยู่เคียงข้าง แสงเทียนที่สะท้อนในดวงตาของนางดูเหมือนเปลวไฟที่กำลังแผดเผาความมืดมิด เขาเริ่มตระหนักว่าสตรีผู้นี้มิใช่เพียงคู่หมั้นที่ถูกบังคับแต่งงานเพื่อร่วมชะตากรรมเนรเทศ แต่เธอคือพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถฝากชีวิตไว้ได้ในยามมืดมนที่สุด
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ซูเหยียนพลันสังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติที่ติดอยู่กับอาวุธสั้นข้างกายของศพนักฆ่า นางย่อกายลงอีกครั้งและหยิบกริชเล่มนั้นขึ้นมาตรวจสอบด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“โม่ไป๋... ระวังอย่าสัมผัสคมดาบนี้” ซูเหยียนเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะที่ระบบ AI ในหัวของนางเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงวาบพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนที่ทำให้นางต้องนิ่งงันไป
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ยาพิษบนอาวุธ]**