ตอนที่ 37
***บทที่ 37: เบาะแสสำคัญ***
ความมืดมิดภายในห้องพักกลางเมืองเป่ยโจวดูจะข้นคลักยิ่งกว่าคืนใด ลมพายุหิมะด้านนอกหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของภูตผี ซูเหยียนกระชับเข็มในมือแน่น ประสาทสัมผัสทุกส่วนตึงเครียดถึงขีดสุด ขณะที่เซียวหยวนซึ่งนั่งอยู่บนเตียงไม้ผุพังพยายามควบคุมลมหายใจให้เบาบางที่สุด กลิ่นอายสังหารที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องบนหลังคานั้นกดทับบรรยากาศจนอึดอัด
ทว่าเพียงครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าแผ่วเบานั้นกลับค่อยๆ เลือนหายไปในม่านพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ ดูเหมือนว่าความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูกของเป่ยโจวจะทำให้ผู้มาเยือนปริศนาเลือกที่จะถอยทัพไปตั้งหลัก มากกว่าจะฝ่าพายุเข้ามาเสี่ยงในยามนี้
ซูเหยียนยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมครู่ใหญ่ จนกระทั่งแน่ใจว่ารัศมีแห่งการฆ่าฟันจางหายไปจนหมดสิ้น นางจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา มือเรียวบางเอื้อมไปจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก แสงสว่างรำไรสีส้มสลัวขับเน้นให้เห็นใบหน้าที่ยังคงมีความกังวลพาดผ่าน
“พวกมันจากไปแล้ว...” ซูเหยียนกระซิบเสียงแผ่ว นางหันไปสบตาเซียวหยวนที่ดวงตายังคงทอประกายคมปลาบดุจกระบี่ที่พ้นฝัก
“เป่ยโจวมิใช่ที่ปลอดภัยอย่างที่คิด” เซียวหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แต่สิ่งที่เจ้าจะบอกข้าเมื่อครู่... สำคัญยิ่งกว่าพวกที่อยู่บนหลังคานั่นใช่หรือไม่?”
ซูเหยียนพยักหน้าช้าๆ นางขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดข้อมูลที่ระบบปัญญาประดิษฐ์เพิ่งประมวลผลเสร็จสิ้น “ท่านพี่... จากการตรวจสอบด้วย ‘วิชาลับ’ ของข้า พิษที่กัดกินร่างกายท่านมิใช่พิษสามัญทั่วไป แต่มันมีส่วนผสมของสมุนไพรอาถรรพ์ที่สาบสูญไปนานนามว่า **‘หญ้ากลืนวิญญาณ’**”
เมื่อคำว่า ‘หญ้ากลืนวิญญาณ’ หลุดออกจากปากนาง บรรยากาศรอบกายของเซียวหยวนพลันหนาวเยือกยิ่งกว่าเดิม แววตาของเขาสั่นไหวด้วยความตกตะลึงครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่ากลัว
“หญ้ากลืนวิญญาณ...” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย “เจ้านแน่ใจหรือเหยียนเอ๋อร์? พฤกษาชนิดนี้มิได้เติบโตตามป่าเขาหรือหุบเขาทั่วไป แต่มันเป็นสมุนไพรต้องห้ามที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยไอเย็นจาก ‘วังวนโลหิต’ ภายในพระราชวังหลวงของราชวงศ์ต้าฉู่เท่านั้น”
ซูเหยียนพยักหน้ายืนยัน แววตาของนางจริงจัง “ข้าแน่ใจเจ้าค่ะ พิษนี้ถูกปรุงขึ้นอย่างประณีตเพื่อให้มันทำลายเส้นลมปราณและกัดกินวิญญาณของท่านอย่างช้าๆ มิให้ตายในทันที แต่ให้ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นไปตลอดกาล ที่สำคัญ... ผู้ที่จะครอบครองสิ่งนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือคนทั้งแผ่นดินเท่านั้น”
เซียวหยวนหลับตาลงช้าๆ ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มไหลย้อนกลับมาในมโนนึก เขาหวนคิดถึงวันที่เขาเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้น่าเกรงขาม ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับพี่ชายซึ่งยามนี้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร เขาจำได้ถึงจอกเหล้าที่พี่ชายมอบให้เพื่อเป็นรางวัลหลังเสร็จศึกใหญ่ที่ชายแดน... เหล้าจอกนั้นที่มีรสชาติขมปร่าติดปลายลิ้นเพียงนิด ซึ่งในตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นเพียงรสชาติของสมุนไพรบำรุงกำลัง
“ข้าเคยภักดีต่อเขาด้วยชีวิต...” เซียวหยวนเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง “ข้าสู้ศึกเพื่อรากฐานของราชวงศ์ต้าฉู่ ยอมสละแม้กระทั่งความสุขส่วนตนเพื่อปกป้องบัลลังก์ให้เขา แต่ดูเหมือนว่าความดีความชอบของข้าจะเป็นประดุจหนามยอกอกของโอรสสวรรค์”
ซูเหยียนมองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาคู่โตนั้น นางยื่นมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของเขาไว้ “ท่านพี่... มิน่าเล่า เมื่อครั้งที่ท่านล้มป่วย หมอหลวงทุกคนจึงบอกว่าท่านไร้ทางรักษา และพยายามเร่งรัดให้มีการเนรเทศท่านออกมายังเป่ยโจวที่ห่างไกลเช่นนี้ ทั้งหมดคือแผนการที่ถูกวางไว้เพื่อกำจัดท่านให้พ้นหูพ้นตาในที่ที่ไร้ผู้คนจะเหลียวแล”
เซียวหยวนเค่นยิ้มอย่างขมขื่น “ใช่แล้ว... พิษ ‘หญ้ากลืนวิญญาณ’ นี้ไม่มีใครในใต้หล้าที่ควรจะเข้าถึงได้ นอกเสียจากองค์ฮ่องเต้เซียวเทียนอวี้เอง เขามิได้ต้องการให้ข้าตายด้วยคมดาบ เพราะนั่นจะสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าทหารที่ภักดีต่อข้า แต่เขาต้องการให้ข้ากลายเป็นคนพิการที่ไร้ค่า ให้ผู้คนลืมเลือนข้าไปพร้อมกับความทรมานที่ไม่มีวันสิ้นสุด”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมิใช่ความเงียบแห่งความกลัว หากแต่เป็นความเงียบก่อนพายุใหญ่จะบังเกิด ความมั่นใจในตัวผู้บงการชัดแจ้งจนไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมที่ราษฎรแซ่ซ้อง แท้จริงคือทรราชที่วางยาพิษน้องชายแท้ๆ ของตนเอง
ซูเหยียนกำมือเขาแน่นขึ้น แววตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว “ในเมื่อพวกเขากล้าโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เราก็มิต้องมีเยื่อใยต่อราชสำนักอีกต่อไป ข้าจะหาทางถอนพิษหญ้ากลืนวิญญาณนี้ให้ท่านให้ได้ แม้จะต้องพลิกแผ่นดินเป่ยโจว หรือบุกเข้าสู่หุบเขาอู๋หมิงเพื่อหาสมุนไพรแก้พิษ ข้าก็จะทำ!”
เซียวหยวนลืมตาขึ้น แววตาที่เคยหม่นแสงกลับโชติช่วงด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นและความมุ่งมั่น เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น “เหยียนเอ๋อร์... ข้ามิเคยคิดเลยว่าในดินแดนที่หนาวเหน็บที่สุด ข้าจะได้รับความอบอุ่นที่สุดจากเจ้า ในเมื่อเขามิให้ข้ามีชีวิตอย่างสงบ ข้าก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่า พยัคฆ์แม้บาดเจ็บก็ยังคงเป็นพยัคฆ์”
ในขณะนั้นเอง เสียงกระเบื้องบนหลังคาพลันแตกร้าวอีกครั้ง พร้อมกับที่กลิ่นอายสังหารรุนแรงยิ่งกว่าเดิมพุ่งตรงลงมายังจุดที่พวกเขานั่งอยู่!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เป้าหมายใหม่]**