ตอนที่ 42
***บทที่ 42: พ่อค้าหน้าเลือดหวังเถี่ยจู้***
สายลมเหนือกรีดแทรกผ่านอาภรณ์หนาหนักราวกับเข็มน้ำแข็งที่ทิ่มแทงเข้าสู่ผิวหนัง ท้องฟ้าเหนือเมืองเป่ยโจวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นทะมึน สัญญาณเตือนภัยจากระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ดังก้องอยู่ในมโนสำนึกของซูเหยียนว่าพายุหิมะลูกใหญ่จะมาเยือนในอีกไม่กี่ชามยามข้างหน้า ทำให้นางมิอาจรั้งรอช้าได้อีกต่อไป ทว่าเบื้องหน้าของนางและเซียวหยวนในยามนี้ คือปราการด่านแรกที่ยากจะข้ามผ่าน—‘ร้านแลกเปลี่ยนเสบียงตระกูลหวัง’ ที่ดูเหมือนจะเป็นแหล่งรวมความหวังสุดท้ายของชาวเมืองผู้หิวโหย
หวังเถี่ยจู้ ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบอูมมันย่องจนดูคล้ายผลส้มอาบน้ำมัน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักบุด้วยขนจิ้งจอก นัยน์ตาเล็กหยีของเขาฉายแววละโมบโลภมากขณะกวาดมองผู้คนที่นำเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิตมาวางตรงหน้าเพื่อแลกกับเมล็ดข้าวเพียงน้อยนิด
ซูเหยียนข่มความรู้สึกรังเกียจไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย นางก้าวไปข้างหน้าแล้วหยิบปิ่นปักผมหยกขาวเนื้อละเอียดชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ปิ่นชิ้นนี้เป็นหนึ่งในของมีค่าเพียงไม่กี่ชิ้นที่นางเก็บงำไว้ตั้งแต่อยู่ในเมืองหลวง หยกขาวนวลเนียนประดุจไขมันแพะสะท้อนแสงสลัวดูมีค่ามิต้อยต่ำ
"ข้าต้องการแลกปิ่นนี้กับข้าวสารห้ากระสอบ ถ่านหิน และผ้าห่มกันหนาว" น้ำเสียงของซูเหยียนนิ่งสงบ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังต้องชะงัก
หวังเถี่ยจู้ใช้ปลายนิ้วที่หนาเตอะหยิบปิ่นขึ้นมาพิจารณา เขาแค่นหัวเราะในลำคอพลางปัดมันทิ้งลงบนโต๊ะราวกับเป็นเพียงเศษหิน "หยกคุณภาพต่ำเช่นนี้ ในเมืองที่กำลังจะถูกฝังอยู่ใต้กองหิมะ มันจะมีค่าอันใด? ข้าให้เจ้าได้เพียงรำข้าวครึ่งถุงกับถ่านชื้นๆ ไม่กี่ก้อนเท่านั้น"
"เจ้าว่าอย่างไรนะ?" ซูเหยียนหรี่ตาลง ประกายโทสะวูบผ่านนัยน์ตา หยกชิ้นนี้หากอยู่ในจิงเฉิงย่อมมีค่ามิต่ำกว่าร้อยตำลึงทอง แต่ชายผู้นี้กลับกล้ากดราคาจนน่าเกลียด
"นังหนู เจ้าคงเพิ่งมาใหม่กระมัง?" หวังเถี่ยจู้เอนหลังพลางลูบท้องพุงพุ้ยของตน "ที่เป่ยโจวแห่งนี้ ข้าคือผู้กุมลมหายใจของทุกคน หากข้าบอกว่ามันไร้ค่า มันก็คือของไร้ค่า เจ้าจะยอมรับข้อเสนอของข้า หรือจะยอมให้สามีพิการของเจ้าหนาวตายอยู่ข้างถนนนั่นก็สุดแท้แต่เจ้าเถิด"
ในขณะที่ซูเหยียนกำลังจะโต้ตอบ นางกลับรู้สึกถึงแรงบีบเบาๆ ที่ต้นแขน เซียวหยวนซึ่งยืนอยู่ข้างกายกวาดสายตามองไปรอบตลาดด้วยความเย็นเยียบ นัยน์ตาคมกริบของเขาดุจพญาอินทรีที่ลอบสังเกตความเคลื่อนไหวในเงามืด เขาเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่แฝงตัวอยู่ตามหัวมุมถนน ทุกคนล้วนมีสัญลักษณ์รูปหัวใจเหล็กติดอยู่ที่สายคาดเอว—คนของหวังเถี่ยจู้มิได้เพียงทำธุรกิจ แต่พวกมันกำลังสร้างเครือข่ายอิทธิพลมืดครอบงำการค้าและวิถีชีวิตของคนทั้งเมือง
"เหยียนเอ๋อร์ อย่าได้เปลืองวาจากับเขาเลย" เสียงของเซียวหยวนทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง "คนผู้นี้มิได้ต้องการแลกเปลี่ยน แต่เขาต้องการปล้นชิงความหวังของผู้อื่น"
หวังเถี่ยจู้หัวเราะร่าอย่างไม่สะทกสะท้าน "ปล้นชิงหรือ? ข้าคือผู้เมตตาต่างหาก! หากไม่มีข้า พวกเจ้าจะได้เห็นเสบียงสักเม็ดหรือไม่?"
ซูเหยียนมองดูรอยยิ้มอวดดีนั้นด้วยใจที่เย็นเยียบกว่าพายุหิมะที่กำลังมาถึง นางเก็บปิ่นหยกกลับคืนสู่แขนเสื้อทันที "ในเมื่อนายท่านหวังมิเห็นค่าของสิ่งนี้ ข้าก็มิอาจฝืนใจ แต่อย่าลืมว่าพายุหิมะลูกใหญ่กำลังจะมาถึง หากเจ้าคิดจะกักตุนเสบียงเพื่อขูดรีดคนจนถึงที่สุด ระวังเถิดว่าถึงตอนนั้น เงินทองที่เจ้ามีอาจมิอาจซื้อแม้แต่หยดน้ำที่จะประทังชีวิตได้"
"ปากกล้านัก! ทหาร! ไล่พวกมันออกไป!" หวังเถี่ยจู้ตบโต๊ะดังปัง
ซูเหยียนและเซียวหยวนเดินออกมาจากร้านท่ามกลางสายตาเวทนาของชาวบ้านที่ยืนรุมล้อมอยู่รอบข้าง ลมพายุเริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ หิมะเม็ดแรกเริ่มร่วงหล่นจากฟากฟ้า ระบบปัญญาประดิษฐ์ในหัวของนางส่งเสียงเตือนระดับสีแดงฉานทันที
*[คำเตือน: อุณหภูมิกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว พายุหิมะจะเข้าปกคลุมเต็มพื้นที่ในอีก 2 ชั่วโมง]*
"เราจะทำอย่างไรต่อไปดี?" เซียวหยวนเอ่ยถาม พลางมองไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ของหวังเถี่ยจู้ที่เริ่มเดินตามพวกเขามาอย่างห่างๆ "ดูเหมือนว่าพ่อค้าหน้าเลือดคนนั้นจะไม่ยอมปล่อยให้เราเดินจากไปง่ายๆ"
ซูเหยียนยกยิ้มที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแผนการที่สลักสำคัญ "ในเมื่อเขาผูกขาดเสบียงอาหาร ข้าก็จะผูกขาดสิ่งที่สำคัญกว่านั้น... ข้ามีมิติลับและน้ำวิเศษอยู่ในมือ อีกทั้งยังรู้ตำแหน่งของแหล่งน้ำที่คนพวกนั้นมิอาจเข้าถึง หากเราใช้สิ่งที่ข้ามีสร้างผลผลิตขึ้นมาเองในเวลาอันสั้น หวังเถี่ยจู้นั่นแหละที่จะต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอแลกข้าวกับเรา!"
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะก้าวพ้นเขตตลาด เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้นจากทิศทางบ้านพักของพวกเขา พร้อมกับควันไฟที่เริ่มโพยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมล็ดพันธุ์ในมิติลับ]**