ตอนที่ 12
***บทที่ 12: กระต่ายหิมะอวบอ้วน***
ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขาจิ่นซิ่วที่ถูกปกคลุมด้วยไอหนาว นัยน์ตาสีเหลืองอำพันคู่นั้นยังคงจับจ้องมาจากเงามืดหลังพุ่มไม้หนา เสิ่นลู่กระชับมีดสั้นในมือแน่น จิตวิญญาณของพยาบาลสนามผู้ผ่านความเป็นความตายในสนามรบทำให้ทางสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่เยือกแข็ง นางหาได้ตื่นตระหนกไม่ แต่กลับแผ่ซ่านพลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ออกไปอย่างช้าๆ เพื่อหยั่งเชิงผู้มาเยือน
เสียงคำรามต่ำในลำคอของสัตว์ร้ายค่อยๆ เงียบลง เมื่อมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยชีวิตที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาวเบื้องหน้า ราวกับว่านางคือส่วนหนึ่งของขุนเขาและพฤกษา มิใช่ศัตรูที่ควรเข้าจู่โจม ในที่สุด เงาร่างสีเทาขะมุกขะมอมของแมวป่าภูเขาขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ ถอยร่นกลับเข้าสู่ความมืดมิดของป่าลึก มันตัดสินใจละทิ้งเหยื่อตรงหน้าไปเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมนุษย์ที่มีกลิ่นอายประหลาดผู้นี้
เสิ่นลู่ลอบระบายลมหายใจออกมาเบาๆ จนกลายเป็นไอสีขาว "เกือบไปแล้ว..." นางพึมพำ ก่อนจะหันมาสนใจ 'รางวัล' ชิ้นแรกของนาง
ร่างสีขาวโพลนที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในกับดักเถาวัลย์คือกระต่ายหิมะป่าตัวมหึมา มันมีขนาดใหญ่กว่ากระต่ายทั่วไปเกือบสองเท่า ลำตัวอวบอ้วนหนาแน่นไปด้วยชั้นไขมันและขนสีขาวบริสุทธิ์ราวกับปุยเมฆที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ เสิ่นลู่ก้มลงจัดการปลิดชีพมันอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลที่สุดเพื่อไม่ให้สัตว์น้อยต้องทรมาน
"ท่านแม่! มันตัวใหญ่มากเลยขอรับ!" เสียงใสๆ ของหลี่เสี่ยวเป่าดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาหา ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ มือเล็กๆ ยื่นมาลูบขนหนานุ่มของกระต่ายอย่างเบามือ
"ใช่แล้วเสี่ยวเป่า คืนนี้เราจะมีเนื้อกินกัน นี่คือของขวัญจากขุนเขา" เสิ่นลู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางลูบศีรษะลูกชาย นางแบกกระต่ายตัวเขื่องกลับเข้าสู่ถ้ำหินที่พำนัก โดยมีเสี่ยวเป่าคอยกะโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆ ราวกับลูกนกตัวน้อยที่เริงร่า
เมื่อกลับถึงถ้ำ เสิ่นลู่ไม่รอช้า นางเตรียมพื้นที่สำหรับจัดการกับเหยื่อทันที แสงไฟจากกองฟืนส่องกระทบใบมีดสั้นจนเกิดประกายวาวโรจน์ เสิ่นลู่จัดท่าทางของกระต่ายอย่างเชี่ยวชาญ นิ้วมือของนางคลำหาจุดข้อต่อและแนวเส้นใยกล้ามเนื้อด้วยสัญชาตญาณของพยาบาลที่คุ้นเคยกับการผ่าตัดมานับครั้งไม่ถ้วน
'ฉึก...'
คมมีดกรีดลงบนผิวหนังอย่างแม่นยำ เสิ่นลู่ใช้เทคนิคการลอกหนังที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด นางแยกหนังกระต่ายสีขาวบริสุทธิ์ออกมาได้ทั้งผืนโดยไม่มีรอยฉีกขาดแม้แต่น้อย "ขนและหนังพวกนี้ หากนำไปตากแห้งแล้วเย็บรวมกัน จะได้แผ่นรองนอนที่อบอุ่นหรือเสื้อกันหนาวชั้นดีให้เสี่ยวเป่าได้" นางคิดในใจพลางวางผืนหนังไว้ด้านข้างเพื่อรอการประมวลผลในขั้นตอนต่อไป
จากนั้น นางเริ่มชำแหละเนื้อกระต่ายส่วนที่อวบอิ่มที่สุดออกมา กล้ามเนื้อส่วนขาหลังที่แน่นตึงและส่วนอกที่ขาวนวลถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ อย่างเป็นระเบียบ เสิ่นลู่เลือกส่วนที่ดีที่สุดมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ก่อนจะตั้งหม้อดินเผาที่แอบนำออกมาจากมิติไป๋อวี่
"เสี่ยวไป๋ ช่วยตรวจสอบสารอาหารในเนื้อกระต่ายตัวนี้ที" เสิ่นลู่สั่งการผ่านกระแสจิต
[รับทราบเจ้าค่ะนายหญิง! กระต่ายหิมะตัวนี้ได้รับพลังปราณจางๆ จากหุบเขาจิ่นซิ่ว เนื้อของมันมีความหนาแน่นของโปรตีนสูงกว่าสัตว์ทั่วไปถึงสามเท่า และยังมีธาตุหยางที่ช่วยปรับสมดุลความเย็นในร่างกาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนายน้อยที่เพิ่งฟื้นไข้เจ้าค่ะ] เสียงใสของ AI ผู้ช่วยดังขึ้นในหัว
เสิ่นลู่พยักหน้าด้วยความพอใจ นางหย่อนชิ้นเนื้อลงในน้ำเดือดที่ปรุงรสด้วยเกลือและสมุนไพรป่าแห้งที่นางเก็บสะสมไว้ กลิ่นหอมหวนของน้ำแกงกระต่ายเริ่มขจรขจายไปทั่วถ้ำ กลิ่นคาวเลือดถูกกลบด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อสัตว์ที่สุกกำลังดี ผสมผสานกับความหวานละมุนที่โชยออกมาจากหม้อดิน
หลี่เสี่ยวเป่านั่งเฝ้าอยู่ข้างกองไฟ นัยน์ตาของเขามองตามควันกรุ่นพลาพาลูกกระเดือกขึ้นลงด้วยความหิวโหย เด็กน้อยไม่ได้สัมผัสกับรสชาติของเนื้อสัตว์มานานหลายเดือน นับตั้งแต่ที่ท่านพ่อของเขาจากไปและครอบครัวถูกขับไล่ ร่างกายที่เคยผอมแห้งจนเห็นซี่โครง บัดนี้เริ่มมีสีเลือดฝาดปรากฏบนแก้มยุ้ยๆ
"สุกแล้วเสี่ยวเป่า มาสิลูก" เสิ่นลู่ตักน้ำแกงสีนวลพร้อมเนื้อชิ้นโตใส่ชามไม้ ส่งให้ลูกชายอย่างเบามือ
เสี่ยวเป่ารับชามไปอย่างกระตือรือร้น เขาค่อยๆ เป่าน้ำแกงที่ร้อนจัดก่อนจะซดเข้าไปอึกใหญ่ รสชาติหวานล้ำของเนื้อกระต่ายที่ผ่านการเคี่ยวจนนุ่มแทบละลายในปากแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น เด็กน้อยเคี้ยวเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย ความอบอุ่นจากอาหารไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ส่งผลให้ร่างกายที่เคยสั่นเทาจากความหนาวเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
"อร่อยที่สุดเลยขอรับท่านแม่! ข้าไม่เคยได้กินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย!" เสี่ยวเป่ากล่าวพลางส่งยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด
เสิ่นลู่มองภาพนั้นด้วยความตื้นตันใจ นางคอยคีบเนื้อให้ลูกชายอยู่ไม่ขาด ทว่าในขณะที่สองแม่ลูกกำลังดื่มด่ำกับมื้ออาหารอันล้ำค่า เสิ่นลู่กลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ก้นชามของนาง... มันคือตะกอนสีทองจางๆ ที่หลงเหลือจากน้ำแกงที่ปรุงด้วยน้ำจากมิติไป๋อวี่
นางหยิบช้อนขึ้นมาเขี่ยตะกอนนั้นดู ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่รุนแรงกว่าปกติ ทันใดนั้นเอง พื้นถ้ำใต้ฝ่าเท้าของนางก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ พร้อมกับเสียงแตกเลื่อนของแผ่นหินที่ทิศทางด้านหลังของมิติไป๋อวี่ที่นางจำลองไว้ในจิต!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขยายแปลงผักและสมุนไพร]**