ตอนที่ 14
***บทที่ 14: ภัยเงียบจากหลังคาถ้ำ***
กระแสลมหนาวที่กรีดร้องแว่วมาจากภายนอกมิติ ปลุกสติของเสิ่นลู่ให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความยินดี นางรีบเก็บตะกอนสีทองล้ำค่าลงในหีบไม้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะกำหนดจิตวูบเดียว ร่างบางก็กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงภายในถ้ำหินอันหนาวเหน็บ
ทันทีที่ลืมตาขึ้น สัมผัสแห่งธรรมชาติที่นางเพิ่งทะลวงผ่านขั้นสูงสุดก็ร้องเตือนอย่างรุนแรง ขนอ่อนบริเวณหลังคอตั้งชัน ความรู้สึกถึงภัยคุกคามและแรงกดดันมหาศาลไม่ได้มาจากผืนดิน ทว่าดิ่งตรงลงมาจากเบื้องบน! เสิ่นลู่เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ แสงสลัวจากกองไฟที่ใกล้จะมอดดับ สาดส่องให้เห็นเงาทะมึนบนเพดานถ้ำส่วนที่ยื่นออกไปทางปากถ้ำ
หิมะตกหนักที่สะสมบนหน้าผาเหนือถ้ำมาหลายวัน เมื่อกระทบกับไออุ่นจากกองไฟที่ลอยสูงขึ้นไปเบื้องบน จึงเกิดการละลายอย่างช้าๆ และด้วยอุณหภูมิที่ลดฮวบลงอย่างฉับพลันในยามค่ำคืน หยดน้ำเหล่านั้นจึงจับตัวแข็งขึ้นใหม่ กลายเป็นแท่งน้ำแข็งย้อยขนาดมหึมา ปลายของมันแหลมคมกริบราวกับหอกน้ำแข็งของเทพปีศาจที่พร้อมจะทะลวงทุกสิ่งให้ทะลุ และตำแหน่งที่มันแขวนตัวอยู่อย่างหมิ่นเหม่นั้น... ตรงกับจุดที่หลี่เสี่ยวเป่านอนหลับใหลอยู่บนฟูกหญ้าแห้งพอดิบพอดี!
*เปรี๊ยะ...*
เสียงลั่นเบาๆ ของเกล็ดน้ำแข็งที่ปริแตกทำเอาหัวใจของคนเป็นแม่หล่นวูบ แท่งน้ำแข็งยักษ์นั้นเริ่มรับน้ำหนักของตัวเองไม่ไหว รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ฐานของมัน เสิ่นลู่ไม่รอช้า นางพุ่งตัวตวัดเท้าไปคว้าท่อนไม้ยาวที่เตรียมไว้สำหรับทำฟืนขึ้นมาไว้ในมือ สองเท้าเหยียบย่างด้วยความมั่นคงดั่งขุนเขา สายตาจ้องเขม็งไปยังหอกน้ำแข็งมฤตยูเบื้องบน
นางใช้สัมผัสแห่งธรรมชาติคำนวณทิศทางลม องศาการเอียง และจุดตกกระทบในชั่วพริบตา หากปล่อยให้มันร่วงหล่นลงมาตามยถากรรม สะเก็ดน้ำแข็งที่แตกกระจายอาจกระเด็นบาดผิวเนื้ออ่อนบางของบุตรชายได้ นางต้องเป็นผู้ชิงลงมือก่อน!
"ฮึบ!"
เสิ่นลู่เกร็งกำลังแขน ผสานกับพละกำลังที่ได้รับการฟื้นฟูจากมิติวิเศษ ตวัดปลายไม้ยาวในมือขึ้นสอยและกะเทาะเข้าที่โคนของแท่งน้ำแข็งอย่างแม่นยำและหนักหน่วง
*เพล้ง! โครม!*
ก้อนน้ำแข็งยักษ์ถูกกระแทกจนหลุดออกจากเพดานถ้ำ มันร่วงหล่นกระแทกพื้นหินห่างจากฟูกนอนของหลี่เสี่ยวเป่าไปเพียงสามก้าว แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยดั่งผลึกแก้วที่ถูกค้อนเหล็กทุบทำลาย เสียงกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณปากถ้ำ
เสียงกัมปนาทนั้นทำเอาหลี่เสี่ยวเป่าสะดุ้งตื่นสุดตัว ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองเศษน้ำแข็งแหลมคมที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ก่อนจะเงยหน้ามองมารดาที่ยืนถือไม้ยาวหอบหายใจอยู่ข้างๆ
"ท่านแม่... ทะ... เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?" เสียงเล็กๆ เอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก
เสิ่นลู่ทิ้งท่อนไม้ในมือลง แล้วรีบถลาเข้าไปตระกองกอดบุตรชายไว้ในอ้อมอก ลูบแผ่นหลังเล็กอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลม "ไม่มีอะไรลูกแม่ แค่น้ำแข็งย้อยบนหลังคาถ้ำตกลงมาเท่านั้น แม่จัดการปัดกวาดให้พ้นทางแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้ว นอนพักเถิดนะคนดี พรุ่งนี้เรายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก"
เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นหอมสะอาดจากกายมารดา หลี่เสี่ยวเป่าก็ค่อยๆ คลายความหวาดกลัวลงและหลับสนิทไปอีกครั้ง ทว่าเสิ่นลู่กลับไม่อาจข่มตาหลับลงได้อีกต่อไป เหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่เป็นเสมือนระฆังเตือนภัยชั้นดี ถ้ำหินแห่งนี้แม้จะดูเป็นกำบังที่แข็งแกร่ง แต่อย่างไรเสียมันก็ยังเป็นเพียงโพรงหินตามธรรมชาติ ตราบใดที่ปากถ้ำยังเปิดกว้างรับลมและหิมะอย่างเสรี มันก็ยังไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
นางจะปล่อยให้ชีวิตของตนและลูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้ไม่ได้อีกต่อไป แนวคิดเรื่องการเอาชีวิตรอดแบบพึ่งพาโชคชะตาถูกลบทิ้งไปจากห้วงความคิดโดยสิ้นเชิง บัดนี้สิ่งที่นางต้องทำไม่ใช่เพียงการหาที่ซุกหัวนอน แต่คือการสร้าง 'ป้อมปราการ' ที่แท้จริง!
รุ่งสางของวันใหม่ ทันทีที่แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า เสิ่นลู่ก็เริ่มลงมือทำงานอย่างแข็งขัน นางเดินสำรวจรอบบริเวณปากถ้ำและใช้ความสามารถทางกายภาพที่เหนือกว่าสตรีทั่วไป ทยอยกลิ้งและยกก้อนหินขนาดใหญ่จากบริเวณใกล้เคียงมาตั้งเรียงซ้อนกันทีละก้อนๆ เพื่อสร้างเป็นกำแพงกันลมที่บริเวณหน้าถ้ำ
แต่เพียงแค่ก้อนหินวางซ้อนกันย่อมไม่สามารถกันลมหนาวที่แทรกซึมตามรอยต่อได้ เสิ่นลู่จึงใช้ไหวพริบ ขุดเอาดินโคลนที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหิมะลึก นำมาผสมเข้ากับน้ำทิพย์ที่เจือจางจากมิติไป๋อวี่ นางใช้สองมือนวดดินโคลนเหล่านั้นจนเหนียวหนึบเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาอุดรอยต่อระหว่างก้อนหินทุกซอกทุกมุมแทนปูนซีเมนต์ชั้นเลิศ
การใช้น้ำทิพย์ผสมดินโคลนไม่เพียงแต่ทำให้โคลนจับตัวกันแน่นหนาจนทนทานต่อแรงลมกรรโชกได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่โคลนเหล่านั้นยังแผ่กลิ่นอายความอบอุ่นจางๆ ออกมา ช่วยสกัดกั้นไอเย็นยะเยือกจากภายนอกไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาภายในถ้ำได้อีกด้วย
ผ่านไปค่อนวัน กำแพงหินกันลมลักษณะครึ่งวงกลมก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น บดบังช่องโหว่และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ที่พักอาศัย เสิ่นลู่ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม มองดูผลงานของตนด้วยความพึงพอใจ กำแพงสูงระดับอกนี้จะช่วยเบี่ยงทิศทางลมหนาว ป้องกันหิมะสาดกระเด็นเข้ามาถึงที่นอน และยังลดโอกาสที่สัตว์ป่าจะลอบเข้ามาในยามวิกาล ถ้ำแห่งนี้เริ่มมีเค้าโครงของบ้านที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ทว่าในขณะที่เสิ่นลู่กำลังเดินออกไปทางชายป่าของหุบเขาจิ่นซิ่ว เพื่อเก็บเศษฟืนและก้อนหินเพิ่มเติม สายลมเหนือที่เคยพัดเอื่อยๆ กลับเริ่มส่งเสียงหวีดหวิวและเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน มันพัดกรรโชกแรงขึ้น หอบเอาความหนาวเย็นยะเยือกที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกมาปะทะใบหน้า สัมผัสแห่งธรรมชาติของนางสั่นสะท้าน เป็นสัญญาณเตือนว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายกว่าเดิมกำลังจะมาเยือน
เสิ่นลู่ตระหนักดีว่า แม้ในมิติวิเศษจะมีผักปราณที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทว่าการเผชิญหน้ากับความหนาวเย็นที่แท้จริง ร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องได้รับเสบียงอาหารจำพวกแป้งที่ให้พลังงานสูงและหนักท้อง เพื่อสร้างความอบอุ่นจากภายใน พวกนางสองแม่ลูกยังขาดแคลนเสบียงในส่วนนี้อย่างหนัก
นางเร่งฝีเท้าก้าวเดินฝ่าหิมะลึกเข้าไปในดงไม้ด้วยความร้อนใจ ทว่าจู่ๆ ปลายเท้าของนางก็สะดุดเข้ากับก้อนวัตถุบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นหิมะและกองใบไม้แห้ง จนร่างบางเสียหลักถลาล้มลงไปกองกับพื้นหิมะ
เสิ่นลู่ยันตัวลุกขึ้น พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางใช้มือสองข้างค่อยๆ ปัดและแหวกชั้นหิมะหนาเตอะนั้นออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเครือเถาประหลาดสีน้ำตาลอมเทาขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน ที่หยั่งรากชอนไชลึกลงไปในผืนดินที่แข็งกระด้าง เครือเถานี้มีลักษณะผิวขรุขระ ซ้ำยังแผ่กลิ่นอายของความอุดมสมบูรณ์และพลังชีวิตเข้มข้นบางอย่างออกมาจางๆ รูปร่างของมันดูคุ้นตา ราวกับพืชพรรณบางชนิดที่ให้ผลผลิตอยู่ใต้ดินลึก...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การค้นพบหัวมันป่าก้อนยักษ์]**