ตอนที่ 15

***บทที่ 15: การค้นพบหัวมันป่าก้อนยักษ์***

เสิ่นลู่ยันตัวลุกขึ้น พลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางใช้มือสองข้างค่อยๆ ปัดและแหวกชั้นหิมะหนาเตอะนั้นออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเครือเถาประหลาดสีน้ำตาลอมเทาขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน ที่หยั่งรากชอนไชลึกลงไปในผืนดินที่แข็งกระด้าง เครือเถานี้มีลักษณะผิวขรุขระ ซ้ำยังแผ่กลิ่นอายของความอุดมสมบูรณ์และพลังชีวิตเข้มข้นบางอย่างออกมาจางๆ รูปร่างของมันดูคุ้นตา ราวกับพืชพรรณบางชนิดที่ให้ผลผลิตอยู่ใต้ดินลึก...

ด้วย ‘สัมผัสแห่งธรรมชาติ’ ขั้นสูงสุดที่นางเพิ่งทะลวงผ่านมาได้ไม่นาน ฝ่ามือเรียวบางที่ทาบทับลงบนเครือเถาแห้งกร้านนั้นสามารถรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของชีพจรแห่งพฤกษาที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง มันทรงพลังและอัดแน่นไปด้วยธาตุอาหารมหาศาล

"เสี่ยวไป๋ ตรวจสอบสิ่งนี้ให้ข้าที" เสิ่นลู่ส่งกระแสจิตเรียกหาภูติน้อยผู้ดูแลมิติวิเศษไป๋อวี่ในห้วงคำนึง

เพียงชั่วอึดใจ แสงสีเขียวอ่อนที่คนภายนอกไม่อาจมองเห็นก็กวาดผ่านเครือเถานั้น น้ำเสียงใสกระจ่างของเสี่ยวไป๋ก็ดังขึ้นในหัวของนางอย่างตื่นเต้น *"นายหญิง! ยอดเยี่ยมไปเลยขอรับ สิ่งที่ท่านสะดุดคือพืชท้องถิ่นหายากที่มีชื่อว่า 'มันป่าเกล็ดหิมะ' มันคือพืชวิเศษสายพันธุ์หนึ่งที่มักจะซ่อนตัวอยู่ลึกใต้ดินในแคว้นเป่ยเหยียนเพื่อกักเก็บพลังงานหล่อเลี้ยงต้นในฤดูหนาวอันโหดร้าย หัวของมันมีขนาดใหญ่ยักษ์และที่สำคัญที่สุด... มันอุดมไปด้วยแป้งและคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่สูงมาก เป็นเสบียงชั้นเลิศที่เก็บไว้กินได้ยาวนานข้ามปีเลยขอรับ!"*

ดวงตาของเสิ่นลู่เบิกกว้างขึ้นด้วยความยินดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แป้ง! คาร์โบไฮเดรต! นี่คือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์โหยหาที่สุดในการสร้างความอบอุ่นเพื่อต่อกรกับความหนาวเหน็บเสียดกระดูก ท่ามกลางหุบเขาจิ่นซิ่วที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การค้นพบแหล่งพลังงานชั้นดีเช่นนี้ย่อมไม่ต่างอะไรกับการพบเจอขุมทอง

ไม่รอช้า เสิ่นลู่รีบดึงจอบเหล็กที่เคยนำออกมาจากมิติวิเศษลงมือขุดดินทันที ทว่าชั้นดินที่ถูกความหนาวเย็นแช่แข็งจนแข็งแกร่งราวกับแผ่นศิลานั้นไม่ง่ายเลยที่จะทลายลง นางต้องอาศัยพลังจากสัมผัสแห่งธรรมชาติถ่ายทอดลงสู่หน้าดินเพื่อคลายความแข็งกระด้าง ผนวกกับการนำน้ำทิพย์จากมิติออกมาพรมลงบนผืนดินเล็กน้อยเพื่อให้ดินอ่อนตัวลง

เวลาล่วงเลยผ่านไปค่อนวัน เหงื่อเม็ดโตผุดซึมเต็มหน้าผากของหญิงสาว เสื้อผ้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนและหิมะ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งเบ่งบาน เมื่อจอบสุดท้ายงัดเอาสิ่งล้ำค่าขึ้นมาจากหลุมลึก

"สวรรค์... นี่มันใหญ่กว่าที่คิดไว้เสียอีก" เสิ่นลู่อุทานเบาๆ

เบื้องหน้าของนางคือหัวมันป่าเกล็ดหิมะก้อนยักษ์ขนาดเท่ากับแตงโมผลโต ผิวของมันหยาบกร้านมีเกล็ดสีขาวขุ่นเกาะอยู่ประปรายคล้ายเกล็ดหิมะสมชื่อ เมื่อลองขูดเปลือกออกเล็กน้อยก็เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลเนียนละเอียด นางออกแรงขุดต่อไปตามแนวรากที่สัมผัสแห่งธรรมชาตินำทาง จนกระทั่งสามารถรวบรวมหัวมันป่าก้อนยักษ์ขึ้นมาได้ถึงหลายสิบหัว กองรวมกันเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ เสิ่นลู่รีบสั่งการให้ระบบเก็บพวกมันทั้งหมดเข้าไปไว้ในห้องเก็บของคงสภาพภายในมิติวิเศษไป๋อวี่ เพื่อรักษาสภาพความสดใหม่และป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าตามกลิ่นมาพบ

เมื่อจัดการเสบียงล้ำค่าเสร็จสิ้น เสิ่นลู่หอบเอาหัวมันป่าเกล็ดหิมะขนาดกลางหนึ่งหัวกลับมายังบริเวณหลังกำแพงหน้าถ้ำที่พัก กองไฟที่ก่อไว้ยังคงลุกโชนให้ความอบอุ่น หลี่เสี่ยวเป่าที่เพิ่งตื่นจากการนอนหลับพักผ่อนนั่งขยี้ตาอยู่บนกองฟางหนานุ่ม ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยซูบซีดบัดนี้เริ่มมีเลือดฝาดและดูมีน้ำมีนวลขึ้นมากจากผลของอาหารวิเศษและน้ำทิพย์ที่มารดาป้อนให้

"ท่านแม่ กลับมาแล้วหรือขอรับ" เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้

"แม่กลับมาแล้วเป่าเอ๋อร์ วันนี้แม่มีของอร่อยมาให้เจ้าชิมด้วยนะ" เสิ่นลู่ส่งยิ้มอ่อนโยน นางนำมันป่าเกล็ดหิมะไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำทิพย์บริสุทธิ์ จากนั้นใช้มีดสั้นปอกเปลือกออกจนหมดจด เผยให้เห็นเนื้อสีขาวอวบอิ่ม นางใช้หินผิวหยาบที่ล้างสะอาดแล้วมาดัดแปลงเป็นที่ขูดฝน ค่อยๆ ฝนเนื้อมันป่าจนกลายเป็นแป้งเปียกเนื้อเนียนละเอียด

ความพิเศษของมันป่าเกล็ดหิมะคือเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มและมีความหวานตามธรรมชาติ เสิ่นลู่ตบแป้งมันป่าที่ฝนได้ให้เป็นแผ่นกลมแบนขนาดพอดีคำ นำไปย่างลงบนแผ่นหินเรียบที่รนไฟจนร้อนจัด เสียงดัง 'ฉ่า' ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวบางๆ ที่ลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศ

กลิ่นหอมหวานของแป้งที่ถูกความร้อนอบอวลไปทั่วบริเวณถ้ำ มันเป็นกลิ่นหอมที่กระตุ้นความอยากอาหารได้อย่างรุนแรง แป้งมันป่าแผ่นย่างไฟค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวนวลเป็นสีเหลืองทองอร่าม กรอบเกรียมที่ผิวด้านนอก แต่ยังคงความนุ่มหนึบอยู่ภายใน เสิ่นลู่พลิกแผ่นแป้งไปมาอย่างชำนาญ ก่อนจะคีบมันขึ้นมาพักไว้บนใบไม้สะอาดรอให้คลายความร้อนลงเล็กน้อย

"ลองชิมดูสิลูก" เสิ่นลู่ยื่นขนมขบเคี้ยวชิ้นแรกให้บุตรชาย

หลี่เสี่ยวเป่ารับแผ่นแป้งย่างไฟมาด้วยดวงตาเป็นประกาย เด็กน้อยเป่าลมเบาๆ ไล่ความร้อน ก่อนจะกัดลงไปคำโต เสียงความกรอบของผิวด้านนอกดังกร้วม ตามมาด้วยความหนึบหนับและรสหวานละมุนที่แทรกซึมไปทั่วทั้งโพรงปาก ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น

"อร่อย! อร่อยที่สุดเลยขอรับท่านแม่! ขนมสิ่งนี้เรียกว่าอันใดหรือขอรับ มันทั้งหอม ทั้งหวาน แล้วก็กรุบกรอบมากเลย!" หลี่เสี่ยวเป่าเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข สองแก้มพองออกราวกับกระรอกน้อยตุนอาหาร

"นี่คือแป้งมันป่าแผ่นย่างไฟจ้ะ แม่เพิ่งขุดพบมันป่าพวกนี้ในป่า มีอีกเยอะแยะเลยนะ ต่อจากนี้ไปพวกเราจะมีของอร่อยให้กินจนอิ่มท้องทุกวัน ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวโหยอีกแล้ว" เสิ่นลู่ลูบศีรษะบุตรชายด้วยความรักใคร่ การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กคนนี้คือรางวัลที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับความเหนื่อยยากตลอดค่อนวันของนาง

สองแม่ลูกนั่งผิงไฟและแบ่งปันแป้งมันป่าแผ่นย่างไฟกันอย่างอบอุ่น บรรยากาศภายในถ้ำเต็มไปด้วยความสงบสุขและอิ่มเอมใจ เสิ่นลู่รู้สึกว่าการตัดสินใจแยกตัวออกมาจากตระกูลหลี่และสร้างป้อมปราการของตนเองที่นี่ คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

ทว่า ในขณะที่รอยยิ้มกำลังประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสอง จู่ๆ เปลวไฟในกองฟืนก็สั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบจะดับวูบลง

"ฟิ้ววว! วูบบบ!"

เสียงหวีดหวิวของสายลมจากภายนอกหุบเขาจิ่นซิ่วดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่เสียงของลมหนาวธรรมดา แต่เป็นเสียงคำรามที่ฟาดฟันทะลุผ่านความเงียบงันของผืนป่า ทิศทางของลมเหนือที่เคยพัดผ่านแนวกำแพงหินเกิดการแปรปรวนอย่างหนัก มวลอากาศเย็นยะเยือกที่แฝงไปด้วยไอสังหารของธรรมชาติทะลักทะลวงผ่านช่องว่างของอากาศเข้ามาปะทะร่างของเสิ่นลู่จนนางต้องสะท้านเยือกไปทั้งตัว

ท้องฟ้าที่เคยมีแสงรำไรพลันมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็วราวกับมีม่านสีดำผืนใหญ่มาบดบัง เมฆทะมึนก่อตัวหนาแน่นจนน่าบีบคั้นหัวใจ สัมผัสแห่งธรรมชาติในร่างของเสิ่นลู่กรีดร้องเตือนถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่ไม่อาจตั้งตัวได้ทัน

ทันใดนั้น น้ำเสียงของเสี่ยวไป๋ที่เคยร่าเริงก็ดังสะท้อนขึ้นในห้วงจิตของเสิ่นลู่ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

*"เตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุด! นายหญิง! ลมเหนือเปลี่ยนทิศทางแล้ว มวลอากาศเย็นจัดจากตอนเหนือสุดของแคว้นเป่ยเหยียนกำลังพัดกระหน่ำลงมา คลื่นพายุหิมะลูกที่สองซึ่งรุนแรงและโหดร้ายที่สุดในรอบปี กำลังก่อตัวและพุ่งเป้ามาทางหุบเขาจิ่นซิ่ว ภายในไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า อุณหภูมิจะลดต่ำลงอย่างฉับพลันจนสามารถแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นน้ำแข็งได้ในพริบตา!"*

เสิ่นลู่ผุดลุกขึ้นยืนในทันที ดวงตาของนางจ้องมองออกไปนอกกำแพงหินที่นางเพิ่งสร้างเสร็จด้วยความตื่นตะลึง แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าฤดูหนาวของดินแดนนี้โหดร้าย แต่ความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติที่กำลังจะมาถึงนี้ ดูเหมือนจะเกินกว่าที่กำแพงหินธรรมดาและกองไฟเล็กๆ จะต้านทานไหว หากนางไม่เร่งหาทางรับมือ ทุกสิ่งที่นางสร้างมา รวมถึงชีวิตของนางและลูก อาจต้องถูกฝังกลบอยู่ใต้พายุหิมะมรณะระลอกนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พายุลูกใหญ่กำลังมา]**