ตอนที่ 17

***บทที่ 17: ปิดตายหน้าถ้ำ***

"ครืนนน! ฟิ้ววว!"

เสียงสายลมมรณะกรีดร้องโหยหวนประดุจวิญญาณร้ายนับหมื่นดวงกำลังร่ำไห้ พายุหิมะระลอกใหม่โถมกระหน่ำเข้าใส่หน้าผาหินอย่างเกรี้ยวกราด เสิ่นลู่ไม่รอช้า นางพุ่งทะยานร่างฝ่าไอเย็นยะเยือกไปยังบริเวณปากถ้ำที่ยังเปิดอ้า สองมือเรียวบางที่บัดนี้เต็มไปด้วยเรี่ยวแรงจากการฟื้นฟู หยิบก้อนหินขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ขึ้นมาจัดเรียงซ้อนกันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ทว่าเพียงแค่ก้อนหินไม่อาจสกัดกั้นลมหนาวที่แทรกซึมตามรอยแยกได้ เสิ่นลู่จึงกอบกำดินโคลนที่นางตระเตรียมไว้ขึ้นมา โคลนเหล่านี้หาใช่ดินธรรมดา แต่นางได้แอบลอบใช้น้ำทิพย์จากมิติวิเศษไป๋อวี่ผสมผสานลงไปจนเนื้อดินมีความเหนียวหนึบประดุจกาวชั้นยอด ซ้ำยังแฝงไอพลังปราณบริสุทธิ์ที่ช่วยต้านทานความเย็นจัดไม่ให้ดินแข็งตัวจนปริแตก

หญิงสาวละเลงดินโคลนอุดรอยรั่วทุกซอกทุกมุมอย่างระแวดระวัง การเคลื่อนไหวของนางดุดันและเด็ดขาด แข่งขันกับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกขณะ พายุภายนอกทวีความรุนแรงขึ้นจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีขาวโพลนราวกับโลกทั้งใบถูกฝังกลบ หิมะเกล็ดใหญ่สาดกระเซ็นปะทะใบหน้าของนางจนชาหนึบ แต่นางกลับกัดฟันสู้ ไม่ยอมถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว

ก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าถูกวางซ้อนทับ โคลนกำแล้วกำเล่าถูกอุดทาจนแน่นหนา ในที่สุด ช่องโหว่ขนาดใหญ่ก็ถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์ เสิ่นลู่จงใจเหลือเพียงช่องว่างขนาดเท่ากำปั้นเด็กซ่อนไว้ในมุมอับหลังโขดหิน เพื่อใช้เป็นช่องระบายอากาศและให้ควันไฟจากกองฟืนสามารถลอยออกไปได้โดยที่ลมหนาวไม่อาจย้อนกลับเข้ามา

เมื่อก้อนหินก้อนสุดท้ายถูกอุดทับด้วยดินโคลนจนสนิท ถ้ำที่เคยถูกคุกคามด้วยมัจจุราชสีขาวก็พลันสงบลง เสียงคำรามของพายุหิมะภายนอกถูกสกัดกั้นจนเหลือเพียงเสียงอู้อี้ราวกับอยู่ห่างออกไปนับลี้ ภายในถ้ำเหลือเพียงแสงสว่างสลัวจากการลุกไหม้ของกองไฟที่บัดนี้กลับมาโชติช่วงอีกครั้ง ความอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านขับไล่ความหนาวเหน็บที่หลงเหลืออยู่จนหมดสิ้น

เสิ่นลู่ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายบนหน้าผากมนแม้ในยามที่อากาศหนาวเย็น นางหันมองผลงานของตนเองด้วยแววตาพึงพอใจ ป้อมปราการหินแห่งนี้ถูกปิดตายโดยสมบูรณ์แล้ว พวกนางปลอดภัยในระดับหนึ่ง

นางเดินกลับมาหาหลี่เสี่ยวเป่าที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนกองฟางลึกเข้าไปในถ้ำ แม้บนร่างเล็กๆ จะสวมเสื้อกั๊กหนังกระต่ายที่ให้ความอบอุ่นอย่างดีเยี่ยม แต่ดวงตากลมโตของเด็กน้อยกลับฉายแววหวาดผวาเมื่อได้ยินเสียงโครมครามของหิมะที่ตกกระแทกปากถ้ำอยู่เนืองๆ ในสถานที่ที่มืดสลัวและถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้ ย่อมทำให้จิตใจของเด็กน้อยวัยเพียงเท่านี้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย

"เสี่ยวเป่า ไม่ต้องกลัว ลมหนาวเข้ามาทำร้ายพวกเราไม่ได้แล้ว" เสิ่นลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางลูบศีรษะเล็กๆ อย่างปลอบประโลม

แต่เพื่อไม่ให้บุตรชายต้องทนอุดอู้และจมอยู่กับความหวาดกลัวในถ้ำมิดชิดนี้ เสิ่นลู่จึงตัดสินใจใช้ไพ่ตายของนาง หญิงสาวหลับตาลง รวบรวมสมาธิเชื่อมต่อกับจี้หยกที่ซ่อนอยู่เร้นลับ พริบตาเดียว ร่างของสองแม่ลูกก็เลือนหายไปจากถ้ำหินอันมืดมิด ทิ้งไว้เพียงกองไฟที่ยังคงลุกโชนให้ความอบอุ่นแก่ความว่างเปล่า

ทันทีที่ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนจากหน้าผาหินสลัวกลายเป็นดินแดนสวรรค์อันงดงาม มิติวิเศษไป๋อวี่ต้อนรับพวกนางด้วยอากาศที่อบอุ่นดุจวสันตฤดู แสงแดดจำลองสีทองอ่อนโยนสาดส่องลงมาอาบไล้ผิวกาย กลิ่นหอมของไอดินและสมุนไพรโชยแตะจมูก ลำธารน้ำทิพย์ใสกระจ่างไหลเอื่อยๆ ส่งเสียงไพเราะราวกับเสียงพิณทิพย์

หลี่เสี่ยวเป่าเบิกตากว้าง ความหวาดกลัวเมื่อครู่ปลิวหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้กลับเข้ามาในสถานที่มหัศจรรย์แห่งนี้อีกครั้ง เด็กน้อยสูดหายใจลึกๆ รับเอาปราณบริสุทธิ์เข้าสู่ปอด ใบหน้าเล็กๆ เริ่มมีเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อ

"ท่านแม่ ที่นี่ช่างวิเศษนัก ข้าไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด!" เสียงเล็กๆ เอ่ยเจื้อยแจ้ว

เสิ่นลู่ยิ้มบาง นางรู้ดีว่าพายุหิมะด้านนอกคงพัดกระหน่ำไปอีกหลายวัน การอุดอู้อยู่แต่ในมิติวิเศษแม้จะปลอดภัย แต่หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ เด็กน้อยอาจจะเบื่อหน่ายและสูญเสียพัฒนาการที่ควรจะเป็น ในฐานะที่นางเคยเป็นถึงผู้มีการศึกษาในยุคก่อนทะลุมิติ นางย่อมไม่ยอมให้บุตรชายเติบโตขึ้นมาเป็นเพียงชาวนาที่ไม่รู้หนังสืออย่างแน่นอน

"เสี่ยวเป่า ในเมื่อพวกเราต้องหลบภัยอยู่ที่นี่สักระยะ แม่จะใช้เวลานี้สอนเจ้าคัดตัวอักษร ดีหรือไม่?" เสิ่นลู่เอ่ยชักชวน

ดวงตาของหลี่เสี่ยวเป่าทอประกายเจิดจ้า สำหรับเด็กยากจนในชนบท การได้เรียนหนังสือถือเป็นวาสนาที่สูงส่งยิ่งกว่าได้กินเนื้อหมูเสียอีก "เรียนหนังสือหรือขอรับ? ข้า... ข้าเรียนได้จริงหรือ?"

"แน่นอนสิ ลูกของแม่ย่อมต้องเป็นยอดคน"

เสิ่นลู่จูงมือบุตรชายเดินไปยังลานดินว่างเปล่าใกล้กับแปลงสมุนไพร ดินบริเวณนี้ราบเรียบและร่วนซุย เหมาะเจาะแก่การใช้เป็นกระดานชนวนธรรมชาติ นางหักกิ่งไม้เล็กๆ จากต้นไม้บริเวณนั้นมาสองกิ่ง ยื่นให้เสี่ยวเป่าหนึ่งกิ่ง และถือไว้เองหนึ่งกิ่ง

"มองดูแม่ให้ดี อักษรตัวแรกที่เจ้าต้องรู้จัก คือแซ่ของพวกเรา" เสิ่นลู่ทรุดตัวลงนั่ง ยื่นปลายกิ่งไม้จรดลงบนผืนดิน นางลากเส้นขีดเขียนอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงและสง่างาม

"อักษรตัวนี้อ่านว่า 'เสิ่น' (沈) แซ่เดิมของแม่... และอักษรตัวนี้อ่านว่า 'หลี่' (李) แซ่ของเจ้า" แม้จะเกลียดชังตระกูลหลี่เข้ากระดูกดำ แต่นางก็ไม่อาจลิดรอนรากเหง้าของบุตรชายได้ในเวลานี้

หลี่เสี่ยวเป่ากำกิ่งไม้ในมือแน่น ก้มหน้าก้มตาพยายามเลียนแบบเส้นสายที่มารดาขีดเขียน แม้เส้นสายของเด็กน้อยจะบิดเบี้ยวและสั่นเทาไปบ้างตามประสาเด็กเพิ่งหัดจับปากกา แต่ความตั้งใจที่ฉายชัดบนใบหน้าเล็กๆ นั้นกลับทำให้เสิ่นลู่รู้สึกตื้นตันใจ นางค่อยๆ จับมือบุตรชาย ประคองลากเส้นอักษรทีละขีดๆ ถ่ายทอดความรู้และความรักผ่านกิ่งไม้เล็กๆ สู่ผืนดินวิเศษ

บรรยากาศภายในมิติไป๋อวี่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและสงบสุข เสียงท่องจำตัวอักษรของเด็กน้อยดังกังวานใสประสานกับเสียงน้ำไหล เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้าและมีคุณค่า การเรียนการสอนดำเนินไปจนกระทั่งหลี่เสี่ยวเป่าเริ่มหาวหวอดด้วยความง่วงงุน เสิ่นลู่จึงจัดแจงปูผ้าห่มให้บุตรชายนอนพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา

เมื่อเห็นบุตรชายหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เสิ่นลู่จึงผละตัวออกมาจัดการกับเสบียงที่นางเก็บเกี่ยวไว้ นางเดินไปยังกองมันป่าเกล็ดหิมะและหัวผักกาดป่าที่กองรวมกันอยู่มุมหนึ่ง พายุหิมะด้านนอกยังคงไร้ทีท่าว่าจะสงบ นางจำเป็นต้องจัดการถนอมอาหารเหล่านี้ไว้เป็นเสบียงสำรองระยะยาว

เสิ่นลู่หยิบแผ่นหินชนวนที่มีขอบคมกริบ ซึ่งนางฝนเตรียมไว้ใช้แทนมีด ขึ้นมาเพื่อเฉือนรากแข็งๆ และส่วนที่เน่าเสียของผักกาดป่าออก นางตั้งใจจะนำผักเหล่านี้ไปล้างให้สะอาดเพื่อเตรียมหมักดอง

หญิงสาวทำงานอย่างขะมักเขม้น มือข้างหนึ่งจับหัวผักกาด มืออีกข้างเงื้อแผ่นหินคมกริบเฉือนลงไป ทว่า... หัวผักกาดป่าหัวนี้มีรากที่เหนียวและแข็งกระด้างกว่าปกติ จังหวะที่นางออกแรงกดแผ่นหินลงไปนั้น ผิวของผักกาดเกิดลื่นไถลจากคราบดินโคลนที่เปียกชื้น

"ฉึก!"

"อึก!" เสิ่นลู่สูดปากด้วยความเจ็บปวด แผ่นหินชนวนคมกริบแฉลบพลาดเป้า พุ่งเข้าบาดลึกที่บริเวณฝ่ามือซ้ายของนางอย่างจัง!

รอยแยกปริปรากฏขึ้นบนผิวเนื้อขาวผ่อง หยาดโลหิตสีแดงฉานทะลักท้นออกมาจากปากแผลในทันที ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นประสาท เสิ่นลู่รีบทิ้งแผ่นหินในมือ และเอื้อมมือไปคว้าอ่างไม้อันเล็กที่นางตัก 'น้ำทิพย์' จากลำธารมาเตรียมไว้สำหรับล้างผัก หวังจะใช้น้ำนั้นล้างคราบเลือดและดินออกจากบาดแผล

ในจังหวะที่นางจุ่มมือที่สั่นเทาลงไปเหนือน้ำ หยดเลือดสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบผิวน้ำทิพย์ในอ่าง ขณะเดียวกัน หยดน้ำทิพย์บริสุทธิ์ก็กระเซ็นขึ้นมาสัมผัสกับบาดแผลเหวอะหวะบนฝ่ามือของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทันใดนั้นเอง ปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้น!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความลับของน้ำทิพย์]**