ตอนที่ 18
***บทที่ 18: ความลับของน้ำทิพย์***
หยาดน้ำทิพย์ใสกระจ่างดุจหยาดน้ำค้างสวรรค์ที่กระเซ็นขึ้นมา สัมผัสเข้ากับปากแผลที่กำลังหลั่งโลหิตสีชาดอย่างพอดิบพอดี ทันทีที่ของเหลวศักดิ์สิทธิ์ซึมซาบลงสู่ชั้นผิวหนัง ความแสบร้อนและเจ็บปวดที่เคยกีดแทงเส้นประสาทก็พลันมลายหายไป สิ้นสลายราวกับหมอกควันระเหยเหือดเมื่อกระทบแสงตะวัน
เสิ่นลู่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางจ้องมองฝ่ามือซ้ายของตนเองเขม็ง ปรากฏการณ์ตรงหน้าอยู่เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ปุถุชนไปไกลลิบ แสงสีเงินยวงจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกของบาดแผลเหวอะหวะ โลหิตที่เคยไหลทะลักพลันหยุดชะงักราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาสกัดกั้นไว้ ยิ่งไปกว่านั้น เกลียวเนื้อและเส้นเลือดที่ฉีกขาดกำลังถักทอเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่าเห็น
เพียงชั่วอึดใจเดียว... บาดแผลลึกที่ควรจะต้องใช้เวลาหลายสิบวันในการรักษากลับสมานตัวจนสนิทสนม ทิ้งไว้เพียงรอยขีดสีชมพูระเรื่อจางๆ และเมื่อเสิ่นลู่ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดคราบเลือดที่แห้งกรังออก ผิวพรรณบริเวณนั้นก็กลับมาเนียนนุ่มไร้ริ้วรอยดุจหยกชั้นเลิศ ราวกับว่านางไม่เคยถูกหินชนวนบาดมาก่อนเลยแม้แต่น้อย
"นี่มัน... ปาฏิหาริย์อันใดกัน?" เสิ่นลู่พึมพำกับตนเอง เสียงของนางสั่นพร่าด้วยความอัศจรรย์ใจ นางกำมือและแบมือสลับกันไปมา สัมผัสได้ถึงพละกำลังและความสมบูรณ์แบบของกล้ามเนื้อที่ไม่มีอาการติดขัดเลยแม้แต่นิดเดียว
"นายหญิง นี่คือหนึ่งในสรรพคุณอันล้ำเลิศของน้ำทิพย์แห่งมิติไป๋อวี่ขอรับ"
น้ำเสียงใสกระจ่างดุจกระดิ่งลมของเสี่ยวไป๋ ภูติน้อยผู้ดูแลมิติดังขึ้นในห้วงคำนึง ร่างเงาโปร่งแสงของเขากะพริบไหวอยู่เบื้องหน้านาง พร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ
"เสี่ยวไป๋ เจ้าหมายความว่าน้ำทิพย์ในบ่อนี้ สามารถรักษาบาดแผลได้ทุกชนิดอย่างนั้นหรือ?" หญิงสาวเอ่ยถามพลางจ้องมองน้ำในอ่างไม้ด้วยแววตาเป็นประกาย หากเป็นเช่นนั้นจริง นางก็แทบจะมียาวิเศษที่ประเมินค่ามิได้อยู่ในกำมือ ในยุคสมัยที่หยูกยาหายากยิ่งกว่าทองคำ น้ำทิพย์นี่คือหลักประกันชีวิตชั้นยอด!
"ถูกต้องแล้วขอรับนายหญิง น้ำทิพย์จากบ่อกำเนิดปราณมีคุณสมบัติหลักคือ 'ชำระล้างและฟื้นฟู' มันสามารถขับไล่สิ่งสกปรก ถอนพิษร้าย และกระตุ้นพลังชีวิตในร่างให้สมานบาดแผลได้อย่างรวดเร็วเหนือจินตนาการ" เสี่ยวไป๋อธิบายอย่างฉะฉาน ทว่าครู่ต่อมา น้ำเสียงของเขากลับแฝงความจริงจังและเคร่งขรึมขึ้น "แต่ทว่า นายหญิงโปรดจดจำไว้ให้ขึ้นใจ แม้น้ำทิพย์จะวิเศษเพียงใด แต่ก็มิใช่ยาวิเศษที่ฝืนลิขิตสวรรค์ได้ มันไม่สามารถชุบชีวิตผู้ที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว วิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่าง ย่อมไม่อาจหวนคืนด้วยอำนาจของน้ำทิพย์นี้ ข้อจำกัดแห่งฟ้าดินเป็นสิ่งที่มิอาจก้าวล่วงได้ขอรับ"
เสิ่นลู่พยักหน้าช้าๆ รับฟังคำเตือนนั้นด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ "ข้าเข้าใจแล้ว การเกิดแก่เจ็บตายคือวัฏจักร เพียงแค่มันสามารถยื้อชีวิตและรักษาบาดแผลได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ก็ถือเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่ประเสริฐที่สุดแล้ว"
เมื่อความตื่นเต้นระคนตระหนกเริ่มสงบลง ประกายแห่งความเฉลียวฉลาดก็สว่างวาบขึ้นในดวงตากลมโตของเสิ่นลู่ อดีตพยาบาลสนามผู้เจนจัดเรื่องการเอาชีวิตรอดเช่นนาง ย่อมมองเห็นประโยชน์ที่กว้างไกลกว่านั้น
"เดี๋ยวก่อนเสี่ยวไป๋... หากคุณสมบัติของน้ำทิพย์คือการเร่งปฏิกิริยาฟื้นฟูและกระตุ้นการทำงานของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ เช่นนั้นหากข้านำมันไปใช้กับสิ่งอื่นที่ต้องอาศัยกลไกทางธรรมชาติเล่า? อย่างเช่น... การหมักดอง!"
ไม่รอให้ภูติน้อยเอ่ยปากตอบรับ เสิ่นลู่ก็ลงมือทดสอบสมมติฐานของนางในทันที นางจัดการเฉือนรากและส่วนที่เน่าเสียของหัวผักกาดป่าที่เหลืออยู่ด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น จากนั้นนำไปล้างในลำธารจนสะอาดหมดจด หญิงสาวนำไหดินเผาใบกะทัดรัดที่ค้นเจอในกองสัมภาระเก่ามาทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน
นางหั่นผักกาดป่าออกเป็นชิ้นพอดีคำ บรรจงเรียงลงในไหดินเผาทีละชั้น สลับกับการโรยเกลือป่าเม็ดหยาบที่นางสกัดไว้ล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งผักกาดป่าเต็มอัดแน่นถึงคอไห ขั้นตอนสุดท้ายและเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เสิ่นลู่ตักน้ำทิพย์บริสุทธิ์จากอ่างไม้มาเพียงหนึ่งจอกเล็กๆ เทผสมลงไปในน้ำเกลือต้มสุกที่ทิ้งไว้จนเย็น ก่อนจะเทราดลงไปในไหจนท่วมชิ้นผักกาดป่า ปิดทับด้วยใบไม้ใหญ่และนำก้อนหินแม่น้ำขนาดพอเหมาะมาทับไว้ด้านบนเพื่อไล่อากาศ
เสิ่นลู่ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว สองมือทาบอก รอลุ้นผลลัพธ์ด้วยใจที่เต้นระทึก
หากเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไป การหมักดองผักกาดให้มีรสชาติเปรี้ยวกลมกล่อมและเก็บไว้กินได้ข้ามปีนั้น ต้องอาศัยระยะเวลาหมักบ่มอย่างน้อยหลายสิบวัน ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเสิ่นลู่ในยามนี้ กลับเป็นภาพที่น่าตื่นตะลึงไม่แพ้การสมานแผลเมื่อครู่
เพียงชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก ภายในไหดินเผาก็เริ่มส่งเสียง "ปุด... ปุด..." คล้ายผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านเบาๆ ฟองอากาศขนาดเล็กผุดพรายขึ้นมารอบก้อนหินที่ทับไว้ ปฏิกิริยาการหมักดองตามธรรมชาติถูกกระตุ้นเร่งเร้าด้วยพลังแห่งน้ำทิพย์ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนน่าขนลุก!
กลิ่นหอมเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของผักกาดดองชั้นเลิศ เริ่มโชยกรุ่นออกมาเตะจมูก กลิ่นนั้นมิได้เหม็นเปรี้ยวฉุนจัด แต่กลับมีความหอมหวานของพรรณไม้ป่าผสมผสานอยู่ ชวนให้น้ำลายสอและกระตุ้นความอยากอาหารได้อย่างประหลาด
"สำเร็จ! สำเร็จจริงๆ ด้วย!" เสิ่นลู่แย้มยิ้มกว้างจนตาหยี ความสำเร็จในครั้งนี้มีความหมายต่อการดำรงชีพในหุบเขาจิ่นซิ่วอันหนาวเหน็บแห่งนี้อย่างมหาศาล น้ำทิพย์สามารถย่นระยะเวลาการถนอมอาหารให้เสร็จสิ้นได้ในพริบตา ต่อจากนี้นางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเสบียงผักสดที่จะเน่าเสีย หรือการขาดแคลนอาหารรสชาติแปลกใหม่ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานอีกต่อไป
หลังจากจัดการหมักผักกาดป่าจนหมดทุกหัว และจัดเก็บมันป่าเกล็ดหิมะเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานหนักและเผชิญความกดดันมาตลอดทั้งวันก็เริ่มจู่โจมร่างกายน้อยๆ ของหญิงสาว เสิ่นลู่ล้างมือจนสะอาด ก่อนจะเดินกลับมาปูผ้าห่มทับซ้อนเพิ่มความอบอุ่น เอนกายลงนอนเคียงข้างหลี่เสี่ยวเป่า บุตรชายตัวน้อยที่ยังคงหลับสนิท ลมหายใจอุ่นๆ ของเด็กน้อยเป็นดั่งเตาผิงที่คอยปลอบประโลมจิตใจของมารดา
เสียงลมพายุหิมะด้านนอกถ้ำยังคงหวีดหวิวอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายในถ้ำที่ถูกดัดแปลงเป็นป้อมปราการแห่งนี้กลับอบอุ่นและปลอดภัย เสิ่นลู่ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้สติสัมปชัญญะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา หวังเพียงจะได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
ทว่า... ในยามที่จิตใจของนางไร้ซึ่งการป้องกัน สิ่งที่หลับใหลอยู่ลึกสุดในซอกหลืบความทรงจำของ 'ร่างเดิม' กลับเริ่มตื่นขึ้นมา ความหนาวเย็นเยือกที่มิได้เกิดจากพายุหิมะ แต่เป็นความหนาวเหน็บที่กัดกินขั้วหัวใจ ค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบงำห้วงความฝันของนางทีละน้อย!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ฝันร้ายและความแค้นที่ฝังลึก]**