ตอนที่ 22

***บทที่ 22: เสื้อคลุมหนังหน้าหนาว***

เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายดังก้องไปทั่วสารทิศ มวลหิมะขาวโพลนทะลักทลายลงมาจากยอดเขาหลิงซานประดุจคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง เสิ่นลู่กอดร่างเล็กของหลี่เสี่ยวเป่าเอาไว้แนบอก กดศีรษะของบุตรชายให้ซุกอยู่ใต้ร่างของนาง ขณะที่แผ่นหลังของนางพิงชิดกับผนังถ้ำด้านในสุด พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติถูกรีดเร้นออกมาเป็นเกราะคุ้มกันภัยไร้รูป

ตูมมม!

แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นหินร่วงกราว ทว่าโชคดีเหลือคณาที่ตำแหน่งปากถ้ำแห่งนี้มีชะง่อนหินผาขนาดใหญ่ยื่นออกไปเบื้องหน้าคล้ายหลังคาธรรมชาติ เมื่อมวลหิมะมหาศาลถล่มลงมา มันจึงพุ่งข้ามชะง่อนหินนั้นไป กองทับถมกันบริเวณลานด้านนอกจนปิดกั้นทางเข้าออกไปกว่าครึ่ง มีเพียงเศษหิมะและกระแสลมกระโชกที่ลอดเข้ามาได้ เมื่อสรรพสิ่งกลับคืนสู่ความสงบ ถ้ำหินก็ตกอยู่ในความมืดสลัว แสงสว่างภายนอกถูกกำแพงหิมะหนาทึบบดบังไปจนสิ้น

"เสี่ยวเป่า... ลูกเป็นอะไรหรือไม่?" เสิ่นลู่คลายอ้อมกอด พลางสำรวจร่างกายน้อยๆ อย่างร้อนรน

เด็กน้อยส่ายหน้าเบาๆ แม้ดวงตาจะยังเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "ข้าไม่เป็นไรขอรับท่านแม่... ข้างนอกเกิดอันตรายอันใดขึ้นหรือขอรับ?"

"หิมะถล่มน่ะลูก แต่ไม่ต้องกลัว ถ้ำของเราแข็งแรงมาก หิมะพวกนั้นทำอันตรายเราไม่ได้ แถมยังช่วยปิดบังปากถ้ำ บังลมหนาวให้เราเสียอีก" เสิ่นลู่ลูบศีรษะทุยเบาๆ ปลอบประโลมจนจังหวะหัวใจของเด็กน้อยกลับมาเต้นปกติ นางจุดคบเพลิงที่ทำจากยางไม้ขึ้นมาใหม่ แสงสว่างสีส้มขับไล่ความมืดมิด เผยให้เห็นกองเสบียงและเนื้อกวางที่ยังคงปลอดภัยดี

เมื่อมีกำแพงหิมะขวางกั้น ลมเหมันต์ที่เคยกรีดร้องอยู่ด้านนอกก็ไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้อีก อุณหภูมิภายในถ้ำจึงอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เสิ่นลู่ตระหนักดีว่านี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้ พวกนางมีเสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ทั้งเนื้อสัตว์และมันป่าเกล็ดหิมะ ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงออกไปเผชิญภัยหนาวในระยะนี้ สิ่งที่นางต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดในยามที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก คือการจัดการกับ 'ปัญหาเครื่องนุ่งห่ม' ที่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของการเอาชีวิตรอด

วันเวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบภายในถ้ำที่ถูกตัดขาด เสิ่นลู่เริ่มลงมือจัดการกับหนังกวางผืนใหญ่ที่ชำแหละไว้ นางใช้มีดหินที่ฝนจนคมกริบ ค่อยๆ ขูดพังผืดและชั้นไขมันที่ติดอยู่ออกอย่างระมัดระวัง งานนี้ต้องอาศัยทั้งพละกำลังและความประณีต หากลงน้ำหนักมากเกินไปหนังอาจทะลุ หากเบาเกินไปไขมันก็จะไม่หลุด นางนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ริมกองไฟ หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากมน แต่แววตาของหญิงสาวกลับมุ่งมั่นไม่สั่นคลอน

เมื่อขูดไขมันออกจนหมดจด เสิ่นลู่ก็นำเถ้าไม้บริสุทธิ์จากกองไฟมาผสมกับน้ำทิพย์ที่ลอบดึงมาจากมิติวิเศษไป๋อวี่เพียงเล็กน้อย คลุกเคล้าจนกลายเป็นโคลนเถ้าสีเทาข้น นางชโลมโคลนเถ้าลงบนหนังกวางจนทั่วทุกตารางนิ้ว ภูมิปัญญาโบราณผสานกับสรรพคุณของน้ำทิพย์แห่งมิติ จะช่วยสลายโปรตีนในเนื้อเยื่อ ทำให้แผ่นหนังที่เคยแข็งกระด้างค่อยๆ คลายตัว นางทิ้งไว้เช่นนั้นหนึ่งวันเต็ม ก่อนจะนำไปล้างด้วยน้ำสะอาดที่ละลายจากหิมะ แล้วใช้ท่อนไม้ทุบนวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นวดจนกล้ามเนื้อแขนของนางปวดร้าวไปหมด

หลายวันแห่งความพากเพียรแลกมาด้วยผลลัพธ์ที่คุ้มค่า หนังกวางผืนใหญ่ที่เคยแข็งทื่อและมีกลิ่นคาว บัดนี้แปรสภาพเป็นผืนหนังที่อ่อนนุ่มยืดหยุ่น ขนกวางสีน้ำตาลเทายังคงเรียงตัวสวยงามและให้สัมผัสที่อบอุ่นยิ่งนัก

เสิ่นลู่ใช้กระดูกกวางท่อนเล็กมาฝนกับหินจนแหลมคม เจาะรูที่ก้นทำเป็นเข็มเย็บผ้าเล่มโต จากนั้นนำเส้นเอ็นกวางที่ตากจนแห้งสนิทและนำมานวดจนเป็นเส้นเหนียวทนทานแทนด้าย หญิงสาวกางหนังกวางออก วัดขนาดด้วยสายตาและความคุ้นเคย นางเลือกส่วนที่นุ่มและมีขนหนาแน่นที่สุดมาตัดเย็บให้บุตรชาย

แสงไฟจากกองไฟสาดส่องกระทบใบหน้างดงามที่กำลังก้มหน้าก้มตาเย็บผ้า ทุกฝีเข็มตอกอัดลงไปบนผืนหนังอย่างแน่นหนา ซ่อนเร้นความรักและความห่วงใยของมารดาไว้ในทุกรอยตะเข็บ นางทำเสื้อคลุมตัวเล็กที่มีหมวกฮู้ดคลุมศีรษะให้เสี่ยวเป่า โดยเย็บเอาขนปุกปุยไว้ด้านในเพื่อให้กักเก็บความร้อนได้ดีที่สุด ส่วนหนังที่เหลือ นางนำมาเย็บต่อกันเป็นเสื้อคลุมตัวยาวขนาดใหญ่สำหรับตนเอง

"เสี่ยวเป่า มาหาแม่สิลูก" เสิ่นลู่ร้องเรียก เมื่อจัดการผูกเชือกเส้นสุดท้ายที่คอเสื้อเสร็จสิ้น

เด็กน้อยที่กำลังนั่งเล่นกองไม้เล็กๆ อยู่ รีบวิ่งเตาะแตะเข้ามาหา เสิ่นลู่สวมเสื้อคลุมหนังกวางตัวใหม่ทับลงบนร่างเล็กๆ นั้น เสื้อคลุมพอดีตัว หมวกฮู้ดที่คลุมลงมามีขนกวางปรกอยู่ตรงขอบใบหน้า ขับเน้นให้แก้มยุ้ยๆ ที่เริ่มมีน้ำมีนวลของเสี่ยวเป่าดูน่ารักน่าชังราวกับลูกสัตว์ป่าตัวน้อย

เสี่ยวเป่าก้มมองชุดใหม่ของตนเอง ยกแขนเสื้อขึ้นลูบคลำขนกวางที่อ่อนนุ่ม สัมผัสถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกายประดุจเตาผิงเคลื่อนที่ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เปล่งประกายด้วยความปีติยินดีอย่างถึงที่สุด

"อุ่น... อุ่นมากเลยขอรับท่านแม่! นุ่มด้วย!" เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นไปมา รอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้าจิ้มลิ้ม เขาหมุนตัวไปรอบๆ ถ้ำราวกับลูกกวางน้อยที่กำลังเริงร่าในทุ่งหญ้า เสียงหัวเราะสดใสกลั้วความสุขดังก้องไปทั่วผนังหิน ขับไล่ความเงียบเหงาและอ้างว้างของฤดูหนาวไปจนหมดสิ้น "ข้าชอบเสื้อตัวนี้ที่สุดเลย! ท่านแม่เก่งที่สุดในโลก!"

เสิ่นลู่มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นางสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ของตนเองบ้าง ความอุ่นซ่านแผ่กระจายไปทั่วสรรพางค์กาย ปัญหาเครื่องนุ่งห่มกันหนาวที่เคยกดทับจิตใจบัดนี้ถูกทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ พวกนางสองแม่ลูกไม่ต้องทนหนาวสั่น หรือหวาดกลัวว่าความตายจะมาเยือนพร้อมกับสายลมอีกต่อไป

"เอาล่ะ หิมะหน้าปากถ้ำน่าจะหยุดตกนานแล้ว ถือโอกาสที่เสื้อคลุมของเราเสร็จพอดี เราออกไปสูดอากาศข้างนอกกันเถอะ"

เสิ่นลู่จูงมือบุตรชาย เดินไปที่ปากถ้ำ นางใช้ท่อนไม้ค่อยๆ กระทุ้งและดันกำแพงหิมะที่อุดตันอยู่ออก แสงสว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ยามสายสาดส่องเข้ามาจนต้องหรี่ตา ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นปากถ้ำ ลมเหมันต์อันเกรี้ยวกราดก็พัดโหมเข้าใส่ ทว่าเสื้อคลุมหนังกวางกลับทำหน้าที่ของมันได้อย่างยอดเยี่ยม มันสกัดกั้นความหนาวเหน็บไว้ภายนอก รักษาร่างกายของทั้งสองให้อบอุ่นราวกับยืนอยู่หน้ากองไฟ

เสิ่นลู่ทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้า ภูมิทัศน์ของหุบเขาจิ่นซิ่วหลังเหตุการณ์หิมะถล่มแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภูเขาและแมกไม้ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวบริสุทธิ์สุดลูกหูลูกตา ทว่าในขณะที่นางกำลังสูดลมหายใจลึก พลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ที่ถูกหล่อหลอมจนถึงขั้นสูงสุดกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

ใต้ผืนหิมะอันเยือกเย็นนี้ นางสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่กำลังแหวกว่ายและปะทุขึ้นมาจากส่วนลึกของผืนดินในหุบเขา มันไม่ใช่ความร้อนจากภูเขาไฟ ทว่ามันคือ 'พลังชีวิต' ที่กำลังฟื้นตื่น!

แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ทำความเข้าใจกับสัมผัสนั้น...

*แกรก... ฟุ่บ!*

เสียงหักของกิ่งไม้แห้งดังแว่วมาจากแนวป่าทึบทางทิศตะวันออก ตามด้วยเสียงกระพือปีกที่หนักหน่วงและแปลกประหลาด เสิ่นลู่หันขวับไปมอง สัญชาตญาณตื่นตัวเต็มที่ เงาดำขนาดใหญ่สายหนึ่งพุ่งทะยานตัดผ่านยอดไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะ รวดเร็วจนมองเห็นเพียงเศษละอองสีขาวที่ปลิวว่อน พลังธรรมชาติของนางกรีดร้องเตือนถึงสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานมหาศาล ซึ่งกำลังมุ่งหน้าตรงลึกเข้าไปในใจกลางหุบเขาจิ่นซิ่ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ร่องรอยของฤดูใบไม้ผลิ]**