ตอนที่ 23
***บทที่ 23: ร่องรอยของฤดูใบไม้ผลิ***
สายลมเหมันต์ที่เคยกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งคล้ายจะถูกฉีกกระชากด้วยเงาดำทะมึนที่พุ่งทะยานผ่านยอดไม้ เสิ่นลู่กระชับมือที่กอบกุมฝ่ามือเล็กๆ ของหลี่เสี่ยวเป่าเอาไว้แน่น สัญชาตญาณมารดาและพลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขั้นสูงสุดของนางตื่นตัวจนถึงขีดสุด นัยน์ตากระจ่างใสหรี่ลงมองตามเศษละอองหิมะที่ปลิวว่อน พลังชีวิตที่แผ่ซ่านออกมาจากสิ่งมีชีวิตลึกลับนั้นแม้จะทรงพลังและรวดเร็ว ทว่านางกลับไม่สัมผัสถึงรังสีอำมหิตหรือความมุ่งร้ายกระหายเลือดเฉกเช่นสัตว์อสูร นอกเสียจากสัญชาตญาณดิบเถื่อนของการหวงถิ่น
"ท่านแม่... ตัวอะไรหรือขอรับ?" เสียงเล็กๆ ของหลี่เสี่ยวเป่าดังขึ้นลอดผ้าพันคอหนังกวาง แววตาของเด็กน้อยมีร่องรอยตื่นตระหนก ทว่าเมื่อได้ซุกกายอยู่ใต้เสื้อคลุมอุ่นหนาข้างกายมารดา ความหวาดกลัวก็มลายหายไปสิ้น
"เพียงแค่สหายร่วมหุบเขาที่อาจจะกำลังตื่นตระหนกเท่านั้น ไม่ต้องกลัวนะเป่าเอ๋อร์" เสิ่นลู่ลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ ก่อนจะทอดสายตามองลึกเข้าไปในใจกลางหุบเขาจิ่นซิ่ว ทิศทางเดียวกับที่เงาดำนั้นมุ่งหน้าไป
เมื่อความตื่นเต้นระลอกแรกผ่านพ้นไป เสิ่นลู่จึงเพิ่งตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนรอบกาย แม้หิมะขาวโพลนจะยังคงปกคลุมเทือกเขาหลิงซานและหุบเขาแห่งนี้จนสุดลูกหูลูกตา ทว่าแสงอาทิตย์ยามสายที่สาดส่องลงมาในวันนี้ กลับแฝงเร้นความอบอุ่นที่แตกต่างไปจากความหนาวเหน็บเจียนตายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มันไม่ใช่แสงแดดที่ไร้ค่าในฤดูหนาวอีกต่อไป หากแต่เป็นแสงสว่างที่กำลังหลอมละลายเกล็ดน้ำแข็ง
เสียง *ติ๋ง... ติ๋ง...* ดังแว่วมาจากกิ่งไม้ใหญ่เบื้องบน หยดน้ำใสกระจ่างร่วงหล่นลงมากระทบผืนหิมะเบื้องล่าง บ่งบอกว่าอุณหภูมิที่เคยติดลบอย่างโหดร้ายกำลังค่อยๆ สูงขึ้น เปลือกหิมะที่เคยแข็งกร้าวราวกับหินผาเริ่มอ่อนนุ่มลง ยวบยาบใต้ฝ่าเท้าทุกครั้งที่ย่างก้าว
"เป่าเอ๋อร์ เราลองเดินลึกเข้าไปอีกสักหน่อยเถอะ อากาศกำลังดีทีเดียว" เสิ่นลู่เอ่ยชวน นางต้องการสำรวจอาณาบริเวณโดยรอบให้แน่ใจถึงสภาพภูมิประเทศ หลังพายุหิมะถล่มครั้งใหญ่
สองแม่ลูกย่ำเท้าไปบนผืนหิมะที่เริ่มละลาย มุ่งหน้าลึกเข้าไปในส่วนเร้นลับของหุบเขาจิ่นซิ่ว ยิ่งก้าวล่วงเข้าไปลึกเท่าใด เสิ่นลู่ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ของสถานที่แห่งนี้ ผาหินสูงชันที่โอบล้อมทั้งสี่ทิศทำหน้าที่ราวกับกำแพงยักษ์ สกัดกั้นลมหนาวจากทิศเหนือไว้อย่างหมดจด ก่อเกิดเป็นสภาพอากาศเฉพาะถิ่นที่อบอุ่นกว่าภายนอกหุบเขาอย่างน่าประหลาด
เมื่อเดินผ่านดงสนหิมะเข้ามาถึงแนวป่าผลัดใบ เสิ่นลู่ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นางหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าต้นมู่หลานป่าต้นใหญ่ที่ลำต้นยังคงเปื้อนคราบหิมะ ทว่าที่ปลายกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้มนั้น กลับปรากฏตุ่มสีเขียวอ่อนขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายขึ้นมาท้าทายความหนาวเย็น
*ใบอ่อน... มันกำลังผลิใบ!*
นี่คือร่องรอยแห่งวสันตฤดูที่กำลังคืบคลานเข้ามา! การเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในดินแดนลับแลแห่งนี้ เสิ่นลู่ปล่อยมือบุตรชายชั่วคราว นางย่อกายลงคุกเข่าบนพื้นหิมะที่ละลายจนกลายเป็นแอ่งโคลนบางๆ สองมือเรียวที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักค่อยๆ ปัดเศษหิมะและใบไม้แห้งที่ทับถมกันอยู่ออก เผยให้เห็นผืนดินที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง
ดินตรงหน้านางมีสีดำขลับราวกับน้ำหมึก เนื้อดินร่วนซุยและชุ่มชื้น กลิ่นหอมของอายดินและใบไม้ผุพังโชยแตะจมูก เสิ่นลู่กอบดินกำมือหนึ่งขึ้นมาหลับตาลง พร้อมกับเปิดปรีชาญาณแห่ง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขั้นสูงสุด
วินาทีนั้น พลังงานสายหนึ่งแล่นพล่านจากผืนดินเข้าสู่ฝ่ามือ ทะลวงผ่านจุดชีพจรทั่วร่าง ภาพนิมิตแห่งความอุดมสมบูรณ์ฉายชัดในห้วงความคิด ดินในหุบเขาจิ่นซิ่วแห่งนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันสะสมซากพืชซากสัตว์และแร่ธาตุมานับร้อยนับพันปีโดยไม่เคยถูกมนุษย์รุกล้ำ ผสานกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ผืนดินนี้อุดมไปด้วยธาตุอาหารในระดับที่หาได้ยากยิ่ง หากสามารถแผ้วถางพื้นที่และพลิกหน้าดินได้สำเร็จ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกขนาดมหึมา นางสามารถเนรมิตทุ่งข้าวสาลี แปลงผักกาด หรือแม้แต่ทำฟาร์มสมุนไพรระดับสูงได้อย่างไร้ขีดจำกัด!
"นายหญิง! ท่านสัมผัสถึงมันได้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ!"
เสียงใสแจ๋วของเสี่ยวไป๋ ภูติน้อยผู้ดูแลมิติและระบบวิเศษ ดังสะท้อนขึ้นในห้วงจิตของเสิ่นลู่ น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีจนปิดไม่มิด
'เจ้าหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินพวกนี้หรือเสี่ยวไป๋?' เสิ่นลู่สื่อสารกลับทางจิต
"ไม่ใช่แค่นั้นเจ้าค่ะ!" เสี่ยวไป๋อธิบายอย่างกระตือรือร้น "พลังวิญญาณในหุบเขาแห่งนี้กำลังตื่นตัว! ก่อนหน้านี้เพราะความหนาวเย็นและพายุหิมะ ทำให้ปราณฟ้าดินหลับใหล ทว่าเมื่อไออุ่นแห่งวสันตฤดูเริ่มก่อตัว พลังชีวิตที่ควบแน่นอยู่ใต้ผืนปฐพีก็เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรแห่งฤดูกาล นายหญิง... หุบเขาจิ่นซิ่วแห่งนี้คือขุมทรัพย์ทางการเกษตรอย่างแท้จริง อีกไม่นานเมื่อหิมะละลายหมด สมุนไพรป่าหายากที่ดูดซับพลังวิญญาณมายาวนานจะต้องเริ่มงอกเงยทะลุดินขึ้นมาทั่วทุกสารทิศแน่เจ้าค่ะ!"
คำกล่าวของเสี่ยวไป๋ทำให้นัยน์ตาของเสิ่นลู่ทอประกายเจิดจ้า ความหวังในการสร้างฐานะและพลิกฟื้นชีวิตสว่างไสวขึ้นในใจ หากนางสามารถเก็บเกี่ยวสมุนไพรล้ำค่าเหล่านั้นไปขายยังเมืองเฟิงหลิงหรือเมืองหลิงหยางได้ นางก็จะมีทุนรอนมหาศาลในการสร้างป้อมปราการและฟาร์มแห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบ ไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนหรืออดมื้อกินมื้ออีกต่อไป
"เป่าเอ๋อร์ ดูสิ... ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือนแล้ว ชีวิตใหม่ของเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น" เสิ่นลู่หันไปยิ้มให้บุตรชาย เด็กน้อยมองมารดาด้วยดวงตาเป็นประกาย แม้จะไม่เข้าใจเรื่องดินหรือสมุนไพร แต่วิถีชีวิตที่ปลอดภัยขึ้นทุกวันก็ทำให้เขามีความสุขล้นปรี่
ทว่า ในขณะที่เสิ่นลู่กำลังวาดฝันถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ของการทำฟาร์ม 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ที่ยังคงเปิดทำงานอยู่กลับกระตุกวาบ!
คลื่นความสนใจของนางถูกดึงดูดกลับไปยังทิศทางที่เงาดำลึกลับนั้นหายไปเมื่อครู่ พลังงานชีวิตที่นางสัมผัสได้บัดนี้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ณ พุ่มไม้หนามทึบห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่มันไม่ได้อยู่อย่างสงบ มันกำลังแผ่กลิ่นอายของความดุร้าย เกรี้ยวกราด และหวงแหนบางสิ่งบางอย่างอย่างสุดชีวิต
เสิ่นลู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ดึงตัวเสี่ยวเป่ามาหลบด้านหลัง สัญชาตญาณเตือนให้นางก้าวเดินอย่างแผ่วเบาที่สุด นางค่อยๆ แหวกกิ่งไม้ที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งออก ชะโงกหน้ามองผ่านช่องว่างของพุ่มไม้หนามหนาทึบ
ท่ามกลางกองใบไม้แห้งและกิ่งไม้ที่ถูกสุมทับกันเป็นทรงกลมใต้โพรงดิน ปรากฏดวงตาคมกริบดุดันคู่หนึ่งกำลังจ้องเขม็งสวนกลับมา! เสียง *ฟ่อ... กรู๊วว!* ดังขู่ฟ่อในลำคอราวกับอสูรร้ายที่พร้อมจะพุ่งทะยานเข้าฉีกกระชากผู้บุกรุกให้เป็นชิ้นๆ ขนสีดำเหลือบทองที่ฟูฟ่องตั้งชันขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ปีกหนาหนักขยับตีพื้นดินจนฝุ่นหิมะคลุ้งกระจาย
สิ่งมีชีวิตเบื้องหน้ากำลังปกป้องสิ่งล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สรีระอันอวบอ้วนของมัน และมันพร้อมจะแลกด้วยชีวิตหากเสิ่นลู่กล้าก้าวเข้าไปใกล้อีกแม้เพียงครึ่งก้าว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ไก่ฟ้าอารมณ์ร้าย]**