ตอนที่ 25

***บทที่ 25: สร้างเล้าไก่ในมิติ***

เสี้ยววินาทีที่สัญชาตญาณดิบของไก่ฟ้าป่ากำลังจะเหยียบย่ำลงบนผืนดินที่เพาะปลูกต้นอ่อนสมุนไพรล้ำค่า ดวงตาของเสิ่นลู่เบิกกว้างจนแทบถลน ร่างบางของนางพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต สองมือไขว่คว้ากลางอากาศหมายจะตะครุบสัตว์ปีกที่กำลังแตกตื่น ทว่าความเร็วของสองเท้ามนุษย์ย่อมไม่อาจทัดเทียมสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสัตว์ป่า กรงเล็บแหลมคมของมันอยู่ห่างจากยอดอ่อนของสมุนไพรเพียงคืบเดียวเท่านั้น!

"เสี่ยวไป๋ สกัดมันไว้!"

เสิ่นลู่ตะโกนก้อง สติปัญญาอันเฉียบแหลมของนางตระหนักได้ในเสี้ยวอึดใจว่าในมิติวิเศษไป๋อวี่แห่งนี้ นางคือผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ พลังจิตสัมผัสแห่งธรรมชาติที่เพิ่งทะลวงผ่านขั้นสูงสุดถูกรีดเร้นออกมาอย่างฉับพลัน ผืนดินเบื้องหน้าแปลงสมุนไพรสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนที่เถาวัลย์วิญญาณเส้นหนึ่งจะงอกเงยขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต มันตวัดรัดข้อเท้าอวบอ้วนของไก่ฟ้าอารมณ์ร้ายเอาไว้แน่น!

*กะต๊าก! กะต๊าก!*

ไก่ฟ้าป่าร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก ร่างของมันสะดุดล้มกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่ห่างจากแปลงสมุนไพรเพียงไม่กี่ชุ่น ขนหางหลุดร่วงกระจายเต็มพื้น เสิ่นลู่ไม่รอช้า นางโผนทะยานเข้าตะครุบร่างของมันกดลงกับพื้นดินอย่างแน่นหนา หอบหายใจฮักด้วยความโล่งอก หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก หากช้าไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ ความพยายามทั้งหมดของนางคงสูญเปล่า

"เจ้านี่มันดื้อด้านเสียจริง!" เสิ่นลู่บ่นอุบขณะจ้องมองดวงตากลมเล็กที่ยังคงฉายแววตื่นกลัวและดุร้ายของไก่ฟ้า "เชือกป่านธรรมดาคงเอาเจ้าไม่อยู่ ขืนปล่อยไว้เช่นนี้ มีหวังสวนสมุนไพรของข้าได้พินาศย่อยยับเป็นแน่"

เมื่อตระหนักได้ว่าการผูกเชือกมิใช่วิธีที่ยั่งยืน เสิ่นลู่จึงหอบหิ้วไก่ฟ้าตัวปัญหาที่ถูกมัดด้วยเถาวัลย์วิญญาณเดินไปมุมหนึ่งของมิติ นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะต้องสร้างที่อยู่อาศัยที่เป็นหลักเป็นแหล่งให้แก่มัน หญิงสาวก้าวออกจากมิติชั่วครู่เพื่อรวบรวมลำต้นไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะและกิ่งไม้เนื้อแข็งที่นางเคยตัดเตรียมไว้จากหุบเขาจิ่นซิ่ว ขนย้ายพวกมันเข้ามาในพื้นที่ว่างเปล่าใกล้กับแหล่งน้ำทิพย์

ด้วยความรู้และทักษะที่หล่อหลอมจากการเอาชีวิตรอด สองมือที่เคยนุ่มนวลบัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนบางๆ แต่กลับทำงานอย่างคล่องแคล่ว เสิ่นลู่นำกิ่งไม้แข็งมาปักลงดินเป็นโครงสร้างหลัก จากนั้นจึงใช้มีดสั้นเหลาไม้ไผ่ให้เป็นซี่เล็กๆ นำมาสานขัดกันอย่างประณีตและแน่นหนา ทุกจังหวะการสานเต็มไปด้วยความสอดคล้องและมั่นคง นางใช้เถาวัลย์ป่าที่เหนียวแน่นแทนเชือก มัดตรึงแต่ละมุมจนกรงไม้ไผ่ชั่วคราวนี้แข็งแรงพอที่จะทนต่อแรงกระแทกของสัตว์ป่าขนาดเล็กได้

เพียงไม่ถึงชั่วยาม เล้าไก่ขนาดย่อมที่สร้างจากไม้ไผ่และกิ่งไม้ก็ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงในมิติ เสิ่นลู่ปูพื้นเล้าด้วยฟางแห้งและหญ้าปราณวิญญาณที่อ่อนนุ่ม ก่อนจะจับไก่ฟ้าตัวนั้นโยนเข้าไปด้านใน พร้อมกับวางไข่ทั้งห้าฟองของมันลงในรังฟางอย่างระมัดระวัง

"ท่านแม่ขอรับ ไก่ตัวนี้มันดูกลัวมากเลย"

เสียงเล็กๆ ของหลี่เสี่ยวเป่าดังขึ้น เด็กน้อยที่เพิ่งเดินเข้ามาใกล้จ้องมองไก่ฟ้าที่ขดตัวสั่นเทาอยู่มุมเล้าด้วยดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ แม้เขาจะผ่านความอดอยากและความหนาวเหน็บมาอย่างแสนสาหัส แต่จิตใจของเด็กน้อยยังคงเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

เสิ่นลู่แย้มยิ้มอ่อนโยน นางย่อตัวลงลูบศีรษะบุตรชาย "มันเพิ่งจากป่ามาอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ย่อมต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา เป่าเอ๋อร์... แม่มีงานสำคัญชิ้นหนึ่งอยากให้เจ้าช่วยรับผิดชอบ เจ้าทำได้หรือไม่?"

"งานอันใดหรือขอรับ? เป่าเอ๋อร์ทำได้ทุกอย่าง!" เด็กน้อยยืดอกขึ้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของมารดา

"แม่จะมอบหน้าที่ดูแลไก่ฟ้าตัวนี้ให้เจ้า" เสิ่นลู่กล่าวพร้อมกับหยิบชามดินเผาใบเล็กออกมา "ในทุกๆ วัน เจ้าต้องนำเศษผักที่เหลือจากการทำอาหาร มาสับให้ละเอียด แล้วคลุกเคล้ากับน้ำทิพย์ในบ่อเล็กน้อย นำมาให้มันกิน สัตว์ป่าย่อมต้องการเวลาและความเอาใจใส่ หากเจ้าดูแลมันอย่างดี ไม่นานมันก็จะคุ้นเคยกับเรา"

การมอบหมายหน้าที่นี้มิใช่เพียงเพื่อลดภาระของตนเอง แต่เสิ่นลู่ต้องการฝึกฝนให้หลี่เสี่ยวเป่ารู้จักความรับผิดชอบและความอ่อนโยน เด็กน้อยรับชามดินเผามาด้วยความทะนุถนอม ราวกับได้รับมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาเริ่มลงมือสับเศษผักกาดและหัวไชเท้าอย่างตั้งใจ ก่อนจะตักน้ำทิพย์ใสกระจ่างหยดลงไปผสม กลิ่นหอมจางๆ ของพลังวิญญาณโชยแตะจมูก

เมื่อหลี่เสี่ยวเป่าสอดชามอาหารเข้าไปในเล้า ไก่ฟ้าที่ตอนแรกมีท่าทีหวาดระแวงและส่งเสียงขู่ กลับชะงักงัน สัญชาตญาณของมันรับรู้ได้ถึงพลังชีวิตอันบริสุทธิ์ที่แฝงอยู่ในหยาดน้ำทิพย์ มันค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหา ก้มหัวลงจิกเศษผักเข้าปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจิกกินอย่างตะกละตะกลามด้วยความหิวโหย

วันเวลาในมิติวิเศษผันผ่านไปอย่างรวดเร็วภายใต้กฎเกณฑ์แห่งเวลาที่บิดเบี้ยว เพียงไม่กี่วันที่หลี่เสี่ยวเป่าคอยหมั่นป้อนอาหารและน้ำทิพย์อย่างสม่ำเสมอ ความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ไก่ฟ้าอารมณ์ร้ายที่เคยก้าวร้าว บัดนี้กลับเชื่องชื่องลงอย่างเห็นได้ชัด ขนสีหม่นของมันหลุดร่วงไป แทนที่ด้วยขนเส้นใหม่ที่เงางามและมีสีสันสดใสราวกับเคลือบด้วยอัญมณี มันไม่เพียงแต่เลิกตื่นตระหนกเมื่อเห็นมนุษย์ ทว่ายังยอมให้หลี่เสี่ยวเป่ายื่นมือเล็กๆ เข้าไปลูบขนของมันได้อีกด้วย

และสิ่งที่ทำให้เสิ่นลู่เบิกตากว้างด้วยความปีติยินดีที่สุด คือผลลัพธ์ของพลังแห่งมิติและน้ำทิพย์ ไม่เพียงแต่ไก่ฟ้าจะเชื่องลง แต่มันยังเริ่มฟักไข่และวางไข่ฟองใหม่ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด! จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะออกไข่สักฟอง บัดนี้กลับมีไข่ใบโตสีนวลเนียนปรากฏอยู่ในรังฟางแทบทุกวัน

ภาพของเล้าไก่ที่สร้างจากไม้ไผ่ ไก่ฟ้าที่กำลังจิกกินอาหารอย่างสงบ และไข่ไก่ที่เพิ่มจำนวนขึ้น เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จก้าวแรก นับเป็นปฐมบทแห่งการทำปศุสัตว์ขนาดย่อมในมิติวิเศษของเสิ่นลู่อย่างแท้จริง แหล่งอาหารโปรตีนอันล้ำค่าที่เคยขาดแคลน บัดนี้กำลังจะกลายเป็นเสบียงที่ไม่มีวันหมดสิ้น!

ทว่า เพื่อรองรับจำนวนลูกไก่ที่อาจจะฟักออกมาในอนาคตอันใกล้ รวมถึงความต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูก เสิ่นลู่รู้ดีว่านางจำต้องหาวัสดุและทรัพยากรเพิ่มเติม วันรุ่งขึ้น หญิงสาวจึงตัดสินใจก้าวออกจากมิติวิเศษ กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงในหุบเขาจิ่นซิ่วอีกครั้ง

ลมหนาวแห่งแคว้นเป่ยเหยียนยังคงพัดโชยบางเบา แม้พายุหิมะจะสงบลงแล้ว แต่ความหนาวเย็นยังคงปกคลุม เสิ่นลู่กระชับเสื้อคลุมกันหนาว ก้าวเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าทึบเพื่อค้นหาไม้ไผ่และเถาวัลย์เพิ่มเติม ทว่าในขณะที่นางกำลังสอดส่ายสายตา สายตาของนางกลับสะดุดเข้ากับรอยเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ประทับอยู่บนผืนดินที่ปกคลุมด้วยหิมะบางๆ

รอยเท้านั้นมุ่งหน้าลึกเข้าไปในหุบเขา ซอกซอนผ่านดงไม้รกชัฏและก้อนหินใหญ่มหึมา ความอยากรู้อยากเห็นผสมผสานกับสัญชาตญาณการแสวงหาทรัพยากรผลักดันให้นางก้าวเดินตามรอยนั้นไปอย่างเงียบเชียบ ยิ่งเดินลึกเข้าไป ภูมิทัศน์รอบด้านยิ่งดูสลับซับซ้อน จนกระทั่งนางมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าปากถ้ำหินขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเถาวัลย์หนาทึบ

เสิ่นลู่กลืนน้ำลายลงคอ ค่อยๆ แหวกเถาวัลย์และก้าวล่วงล้ำเข้าไปในความมืดมิด ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นปากถ้ำ สิ่งที่ปะทะเข้ากับใบหน้าของนางกลับไม่ใช่ลมหนาวบาดกระดูกอย่างที่คาดคิด... แต่กลับเป็นมวลอากาศร้อนระอุที่ลอยกรุ่น กลิ่นแร่ธาตุและกำมะถันจางๆ ลอยแตะจมูก พร้อมกับม่านหมอกสีขาวหนาทึบที่พวยพุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของถ้ำ แสงสว่างสลัวๆ สะท้อนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวอยู่เบื้องหลังม่านหมอกนั้น!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ค้นพบน้ำพุร้อนซ่อนเร้น]**