ตอนที่ 3

***บทที่ 3: สัมผัสแห่งธรรมชาติและหุบเขาลับ***

กระแสความร้อนที่แผดเผาราวกับเพลิงผลาญค่อยๆ ทุเลาลง แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นฉ่ำดุจหยกชั้นเลิศที่ลูบไล้ไปทั่วสรรพางค์กาย เสิ่นลู่หอบหายใจสะท้าน หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มหน้าผากมน ทว่าความเจ็บปวดที่เคยฉีกกระชากสติสัมปชัญญะกลับมลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเบาสบายและประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้น นัยน์ตาดำขลับประกายประกายสีเขียวมรกตวาบผ่านไปชั่วขณะ

"นายหญิง ท่านทำสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ!" เสียงเล็กๆ สดใสของเสี่ยวไป๋ ภูติน้อยผู้ดูแลมิติไป๋อวี่ดังขึ้นในห้วงคำนึง น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความปีติยินดี "ร่างกายของท่านผสานเข้ากับหยาดน้ำทิพย์บริสุทธิ์หมดจด บัดนี้ท่านได้ปลุกพลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ!"

เสิ่นลู่ก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง นางลองกำและแบมือช้าๆ สัมผัสได้ถึงพลังงานสายหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง มันมิใช่พลังยุทธ์ทำลายล้าง ทว่ากลับเป็นพลังแห่งชีวิตอันอ่อนโยน เมื่อนางหลับตาลง ภาพในห้วงความคิดก็ปรากฏเส้นสายสีเขียวสว่างไสว แผ่ซ่านออกไปรอบทิศทางราวกับรากไม้ที่หยั่งลึกลงสู่ผืนดิน นางสามารถรับรู้ได้ถึงหยดน้ำค้างบนใบหญ้าในมิติ รับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันแข็งแกร่งของหลี่เสี่ยวเป่าที่หลับสนิทอยู่บนอก และเหนือสิ่งอื่นใด... เสียงเรียกเพรียกหาจากโลกภายนอกที่ดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณ

"ข้าเข้าใจแล้ว..." เสิ่นลู่พึมพำแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก "พลังนี้คือเข็มทิศที่จะนำพารอดพ้นจากพายุหิมะสินะ"

แม้มิติไป๋อวี่จะอบอุ่นและปลอดภัยเพียงใด แต่นางไม่อาจซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินย่อมมีข้อจำกัด หากนางต้องการสร้างรากฐานชีวิตใหม่เพื่อนางและบุตรชาย นางต้องมีสถานที่พักพิงบนโลกแห่งความเป็นจริง สัญชาตญาณบอกนางว่า ขุมพลังชีวิตมหาศาลที่ดึงดูดนางอยู่หลังแนวเขาหลิงซาน คือจุดหมายปลายทางที่สวรรค์ประทานให้

นางกระชับห่อผ้าผืนเก่าที่ห่อหุ้มร่างของบุตรชายให้แน่นหนาขึ้น จุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากมนของทารกน้อย ก่อนจะตั้งจิตอธิษฐาน

วูบ!

เพียงพริบตาเดียว ร่างของสองแม่ลูกก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุหิมะที่ยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ความหนาวเหน็บเสียดแทงเข้ากระดูกในทันที ทว่าคราวนี้นางกลับไม่ตื่นตระหนก เสิ่นลู่หลับตาลง อาศัยสัมผัสแห่งธรรมชาติที่เพิ่งตื่นรู้แทนดวงตาเนื้อ

ในห้วงการรับรู้ โลกสีขาวโพลนที่มืดมิดและสับสนพลันแปรเปลี่ยนเป็นโครงข่ายพลังงาน แม้แต่ใต้ชั้นน้ำแข็งที่หนาเตอะ นางก็ยังมองเห็นประกายแสงสีเขียวอ่อนของรากไม้ที่กำลังจำศีลรอคอยฤดูใบไม้ผลิ และที่ชัดเจนที่สุด คือกระแสพลังชีวิตสายใหญ่ที่ทอดยาวฝ่าดงสน ทะลุผ่านโขดหินสลับซับซ้อน มุ่งตรงไปยังรอยแยกเร้นลับของหุบเขา

"ทางนั้น!" เสิ่นลู่ลืมตาขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคง นางก้าวเดินฝ่าหิมะที่สูงถึงหัวเข่าไปตามเส้นทางที่สัมผัสแห่งธรรมชาตินำทาง

ยิ่งเข้าใกล้รอยแยกของภูเขา พายุหิมะที่เคยรุนแรงก็ดูเหมือนจะถูกพลังงานบางอย่างบิดเบือนทิศทางให้พัดผ่านไป เสิ่นลู่เดินลัดเลาะผ่านช่องเขาแคบๆ ที่พรางตาไว้อย่างแยบยลด้วยเถาวัลย์ฤดูหนาวและโขดหินมหึมา หากมิใช่เพราะมีสัมผัสพิเศษคอยนำทาง ต่อให้เป็นพรานป่าชำนาญทางก็ไม่อาจค้นพบทางเข้าแห่งนี้ได้

เมื่อนางแทรกตัวผ่านซอกหินแคบๆ ที่ยาวคดเคี้ยวราวกับลำตัวมังกรออกมาได้ ทัศนวิสัยเบื้องหน้าก็เปิดกว้างขึ้นอย่างฉับพลัน

ลมพายุที่เคยกรรโชกแรงพลันเงียบสงบลงราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นในบริเวณนี้บางเบากว่าด้านนอกมาก อุณหภูมิรอบกายแม้จะยังคงความเย็นเยียบของเหมันต์ฤดู แต่ก็อบอุ่นกว่าทุ่งหิมะด้านนอกหลายเท่านัก

ที่นี่คือ 'หุบเขาจิ่นซิ่ว' ดินแดนลับแลที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวเขาหลิงซาน!

เสิ่นลู่กวาดสายตามองไปรอบๆ หุบเขาแห่งนี้มีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะขนาดใหญ่ ถูกโอบล้อมด้วยปราการภูเขาสูงชันทุกด้านเบื้องหน้าของนางคือลำธารสายเล็กๆ ที่ผิวน้ำไม่ได้กลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด ยังคงมีน้ำใสไหลรินแผ่วเบา สัมผัสแห่งธรรมชาติของนางเต้นเร่าด้วยความปีติ ที่แห่งนี้อุดมไปด้วย 'ปราณชีวิต' ที่เข้มข้นยิ่งกว่าภายนอก ไม่แปลกใจเลยที่พืชพรรณและต้นไม้ใหญ่ในหุบเขายังคงดูลำต้นอวบอิ่มแม้ในยามหน้าหนาว

ขณะที่เดินสำรวจลึกเข้าไป นางก็พบเข้ากับโพรงถ้ำหินธรรมชาติแห่งหนึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางหน้าผาเตี้ยๆ ปากถ้ำกว้างขวางพอให้คนเดินเข้าออกได้สบาย เสิ่นลู่เดินเข้าไปด้านใน พบว่าพื้นที่ในถ้ำนั้นกว้างขวางและแห้งสนิท ลมหนาวไม่อาจพัดโชยเข้ามาถึง ผนังหินแข็งแกร่งไร้รอยร้าว เป็นสถานที่พักพิงชั้นเลิศที่สวรรค์ประทานให้!

"เราจะใช้ที่นี่เป็นฐานที่มั่นชั่วคราว" เสิ่นลู่เอ่ยกับเสี่ยวเป่าที่กำลังหลับตาพริ้ม รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามที่เปื้อนฝุ่น

ไม่รอช้า นางวางห่อผ้าของบุตรชายลงบนแง่งหินที่ราบเรียบและปลอดภัยที่สุดด้านในสุดของถ้ำ จากนั้นจึงเริ่มลงมือปรับปรุงที่อยู่อาศัย เสิ่นลู่เดินออกไปบริเวณปากถ้ำและพื้นที่ใกล้เคียง อาศัยสัมผัสแห่งธรรมชาติมองหากิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วงที่ถูกหิมะกลบฝังบางๆ นางรวบรวมกิ่งสนแห้ง กองฟางป่า และเศษเถาวัลย์กลับเข้ามาในถ้ำเป็นจำนวนมาก

สองมือที่เคยบอบบางของสตรีในห้องหอ บัดนี้กลับทำงานอย่างคล่องแคล่ว นางใช้กิ่งไม้ปัดกวาดหยากไย่และฝุ่นผงบนพื้นหินจนสะอาดสะอ้าน นำฟางป่าที่แห้งสนิทมาปูลาดเป็นที่นอนหนานุ่ม แล้วจึงอุ้มทารกน้อยมาวางลงอย่างเบามือ ก่อนจะจัดการสุมกิ่งไม้แห้งเตรียมไว้สำหรับการก่อกองไฟ

หลังจากทำงานหนักติดต่อกัน ความเหนื่อยล้าก็เริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง แม้ร่างกายจะฟื้นฟูจากน้ำทิพย์ แต่น้ำทิพย์มิใช่อาหารที่ให้ความอิ่มท้อง

จ๊อก...

เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นเบาๆ เสิ่นลู่ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่แบนราบ ความหิวโหยเริ่มโจมตีอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่ถูกตระกูลหลี่ขับไล่ออกมา ร่างกายนี้ก็ยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยแม้แต่เม็ดเดียว เสบียงที่พกติดตัวมาก็ถูกแม่สามีใจหินแย่งชิงไปจนหมดสิ้น หากไม่หาของกินบรรเทาความหิว นางคงไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะดูแลลูกน้อยและเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้เป็นแน่

นางทิ้งตัวลงนั่งข้างกองฟาง มือเรียวสอดเข้าไปในสาบเสื้อและกระเป๋าเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าของร่างเดิม เผื่อจะหลงเหลือเศษก้อนแป้งหรือสิ่งใดที่พอจะประทังชีวิตได้บ้าง ทว่าว่างเปล่า... ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความสากของเนื้อผ้า

เสิ่นลู่ถอนหายใจยาว เตรียมจะดึงมือออก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ที่ปลายนิ้วของนางพลันกระตุกวาบ!

มันเป็นคลื่นพลังชีวิตที่อ่อนจางอย่างยิ่งยวด ราวกับเปลวเทียนที่กำลังจะดับลงท่ามกลางพายุ แต่มันมีอยู่จริง! พลังชีวิตนั้นซุกซ่อนอยู่ในรอยตะเข็บก้นกระเป๋าเสื้อที่ขาดลุ่ยของนางเอง

ดวงตาของเสิ่นลู่เบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นางค่อยๆ ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งคลำหาสิ่งนั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะล้วงเอาบางสิ่งที่มีขนาดเล็กจิ๋วและแข็งกระด้างออกมาวางบนฝ่ามือ

เมื่อแสงสลัวจากปากถ้ำสาดส่องลงมา นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนยินดีกับสิ่งที่เห็น!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมล็ดพันธุ์แรกในมิติ]**