ตอนที่ 30

***บทที่ 30: ปรุงยาสามัญประจำบ้าน***

แสงไฟสีส้มอมแดงจากเตาหลอมสะท้อนกระทบใบหน้างามของเสิ่นลู่ ขับเน้นแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ภายในพื้นที่มิติวิเศษไป๋อวี่อันเงียบสงบ บัดนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรนานาพรรณ เสี่ยวไป๋ ภูติน้อยผู้พิทักษ์มิติลอยตัวไปมาอย่างขะมักเขม้น มันใช้พลังวิญญาณช่วยควบคุมเปลวไฟในเตาหลอมให้มีอุณหภูมิคงที่ตามคำสั่งของนายหญิงอย่างเคร่งครัด

เสิ่นลู่นำ 'หญ้าเงินทิพย์' และสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาสดๆ วางเรียงบนตะแกรงไม้ไผ่เหนือเตาหลอมอย่างเบามือ นางอาศัยความร้อนที่แผ่ออกมาผสานกับพลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขั้นสูงสุดที่ตนครอบครอง ค่อยๆ รีดเร้นความชื้นออกจากใบพืชโดยไม่ให้สูญเสียสรรพคุณทางยาแม้แต่น้อย เพียงไม่นาน ใบสีเงินยวงที่เคยเต่งตึงก็ค่อยๆ แห้งกรอบ ทว่ากลับเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดหิมะที่กักเก็บปราณบริสุทธิ์เอาไว้ภายใน

"เอาล่ะ แห้งได้ที่แล้ว" หญิงสาวพึมพำกับตนเอง ก่อนจะกวาดสมุนไพรแห้งทั้งหมดลงในครกหินสกัดขนาดใหญ่ที่เสี่ยวไป๋จัดเตรียมไว้ให้

นี่คือขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุด เสิ่นลู่หยิบสากหินที่มีน้ำหนักหลายชั่งขึ้นมา สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเริ่มลงมือบดตำสมุนไพร

*ตึง! ตึง! ตึง!*

เสียงสากหินกระทบก้นครกดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในอดีตชาติฐานะพยาบาลทหารสนามฝ่ายเสบียง นางคุ้นเคยกับเครื่องบดยาไฟฟ้าที่สามารถป่นกระดูกให้กลายเป็นผงได้ในพริบตา ทว่าในโลกยุคโบราณแห่งนี้ นางมีเพียงสองมือเปล่าและเครื่องมือหินหยาบกระด้าง หินสกัดก้อนนี้กินแรงอย่างมหาศาล ทุกครั้งที่ออกแรงตำ แรงสะท้อนจะส่งผ่านด้ามสากขึ้นมาจนถึงหัวไหล่ ทำให้กล้ามเนื้อแขนของนางปวดแปลบราวกับถูกฉีกทึ้ง

ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม หยาดเหงื่อกาฬก็ผุดซึมเต็มหน้าผากมน เสิ่นลู่วางสากหินลงชั่วคราว นางยกมือเรียวงามที่บัดนี้แดงเถือกและมีรอยพองน้ำใสๆ ขึ้นมาดูพลางถอนหายใจยาว

"การใช้หินหยาบๆ บดยาเช่นนี้สูบพลังกายเกินไปจริงๆ" หญิงสาวกัดฟันบ่นพึมพำ "หากต้องผลิตยาในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกภายนอก ข้าคงทนใช้ครกหินบิ่นๆ นี่ต่อไปไม่ไหว... ทันทีที่หิมะละลายและเส้นทางเปิด ข้าจะต้องหาทางเข้าเมืองเฟิงหลิง เพื่อเจียดเงินจากการขายเห็ดหลินจือม่วงไปหาซื้อครกบดยาทองเหลืองหรือเหล็กกล้าชั้นเลิศที่ได้มาตรฐานกว่านี้ให้จงได้"

แม้จะเหนื่อยล้าจนแทบยกแขนไม่ขึ้น แต่เมื่อมองไปที่หลี่เสี่ยวเป่า บุตรชายตัวน้อยที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงไม้ไผ่ใกล้ๆ นางก็สูดลมหายใจเรียกความฮึดกลับคืนมา มือที่พองเจ็บคว้าสากหินขึ้นมาอีกครั้ง ลงมือบดตำต่อไปจนกระทั่งหญ้าเงินทิพย์และสมุนไพรฤทธิ์เย็นกลายเป็นผงละเอียดเนียนละเอียดราวกับแป้ง

เมื่อได้วัตถุดิบตั้งต้นครบถ้วน เสิ่นลู่จึงเริ่มกระบวนการ 'ปรุงยา' ตามสูตรลับที่ผสานความรู้ของแพทย์ทหารสนามยุคใหม่เข้ากับสรรพคุณล้ำเลิศของสมุนไพรวิเศษ

สิ่งแรกที่นางลงมือทำคือ **'ผงยาห้ามเลือดฉับพลัน'**

ในโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอันตราย ทั้งจากสัตว์ป่าผู้หิวโหยในฤดูหนาวและการปะทะกับผู้คน บาดแผลฉกรรจ์คือสิ่งที่พรากชีวิตคนได้รวดเร็วที่สุด นางนำผงหญ้าเงินทิพย์ที่มีสรรพคุณสมานแผลอย่างปาฏิหาริย์ มาผสมกับเถ้ากระดูกสัตว์ที่ผ่านการสะตุจนสะอาดและสมุนไพรฝาดสมาน นางกะเกณฑ์อัตราส่วนอย่างแม่นยำด้วยสายตาและสัมผัสแห่งธรรมชาติ คลุกเคล้าจนเข้ากัน ก่อนจะบรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ปิดจุกแน่นหนา ยานี้พกพาง่าย เพียงแค่โรยลงบนปากแผล มันจะทำปฏิกิริยาแข็งตัวและหยุดเลือดที่กำลังพุ่งปรี๊ดได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ

สิ่งต่อมาคือ **'ยาลดไข้แบบเม็ด'**

ไข้ป่าและลมหนาวคือมัจจุราชเงียบที่พรากชีวิตเด็กและคนชราในแคว้นเป่ยเหยียนมานับไม่ถ้วน เสิ่นลู่นำผงสมุนไพรฤทธิ์เย็นมาผสมกับน้ำพุวิเศษในมิติเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความเหนียว จากนั้นอาศัยความชำนาญของปลายนิ้ว ปั้นและคลึงสมุนไพรเหล่านั้นให้กลายเป็นยาลูกกลอนเม็ดกลมเกลี้ยงขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย เรียงรายอยู่บนถาดไม้ นางนำไปผิงไฟอ่อนๆ จนแห้งสนิท ยานี้มีขนาดเล็ก กลืนง่าย ออกฤทธิ์ขับพิษร้อนและลดไข้ได้ชะงัดนัก แม้แต่เด็กเล็กก็สามารถกินได้โดยไม่ต้องทนฝืนดื่มยาต้มรสขมปี๋

เมื่อมองดูกระบอกไม้ไผ่บรรจุยาห้ามเลือดและขวดยากระเบื้องเคลือบใบเล็กที่บรรจุยาลดไข้เม็ดนับสิบเม็ด รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเสิ่นลู่ บัดนี้คลังแสงทางการแพทย์ขนาดย่อมของนางได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว เกราะคุ้มภัยชั้นที่สองสำหรับครอบครัวเล็กๆ นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยสองมือของนางเอง

"พักผ่อนเถิดเสี่ยวไป๋ วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก" เสิ่นลู่เอ่ยชมภูติน้อย ก่อนจะล้างมือและตัดสินใจออกจากมิติวิเศษเพื่อกลับไปตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในถ้ำหินของหุบเขาจิ่นซิ่ว

เมื่อจิตวิญญาณกลับคืนสู่ร่างที่นั่งสมาธิอยู่หน้ากองไฟในถ้ำ เสิ่นลู่ลืมตาขึ้น นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในอากาศ มันไม่ได้หนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้านเหมือนช่วงพายุหิมะถล่มอีกต่อไป แต่มันกลับมีความชื้นแฉะและกลิ่นอายของไอดินที่ลอยปะทะจมูก

หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังปากถ้ำที่เคยถูกปิดกั้นด้วยหิมะหนาทึบ บัดนี้ลมที่พัดเข้ามาเริ่มเปลี่ยนทิศ

*ติ๋ง... ติ๋ง...*

เสียงน้ำหยดลงมากระทบโขดหินดังกังวานแว่วเข้าหู เสิ่นลู่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนชะง่อนผาเหนือปากถ้ำ แท่งน้ำแข็งยักษ์ที่เคยแหลมคมราวกับหอกกำลังละลายหยดลงมาเป็นสายน้ำเล็กๆ

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะคลี่ยิ้มต้อนรับความอบอุ่นที่กำลังจะมาเยือน...

*ครืนนน...! แกร็ก!*

เสียงลั่นกึกก้องราวกับแผ่นดินแยกดังสะท้านมาจากยอดเขาหลิงซานเบื้องบน ตามมาด้วยเสียงคำรามของมวลน้ำมหาศาลที่กำลังแหวกฝ่าเศษหิมะและก้อนหินลงมาตามร่องเขา ดวงตาหงส์ของเสิ่นลู่เบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือนก็จริง... แต่สิ่งที่มาก่อนความอบอุ่น คือมหันตภัยจากน้ำแข็งนับหมื่นตันที่กำลังละลายและหลากทะลักลงมากลืนกินทุกสิ่งในหุบเขาแห่งนี้!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หิมะละลาย น้ำหลาก]**