ตอนที่ 31
***บทที่ 31: หิมะละลาย น้ำหลาก***
มวลน้ำมหาศาลผสานกับเศษก้อนน้ำแข็งนับหมื่นตันพังครืนลงมาจากยอดเขาหลิงซาน เสียงกึกก้องกังวานประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทลายสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาจิ่นซิ่ว เสิ่นลู่เบิกตากว้าง จ้องมองเกลียวคลื่นสีขาวโพลนที่ถาโถมลงมาตามร่องเขาประดุจอสุรกายร้ายที่ตื่นจากการหลับใหล
โชคยังเข้าข้างที่ทิศทางการพังทลายของมวลน้ำแข็งไม่ได้พุ่งเป้ามายังชะง่อนผาหน้าถ้ำของนางโดยตรง แต่มันหลากทะลักลงสู่ใจกลางหุบเขาเบื้องล่าง ทว่าด้วยปริมาณน้ำที่มหาศาลเกินกว่าลำธารสายเดิมจะรองรับไหว มวลน้ำเย็นยะเยือกจึงเอ่อล้นตลิ่ง ซัดสาดกลืนกินพื้นที่ลานหินและกำลังเอ่อทะลักขึ้นมายังหน้าปากถ้ำอย่างรวดเร็ว
"หากปล่อยให้น้ำท่วมเข้ามาในถ้ำ เสี่ยวเป่ากับเสบียงทั้งหมดต้องแย่แน่!" หญิงสาวสบถในใจอย่างร้อนรน นางรีบหมุนตัววิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ คว้าจอบเหล็กด้ามยาวที่เก็บไว้มุมหนึ่งออกมาอย่างฉับไว
เสิ่นลู่วิ่งฝ่าลมหนาวที่พัดกระหน่ำออกมายืนอยู่ตรงขอบลานหินหน้าถ้ำ ประเมินทิศทางการไหลของกระแสน้ำด้วยสายตาเฉียบขาด นางใช้พลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' สอดส่องลงไปยังผืนดินที่เพิ่งโผล่พ้นเกล็ดหิมะ ค้นหาแนวร่องดินที่อ่อนตัวที่สุดเพื่อกำหนดเส้นทางเบี่ยงกระแสน้ำมิให้กลืนกินลานหน้าถ้ำ
*ฉึก! ฉึก! ฉึก!*
คมจอบเหล็กสับลงบนพื้นดินที่ยังคงมีความแข็งกระด้างอยู่บ้าง เสิ่นลู่ออกแรงขุดดินและงัดก้อนหินอย่างเอาเป็นเอาตาย นางโหมกำลังทั้งหมดที่มี สองแขนเรียวบางตึงเครียดจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากมน แม้ลมหนาวต้นฤดูใบไม้ผลิจะบาดผิวหนัง แต่นางกลับรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
กระแสน้ำเริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้ เกลียวคลื่นเย็นเฉียบสาดกระเซ็นเปียกชุ่มชายกระโปรงและรองเท้าของหญิงสาว แต่นางไม่อาจหยุดมือได้แม้แต่เสี้ยวลมหายใจเดียว ร่างบางก้มๆ เงยๆ ขุดลอกร่องน้ำอย่างตึงเครียด ความเจ็บปวดแปลบปลาบเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง อาการปวดหลังจากการทำงานหนักอย่างฉับพลันเล่นงานนางอย่างจัง ทว่าเสิ่นลู่กัดฟันข่มความเจ็บปวด สองมือยังคงกำด้ามจอบแน่นและขุดต่อไปไม่หยุดหย่อน
"อีกนิดเดียว... อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น!" นางพึมพำกับตัวเอง
ในที่สุด ร่องน้ำสายใหม่ที่มีความลึกและกว้างพอสมควรก็ถูกขุดล้อมรอบบริเวณลานหน้าถ้ำเป็นรูปครึ่งวงกลม เชื่อมต่อกับทางลาดชันด้านข้าง เมื่อมวลน้ำที่เอ่อล้นทะลักมาถึงขอบร่องน้ำ มันก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทาง ไหลวกอ้อมหน้าถ้ำและตกลงสู่ที่ลุ่มต่ำเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
เสิ่นลู่ทิ้งจอบเหล็กลงกับพื้น ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงทรุดฮวบลงนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วงบนก้อนหินใหญ่ นางมองดูสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากผ่านหน้านางไปเบื้องล่างด้วยความโล่งอกอย่างหาที่สุดไม่ได้ เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและละอองน้ำ แต่เมื่อหันไปมองปากถ้ำที่ยังคงแห้งสนิท รอยยิ้มแห่งความปีติก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเหนื่อยล้า ถิ่นพำนักของนางและลูกน้อยปลอดภัยจากมหันตภัยธรรมชาตินี้แล้ว
หลังจากการพักผ่อนชั่วครู่จนลมหายใจกลับมาเป็นปกติ เสิ่นลู่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน อาการปวดหลังยังคงหลงเหลืออยู่ทำให้นางต้องใช้มือนวดเฟ้นเบาๆ ขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับเข้าถ้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้น หางตาของนางกลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง
ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลผ่านร่องน้ำที่นางเพิ่งขุด มีประกายแสงสีเงินแวววาวสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ของยามเช้า เมื่อเพ่งพินิจดูให้ดี เสิ่นลู่ก็พบว่ามันคือฝูงปลาภูเขาเกล็ดหิมะตัวอวบอ้วน พวกมันคงจำศีลอยู่ตามซอกหินในลำธารเบื้องบน เมื่อหิมะละลายกลายเป็นน้ำหลาก พวกมันจึงถูกกระแสน้ำพัดพาลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ปลาหลายตัวพยายามว่ายทวนกระแสน้ำอยู่ในร่องน้ำแคบๆ ที่นางเพิ่งสร้างขึ้น
ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นพร้อมกับประกายความยินดี "สวรรค์ประทานอาหารมาให้ถึงหน้าประตูเชียวหรือนี่!"
ไม่รอช้า เสิ่นลู่รีบวิ่งไปหยิบตะกร้าสานไม้ไผ่ทรงลึกที่เคยใช้ใส่เสบียงออกมา นางใช้เชือกป่านผูกรัดปากตะกร้าให้แคบลงเล็กน้อย ดัดแปลงมันเป็นไซดักปลาชั่วคราวอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นนางก็ก้าวลงไปในน้ำที่เย็นจัด นำตะกร้าสานไปวางขวางดักไว้ตรงจุดที่น้ำไหลเชี่ยวและแคบที่สุดของร่องน้ำ ใช้ก้อนหินหนักทับไว้ไม่ให้ลอยไปตามกระแส
เพียงชั่วจิบชาผ่านไป เสิ่นลู่ก็สังเกตเห็นตะกร้าสานสั่นไหวอย่างรุนแรง นางรีบยกมันขึ้นมาเหนือน้ำ เสียงปลาดิ้นกระแด่วตีน้ำดังสาดกระเซ็น ภายในตะกร้าปรากฏปลาภูเขาตัวเขื่องขนาดเท่าฝ่ามือถึงหกเจ็ดตัว เกล็ดของพวกมันสะท้อนแสงสีเงินยวงงดงามยิ่งนัก
"ได้การล่ะ วันนี้เสี่ยวเป่าจะได้กินน้ำแกงปลาบำรุงร่างกายเสียที" เสิ่นลู่ยิ้มกว้าง ความเหน็ดเหนื่อยและอาการปวดหลังดูเหมือนจะมลายหายไปจนสิ้นเมื่อเห็นวัตถุดิบชั้นเลิศอยู่ตรงหน้า ปลาภูเขานี้เติบโตในน้ำเย็นจัด เนื้อของมันย่อมแน่นและหวานละมุน ไร้กลิ่นคาวโคลน เป็นอาหารโอชารสที่ธรรมชาติมอบให้เป็นรางวัลแห่งความพยายาม
นางจัดการปลดปลาออกจากตะกร้า นำไปขังไว้ในแอ่งน้ำเล็กๆ ที่ขุดแยกไว้ต่างหาก ก่อนจะตั้งตารอคอยให้ความอบอุ่นมาเยือนอย่างเต็มที่
เมื่อแสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังหุบเขาจิ่นซิ่ว อุณหภูมิที่เริ่มอุ่นขึ้นทำให้หิมะบริเวณลานหน้าถ้ำที่เหลืออยู่ละลายหายไปจนหมดสิ้น เผยให้เห็นผืนดินที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง เสิ่นลู่เดินเข้าไปใกล้ผืนดินนั้น นางก้มตัวลงและใช้มือเปล่าสัมผัสเนื้อดิน
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผืนดินแห่งหุบเขาจิ่นซิ่ว ดวงตาของเสิ่นลู่ก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ดินร่วนซุยสีดำขลับที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำละลายจากหิมะนี้ ไม่เพียงแต่มีความอุดมสมบูรณ์ในระดับที่สายตาคนธรรมดามองเห็นเท่านั้น แต่มันยังแผ่ซ่านละอองพลังวิญญาณบริสุทธิ์ออกมาอย่างเข้มข้น พลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ของนางเต้นเร่าตอบรับกับพลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ใต้พิภพ ดินแดนแห่งนี้คือขุมทรัพย์ทางการเกษตรอย่างแท้จริง!
ทว่า... ในจังหวะที่นางกำลังหลับตาซึมซับพลังวิญญาณจากดินอยู่นั้นเอง เสิ่นลู่กลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางเบาที่ส่งผ่านขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้า คลื่นความร้อนประหลาดสายหนึ่งปะทุขึ้นมาจากเบื้องลึกของแผ่นดินหุบเขา มันอุ่นวาบและแผ่ซ่านเข้ามาในร่างของนาง ราวกับมีบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้กำลังตื่นตระหนกต่อการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ... และกำลังเพรียกหานางอย่างเงียบงัน!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปลูกผักลงดินหุบเขา]**