ตอนที่ 32
***บทที่ 32: ปลูกผักลงดินหุบเขา***
คลื่นความร้อนระลอกนั้นมิได้แผดเผารุนแรง ทว่ากลับอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตที่ฝังรากลึก เสิ่นลู่หลับตาพริ้ม ปล่อยให้พลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขั้นสูงสุดของนางผสานเข้ากับจังหวะชีพจรของผืนดินแห่งหุบเขาจิ่นซิ่ว พลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่หลับใหลอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งและหิมะมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ แผ่นดินกำลังหายใจ และมันกำลังเชื้อเชิญให้นางฝังเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตลงไปในอ้อมกอดของมัน
"ถึงเวลาแล้วสินะ" หญิงสาวพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มบางเบาประดับบนริมฝีปากอิ่ม
พื้นดินบริเวณลานหน้าถ้ำที่เคยถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน บัดนี้ละลายกลายเป็นดินร่วนซุยสีดำขลับที่ชุ่มฉ่ำและอุดมสมบูรณ์ เสิ่นลู่รู้ดีว่าการเพาะปลูกในมิติวิเศษไป๋อวี่นั้นสะดวกสบายและให้ผลผลิตรวดเร็วปานเนรมิต แต่การพึ่งพามิติเพียงอย่างเดียวนั้นคือความประมาทที่อาจนำภัยร้ายมาสู่ตัวโดยไม่คาดคิด
ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนฉ้อฉลและสายตาที่พร้อมจะจับผิด โดยเฉพาะหากวันใดวันหนึ่งนางต้องเผชิญหน้ากับคนตระกูลหลี่ที่อาจยังมีชีวิตรอดและระหกระเหินอยู่ หรือแม้แต่ชาวบ้านพลัดหลงที่อาจบังเอิญผ่านมาพบหุบเขาแห่งนี้ หากพวกเขาเห็นว่านางกับลูกน้อยมีเสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ มีผักสดอวบอิ่มให้กินโดยปราศจากร่องรอยของการทำเกษตรกรรม ย่อมก่อให้เกิดความหวาดระแวงและคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้
ในยุคสมัยที่ผู้คนอดอยากแร้นแค้น หากผู้ใดครอบครองของวิเศษ ย่อมตกเป็นเป้าหมายของการแย่งชิงและเข่นฆ่า นางไม่อาจเสี่ยงให้ความลับของมิติไป๋อวี่ต้องถูกเปิดเผย การสร้าง 'ฉากบังหน้า' ด้วยการทำแปลงเกษตรบนผืนดินจริง จึงเป็นหมากกระดานสำคัญที่นางต้องรีบวางล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของตนเองและเสี่ยวเป่า!
เสิ่นลู่ทรุดตัวลงนั่งยองๆ หลับตาลงส่งกระแสจิตเชื่อมต่อกับระบบผู้ช่วยและมิติไป๋อวี่ เพียงชั่วอึดใจ ต้นกล้าผักกาดขาวที่อวบอิ่ม ทอดยอดใบสีเขียวสดใส ตลอดจนเถามันเทศที่แตกใบอ่อนสมบูรณ์แบบ ก็ถูกถ่ายโอนออกมาปรากฏอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่สานข้างกายอย่างเงียบเชียบ ต้นกล้าเหล่านี้ถูกเพาะฟักในมิติวิเศษจนมีรากที่แข็งแรงและสะสมพลังชีวิตไว้เต็มเปี่ยม พร้อมอย่างยิ่งที่จะเผชิญกับสภาพแวดล้อมของโลกภายนอก
หญิงสาวม้วนแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง หยิบจอบไม้ที่ดัดแปลงขึ้นอย่างง่ายๆ สับลงบนผืนดินร่วนซุยหน้าถ้ำ ดินของหุบเขาจิ่นซิ่วนั้นขุดง่ายกว่าที่คิด ทั้งยังมีไส้เดือนดินตัวอวบอ้วนชอนไชอยู่ประปราย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ขั้นสุดยอดที่หาได้ยากยิ่งในแคว้นทางเหนือ นางค่อยๆ ขุดหลุมขนาดพอเหมาะ นำต้นกล้าผักกาดขาวลงปลูกอย่างเบามือ กลบดินทับรากและกดให้แน่นพอประมาณ จากนั้นจึงนำเถามันเทศไปปลูกในแปลงข้างๆ ที่ยกร่องเตรียมไว้
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับต้นกล้าและผืนดิน พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติจะไหลเวียนเป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างตัวนาง พืชพรรณ และแผ่นดิน นางก้มลงมองผลงานของตนด้วยใจระทึก ต้นกล้าที่เพิ่งย้ายออกจากมิติวิเศษสู่โลกภายนอกไม่มีอาการเหี่ยวเฉาหรือตื่นตกใจต่อสภาวะแวดล้อมใหม่เลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน ทันทีที่รากฝอยของพวกมันสัมผัสกับดินดำขลับของหุบเขาจิ่นซิ่ว พวกมันก็ชอนไชลงสู่เบื้องล่างอย่างตะกละตะกลาม ราวกับทารกที่หิวกระหายและกำลังดูดกลืนน้ำนมมารดา พลังวิญญาณแห่งธรรมชาติที่อบอวลอยู่ในเนื้อดินถูกสูบฉีดขึ้นไปตามลำต้น หล่อเลี้ยงใบสีเขียวให้เปล่งประกายสดใสยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นลู่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างจดจ่อ นางพบว่าแม้ความเร็วในการเจริญเติบโตบนโลกภายนอกนี้ จะไม่อาจเทียบเคียงกับความมหัศจรรย์ในมิติไป๋อวี่ ที่ซึ่งผักกาดหนึ่งต้นสามารถโตเต็มวัยได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ทว่า... เมื่อเทียบกับผืนดินปกติบนโลกมนุษย์ภายนอกแล้ว ดินในหุบเขาจิ่นซิ่วที่ซึมซับพลังปราณแห่งธรรมชาตินี้ กลับกระตุ้นให้ต้นกล้าเติบโตเร็วกว่าปกติถึงหลายสิบเท่า!
เพียงแค่ระยะเวลาชั่วจิบชา ใบผักกาดก็แผ่ขยายรับแสงตะวันอย่างเริงร่า เถามันเทศก็ทอดยอดเลื้อยยาวออกไปอีกหลายชุ่น เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ผืนดินแห่งนี้คือขุมทรัพย์ทางการเกษตรที่ประเมินค่ามิได้ หากได้รับการดูแลอย่างดี ผลผลิตที่ได้จะงอกเงยพอกินและเหลือพอให้นำไปค้าขายแลกเปลี่ยนได้อย่างแน่นอน
"ยอดเยี่ยมมาก..." เสิ่นลู่ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ดวงตาหงส์ทอประกายด้วยความปีติยินดี "เพียงเท่านี้ หากมีใครจับพลัดจับผลูมาพบเห็น ข้าก็สามารถอ้างได้เต็มปากว่าอาหารทั้งหมด ล้วนเติบโตจากน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อบนผืนดินแห่งนี้ มิได้ใช้มนตร์ดำหรือของวิเศษอันใดเสกสรรค์ขึ้นมา"
นางจัดการใช้กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำจากแอ่งน้ำใสสะอาด มารดเติมความชุ่มชื้นให้แปลงผักกาดและมันเทศจนเสร็จสิ้น สายลมโชยพัดพาความเย็นสดชื่นของต้นฤดูใบไม้ผลิมาปะทะใบหน้า เสิ่นลู่ยืนทอดสายตามองแปลงผักขนาดเล็กที่เป็นเสมือนป้อมปราการแห่งความสมเหตุสมผลของตนด้วยความภาคภูมิใจ
ทว่า ในขณะที่หญิงสาวกำลังก้มลงเก็บเครื่องมือเกษตร และเตรียมตัวจะกลับเข้าไปดูหลี่เสี่ยวเป่าในถ้ำนั้นเอง...
*ปึก!... ปึก!... ปึก!...*
เสียงจังหวะกระแทกกระทั้นบางอย่างที่ดังสะท้อนแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล บริเวณทางเข้าหุบเขาเบื้องล่าง ทำเอามือที่กำลังจับจอบไม้ของเสิ่นลู่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เสียงนั้นเบาบางคล้ายลอยตามลม แต่นางที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคมย่อมแยกแยะออกอย่างชัดเจน มันมิใช่เสียงของหินถล่มตามธรรมชาติ และมิใช่เสียงของสัตว์ป่าที่กำลังล่าเหยื่อ
แต่มันคือจังหวะที่สม่ำเสมอ หนักแน่น... ราวกับเสียงของ 'ขวานเหล็ก' ที่กำลังสับลงบนเนื้อไม้อย่างไร้ความปรานี!
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ สัญชาตญาณระวังภัยที่หล่อหลอมจากการเอาชีวิตรอดตื่นตัวขึ้นขีดสุดในชั่วพริบตา... หิมะละลายแล้ว ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้ว โลกภายนอกที่นางพยายามหลีกหนี... กำลังจะรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตลับของนางกระนั้นหรือ!?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เสียงสะท้อนจากโลกภายนอก]**