ตอนที่ 33

***บทที่ 33: เสียงสะท้อนจากโลกภายนอก***

มือเรียวที่กำลังกำด้ามจอบไม้เกร็งแน่นจนข้อขาวซีด ลมหายใจของเสิ่นลู่ที่เคยผ่อนคลายพลันสะดุด ดวงตาหงส์หรี่แคบลงขณะเอียงศีรษะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียง *ปึก... ปึก...* นั้นยังคงดังกังวานมาตามสายลมที่พัดผ่านช่องเขา มันเป็นจังหวะที่เชื่องช้าทว่าหนักหน่วง สะท้อนก้องแผ่วเบามาจากเบื้องล่างของแนวเขาหลิงซาน

มิผิดแน่... นั่นคือเสียงของมนุษย์ เสียงของขวานเหล็กที่กำลังบากลงบนท่อนไม้

หญิงสาวค่อยๆ วางจอบไม้ในมือลงบนพื้นดินอย่างเงียบเชียบ ราวกับเกรงว่าแม้แต่เสียงไม้กระทบดินเพียงแผ่วเบาจะลอยข้ามเขาไปเข้าหูผู้ที่อยู่เบื้องล่าง ร่างระหงยืดตัวขึ้น สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ถูกหล่อหลอมจากความโหดร้ายของพายุหิมะและการถูกทอดทิ้งสั่งการให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด

หิมะเริ่มละลายแล้ว... สรรพสิ่งกำลังฟื้นคืนชีพ ฤดูใบไม้ผลิมิได้นำพามาเพียงความอบอุ่นและสายน้ำที่ไหลริน แต่มันยังปลุกให้ผู้คนในหมู่บ้านชิงเฟิงและบริเวณใกล้เคียงที่ต้องทนหิวโหยมาตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน เริ่มออกแสวงหาหนทางรอด พวกเขาย่อมต้องเข้าป่าล่าสัตว์ ตัดไม้ฟืน และหาของป่าประทังชีวิต

"ฤดูที่ปิดกั้นโลกภายนอกสิ้นสุดลงแล้วสินะ" เสิ่นลู่พึมพำกับตนเอง เสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม

หุบเขาจิ่นซิ่วแห่งนี้คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของนาง คือป้อมปราการที่ปกป้องนางและหลี่เสี่ยวเป่าจากความโหดร้ายของตระกูลหลี่และโลกที่ไร้ความปรานี แม้ที่นี่จะมีเส้นทางเข้าออกที่เร้นลับและสลับซับซ้อน แต่หากมีพรานป่าหรือชาวบ้านที่ชำนาญทางหลงเข้ามาระหว่างการตามล่าเหยื่อหรือหาของป่า ความลับของผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ผิดธรรมชาติแห่งนี้ย่อมต้องถูกเปิดเผย

หากมีผู้ใดล่วงรู้ว่าเบื้องหลังแนวหินผาที่ดูแห้งแล้ง กลับมีหุบเขาลับที่เต็มไปด้วยพืชพรรณเขียวชอุ่มและแหล่งน้ำบริสุทธิ์ ภัยพิบัติย่อมมาเยือนถึงหน้าประตูถ้ำอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ คนเหล่านั้นอาจปล้นชิง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือตระกูลหลี่อาจได้ข่าวและแห่กันมาทวงสิทธิ์เหนือทุกสิ่งอย่างหน้าไม่อาย

นางจะไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด!

เสิ่นลู่ไม่รอช้า นางหมุนตัววิ่งลัดเลาะไปตามแนวป่าโปร่ง มุ่งหน้าไปยังบริเวณช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่เชื่อมต่อระหว่างหุบเขาจิ่นซิ่วกับโลกภายนอก ฝีเท้าของนางแผ่วเบาและรวดเร็ว ร่างกายที่ได้รับการชำระล้างจากน้ำทิพย์ในมิติไป๋อวี่ทำให้พละกำลังและความคล่องแคล่วของนางเหนือกว่าสตรีชาวบ้านทั่วไปหลายเท่านัก

เมื่อมาถึงบริเวณปากทางเข้า เสิ่นลู่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินใหญ่ ชะโงกหน้ามองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ทัศนวิสัยถูกบดบังด้วยหมอกจางๆ และกิ่งไม้ที่เริ่มผลิใบอ่อน แต่นางยังคงมองเห็นเงาร่างเล็กจ้อยของชายตัดไม้คนหนึ่งอยู่ไกลลิบๆ เขากำลังง่วนอยู่กับการตัดไม้แห้งที่เชิงเขา แม้จะยังอยู่ห่างไกลจากปากทางเข้าหุบเขามากนัก แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนภัยชั้นดี

หญิงสาวถอยร่นกลับมาพิจารณาช่องแคบที่เป็นทางเข้าออก มันกว้างพอให้คนเพียงสองคนเดินสวนกันได้ ขนาบข้างด้วยหน้าผาหินสูงชัน หากมองจากภายนอกจะเห็นเพียงซอกหินที่ดูลึกลับ แต่ก็ยังเชิญชวนให้คนที่มีความอยากรู้อยากเห็นเดินเข้ามาสำรวจ

"ข้าต้องปิดทางนี้... ทำให้มันดูเหมือนทางตันที่อันตรายและไร้ค่า"

เมื่อตัดสินใจได้ เสิ่นลู่ก็เริ่มลงมือทันที นางใช้พลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขั้นสูงสุดที่ตนเพิ่งทะลวงผ่าน แผ่ขยายจิตสำนึกออกไปรอบบริเวณ มิใช่เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช แต่เพื่อค้นหาและ 'ทำความเข้าใจ' กับโครงสร้างของธรรมชาติรอบกาย นางสัมผัสได้ถึงเถาวัลย์หนามที่แห้งตาย หินผาที่แตกร้าว และท่อนไม้ที่ผุพังตามกาลเวลา

นางเริ่มจากการกลิ้งก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อนมาขวางบริเวณจุดที่แคบที่สุดของช่องเขา พละกำลังที่เพิ่มพูนทำให้นางสามารถเคลื่อนย้ายหินที่บุรุษฉกรรจ์ยังต้องออกแรงหอบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นางจัดวางก้อนหินเหล่านั้นให้ดูระเกะระกะ ไร้ระเบียบ ราวกับว่ามันเพิ่งถล่มลงมาจากหน้าผาเมื่อช่วงพายุหิมะที่ผ่านมา

จากนั้น เสิ่นลู่เดินลัดเลาะไปลากกิ่งไม้แห้งขนาดใหญ่ที่มีหนามแหลมคมจำนวนมากมาทับถมซ้อนกันบนกองหิน นางจงใจเลือกกิ่งไม้ที่มีสีสันกลมกลืนกับความแห้งแล้งของเปลือกผา นำเศษดิน ดินโคลน และใบไม้แห้งที่หมักหมมมาสาดทับลงไป เพื่อกลบรอยขีดข่วนหรือร่องรอยใหม่ๆ ที่เกิดจากการเคลื่อนย้าย

ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความประณีตและแยบยล ด้วยพลังสัมผัสแห่งธรรมชาติ นางรับรู้ได้ว่าควรวางกิ่งไม้เอียงองศาใดจึงจะดูเหมือนถูกลมพายุพัดหักโค่นลงมาตามธรรมชาติ ควรโรยเศษดินตรงจุดใดเพื่อให้ดูกลมกลืนราวกับผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน

เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามหน้าผากมนและซึมผ่านเสื้อหนังของนาง แต่เสิ่นลู่มิได้หยุดพัก มือเรียวที่เปื้อนคราบดินยังคงถักทอเถาวัลย์หนามเข้ากับซากกิ่งไม้ สร้างเป็นตาข่ายธรรมชาติที่ดูแหลมคมและอันตราย หากมีพรานป่าคนใดคิดจะปีนข้ามกองหินนี้ หนามแหลมเหล่านี้ย่อมทิ่มแทงจนได้เลือด และสภาพที่ดูเหมือนหน้าผาพร้อมจะถล่มลงมาซ้ำสอง ย่อมทำให้ผู้ที่รักตัวกลัวตายต้องหันหลังกลับอย่างแน่นอน

ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม การพรางทางเข้าก็เสร็จสมบูรณ์

เสิ่นลู่ถอยหลังออกมายืนประเมินผลงานของตนเองด้วยความพึงพอใจ เบื้องหน้านางบัดนี้มิใช่ทางเข้าหุบเขาอีกต่อไป แต่เป็นเพียงซอกเขาตีบตันที่ถูกปิดทับด้วยซากหินถล่มและพุ่มหนามรกชัฏ ดูอ้างว้าง อันตราย และไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่ควรค่าแก่การค้นหา

"เท่านี้ก็ซื้อเวลาได้อีกระยะหนึ่ง" นางพรูลมหายใจยาว ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อ แม้จะพรางตาได้สำเร็จ แต่นางก็รู้ดีว่าไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ได้ตลอดไป เสบียงบางอย่างจำเป็นต้องแลกเปลี่ยน นางยังต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกในสักวันหนึ่ง เพื่อนำผลผลิตไปขายและซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อย

เสิ่นลู่หมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าไปยังส่วนลึกของหุบเขา เพื่อกลับไปดูแลแปลงผักและหลี่เสี่ยวเป่าที่รออยู่ในถ้ำ ทว่า ในจังหวะที่นางเพิ่งก้าวเท้าออกไปได้เพียงสามก้าว...

ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมประดุจสัตว์ป่าของนางพลันกระตุกวูบ

เสียงขวานเหล็กสับไม้ที่ดังก้องกังวานมาตลอดหนึ่งชั่วยาม... บัดนี้ได้เงียบสงบลงแล้ว

แต่สิ่งที่มาแทนที่ กลับทำให้โลหิตในกายของหญิงสาวเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง!

*สวบ... กรอบ... สวบ...*

มันคือเสียงฝีเท้า... ไม่ใช่ของสัตว์ป่าสี่เท้า แต่มันคือเสียงรองเท้าสานที่กำลังย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งและหิมะที่เพิ่งละลาย เสียงนั้นไม่ได้อยู่ไกลลิบที่เชิงเขาอีกต่อไป แต่มันดังมาจาก *อีกฟากหนึ่ง* ของกองหินพรางตาที่นางเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อครู่นี้เอง!

และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า คือเสียงทุ้มห้าวของบุรุษที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน...

"ลูกพี่ ท่านดูตรงนี้สิ รอยเท้าสัตว์พวกนี้มันมุ่งหน้ามาทางซอกเขาฝั่งนี้... ข้าว่าหลังกองหินถล่มนี่ ต้องมีถ้ำหรืออะไรสักอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ เอาหอกมางัดดูหน่อยดีหรือไม่?"

เสิ่นลู่เบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาป มือที่กำจอบไม้สั่นสะท้าน โลกภายนอกมิได้เพียงแค่ส่งเสียงสะท้อนมาเตือนภัย แต่มันได้มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของนางแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จัดเตรียมสินค้าสำหรับค้าขาย]**