ตอนที่ 34

***บทที่ 34: จัดเตรียมสินค้าสำหรับค้าขาย***

ปลายหอกเหล็กกระแทกเข้ากับซอกหินดัง *เคร้ง!* ประกายไฟแลบแปลบปลาบในเงามืด

เสิ่นลู่เบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาป โลกภายนอกมิได้เพียงแค่ส่งเสียงสะท้อนมาเตือนภัย แต่มันได้มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านของนางแล้ว นางกลั้นลมหายใจจนหน้าอกปวดร้าว มือที่กำจอบไม้ชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ หากคนพวกนั้นทลายกองหินเข้ามาได้ ความลับของหุบเขาจิ่นซิ่วและมิติวิเศษจะต้องถูกเปิดโปง!

"บัดซบ หินพวกนี้มันขัดกันแน่นเกินไป!" เสียงทุ้มห้าวของบุรุษสบถอย่างหัวเสีย ก่อนที่อีกเสียงจะดังแทรกขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น

"ลูกพี่ ข้าว่าพอเถอะ ท่านดูสิ ดินแถวนี้มันร่วนซุยแถมยังมีรอยปริแตก หากเราดึงหอกไปงัดสุ่มสี่สุ่มห้า กองหินถล่มลงมาทับพวกเราแบนเป็นเนื้อบดแน่ ข้าได้ยินมาว่าแถวเชิงเขาหลิงซานมักมีหมีภูเขาหิวโซออกล่าเหยื่อตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ รอยเท้าพวกนี้อาจจะเป็นของมันก็ได้ เราควรรีบกลับไปรวมกลุ่มกันเถิด!"

ความเงียบโรยตัวลงชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงถอนหอกและเสียงสบถทิ้งท้ายจะดังขึ้น "ถุย! เสียเวลาชะมัด ไป! กลับไปที่เส้นทางหลัก!"

เสียงย่ำเท้าบนหิมะที่เริ่มละลายค่อยๆ ห่างออกไปจนกลืนหายไปกับเสียงลมหนาว เสิ่นลู่ทรุดตัวลงพิงโขดหินอย่างหมดแรง นางพรูลมหายใจยาวออกมา เหงื่อเย็นไหลซึมชื้นแผ่นหลัง วิกฤตการณ์เฉียดฉิวเมื่อครู่ตอกย้ำให้ขีดความอดทนของนางขาดสะบั้น นางไม่อาจซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาและหวังพึ่งพาเพียงผลผลิตที่มีอยู่ได้อีกต่อไป ผู้คนเริ่มรุกล้ำเข้ามาใกล้ทุกขณะ หากนางยังไม่มีอาวุธที่ใช้งานได้จริง ไม่มีเสบียงป้องกันภัย หรือเครื่องมือช่างที่แข็งแรงพอจะสร้างประตูปิดตายหุบเขาแห่งนี้ วันหนึ่งความตายย่อมมาเยือนถึงหน้าถ้ำ

ถึงเวลาที่นางต้องก้าวออกไปเผชิญหน้ากับตลาดการค้าในเมืองเฟิงหลิง เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรที่มีให้เป็นปราการคุ้มครองบุตรชาย!

เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด เสิ่นลู่รีบเร่งฝีเท้ากลับเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขา ทันทีที่เข้าสู่เขตปลอดภัยภายในถ้ำ นางกวาดสายตามองหลี่เสี่ยวเป่าที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงฟาง หญิงสาวเรียกใช้พลังจิตสัมผัสเปิดมิติวิเศษไป๋อวี่ แล้วเริ่มลงมือคัดแยกสิ่งของที่จะนำไปเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและระมัดระวังที่สุด

ของชิ้นแรกที่นางหยิบออกมาคือ หนังกระต่ายป่าจำนวนห้าผืน ที่นางลงมือชำระล้างและฟื้นฟูสภาพด้วยน้ำพุวิเศษ ผืนหนังเหล่านี้ผ่านการฟอกจนนุ่มละมุนไร้กลิ่นคาวเลือด ขนสีเทาอมน้ำตาลเป็นเงางามและหนานุ่ม เหมาะยิ่งนักสำหรับนำไปตัดเย็บเสื้อกันหนาวหรือทำผ้าพันคอในยุคที่อากาศยังคงหนาวเหน็บเช่นนี้

ต่อมาคือ ผงยาห้ามเลือด จำนวนสิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็ก นี่คือผลึกแห่งความรู้จากวิชาแพทย์สนามในชาติก่อน ผสานเข้ากับสมุนไพรชั้นเลิศที่ปลูกในมิติไป๋อวี่ เสิ่นลู่นำสมุนไพรมาบดละเอียดและสกัดเอาสรรพคุณสูงสุดออกมา ผงยานี้เพียงแค่โรยลงบนบาดแผล เลือดที่ไหลรินก็จะหยุดลงในชั่วจิบน้ำชา นับเป็นของล้ำค่าที่เหล่าพรานป่าและผู้คุ้มกันภัยต่างถวิลหา

สิ่งถัดไปคือ ผักสดอวบอิ่ม จำนวนหนึ่งกำมือใหญ่ เสิ่นลู่เลือกผักกาดขาวและหัวไชเท้าที่ปลูกจากแปลงดินจริงด้านนอก ซึ่งได้รับการรดด้วยน้ำทิพย์เจือจาง แม้จะไม่ใช่ของวิเศษล้ำค่า แต่ในยามต้นฤดูใบไม้ผลิที่หิมะเพิ่งละลายเช่นนี้ ผักสดๆ สีเขียวชอุ่มไร้รอยแมลงกัดกิน ย่อมเป็นที่ต้องการของโรงเตี๊ยมและเหลาอาหารในหัวเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย

และสิ่งสุดท้าย... สิ่งที่เป็นไม้ตายสำคัญที่สุดของนาง

เสิ่นลู่วางเห็ดหลินจือสีม่วงขนาดเท่าฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้ กลิ่นหอมกรุ่นของปราณโอสถลอยเตะจมูก รัศมีสีม่วงจางๆ แผ่ซ่านออกมาบ่งบอกถึงอายุและคุณภาพที่หาประเมินค่ามิได้ หากนำของสิ่งนี้ไปขายทั้งดอกในสภาพสมบูรณ์ ย่อมดึงดูดสายตาของยอดฝีมือและกลุ่มการค้าทรงอิทธิพล ซึ่งจะนำภัยพิบัติมาสู่ตัวนางที่ยังไร้กำลังอำนาจอย่างแน่นอน

นิ้วเรียวหยิบมีดสั้นขึ้นมาอย่างไม่ลังเล นางจรดคมมีดลงบนดอกหลินจือสีม่วง แล้วเฉือนมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างบรรจง ตัดแต่งให้ขอบดูเว้าแหว่งคล้ายถูกสัตว์ป่าแทะกินไปบ้าง เพื่อทำลายความสมบูรณ์แบบของมัน นางแบ่งส่วนหนึ่งเก็บไว้ในมิติ และนำเพียงเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ไม่กี่ชิ้นห่อด้วยใบไม้แห้งอย่างมิดชิด เท่านี้มันก็จะกลายเป็นเพียงเศษสมุนไพรชั้นดีที่บังเอิญเก็บได้ ไม่เตะตาผู้คนจนเกินไปนัก

ของทุกสิ่งถูกจัดเรียงและห่อหุ้มอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถูกบรรจุลงในตะกร้าไม้ไผ่สานสำหรับสะพายหลังอย่างเป็นระเบียบ

"นายหญิงช่างรอบคอบยิ่งนักขอรับ"

แสงสีทองสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับปรากฏร่างของภูติน้อยผู้ดูแลมิติ เสี่ยวไป๋กระพือปีกโปร่งแสงบินวนรอบตะกร้าไม้ไผ่ ดวงตากลมโตของมันเปล่งประกายสีคราม คล้ายกำลังเพ่งมองทะลุผ่านเนื้อผ้าและหีบห่อเข้าไปด้านใน

"ข้าไม่เคยทำการค้าในยุคสมัยนี้ ย่อมต้องระวังตัวให้มาก" เสิ่นลู่กล่าวพลางผูกเชือกตะกร้า "เสี่ยวไป๋ เจ้าพอจะรู้ราคาค่างวดของสิ่งเหล่านี้ในเมืองเฟิงหลิงหรือไม่? ข้าไม่อยากถูกพ่อค้าหน้าเลือดในตลาดกดราคาจนเสียเปรียบ"

"แน่นอนขอรับ! หน้าที่ประเมินมูลค่าปล่อยให้เป็นของข้าเอง!" เสี่ยวไป๋ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ แสงสีครามจากดวงตาของมันฉายวาบครอบคลุมตะกร้าสินค้า มันเริ่มดึงข้อมูลจากความทรงจำแห่งมิติและกระแสลมที่หอบเอาบทสนทนาของพ่อค้าเร่ที่เคยสัญจรผ่านบริเวณใกล้เคียงมาวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว

"ตามฐานข้อมูลตลาดท้องถิ่นที่ข้ารวบรวมได้... หนังกระต่ายชั้นเลิศเช่นนี้ ปกติรับซื้อกันที่ยี่สิบอีแปะ แต่ของนายหญิงมีขนที่เงางามและนุ่มนวลกว่าปกติ ท่านสามารถเรียกราคาได้ถึงสามสิบถึงสี่สิบอีแปะต่อผืนขอรับ" เสียงเล็กๆ แจกแจงอย่างฉะฉาน "ส่วนผงยาห้ามเลือด ด้วยสรรพคุณที่เหนือกว่ายาทั่วไปตามร้านหมอ ท่านควรขายไม่ต่ำกว่าร้อยอีแปะต่อหนึ่งขวด"

เสี่ยวไป๋บินมาหยุดอยู่เหนือห่อใบไม้ที่บรรจุเศษหลินจือ "สำหรับผักสดน่าจะแลกเปลี่ยนได้ในราคาสิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง แต่สิ่งนี้... เศษหลินจือสีม่วง แม้จะถูกหั่นจนดูด้อยค่าลง ทว่ากลิ่นอายปราณบริสุทธิ์ยังคงอัดแน่น หากนำไปเสนอให้ถูกร้าน ขีดหนึ่งย่อมเรียกราคาได้ไม่ต่ำกว่าห้าตำลึงเงินขอรับ! หากใครกล้าให้ต่ำกว่านี้ ถือว่าพวกมันหน้าไม่อายและกำลังหลอกลวงท่าน!"

เสิ่นลู่พยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม เมื่อรู้ราคาพื้นฐาน นางย่อมสามารถเจรจาต่อรองได้อย่างมั่นใจ ทุนรอนก้อนนี้เพียงพอที่จะซื้อข้าวสาร ผ้าเนื้อหนา มีดพร้า และอาจรวมถึงเครื่องมือช่างพื้นฐานเพื่อนำมาเสริมความแข็งแกร่งให้แก่หุบเขาจิ่นซิ่ว

ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ทว่าในจังหวะที่เสิ่นลู่กำลังจะยกตะกร้าขึ้นสะพายหลัง สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของตนเองบนผิวน้ำนิ่งในอ่างไม้ดินเผา

มือที่กำลังจับสายตะกร้าชะงักกึก

เงาที่สะท้อนกลับมา คือสตรีผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกสลัก ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาด และดวงตาที่เปล่งประกายกระจ่างใส ผลจากการชำระล้างไขกระดูกและอาบน้ำพุวิเศษ ทำให้รูปลักษณ์ของนางงดงามและเยาว์วัยยิ่งกว่าสตรีในหอห้องของตระกูลใหญ่เสียอีก

เสิ่นลู่ขมวดคิ้วแน่น ความงามเช่นนี้ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายและภยันตรายรอบด้าน มิใช่พรสวรรค์... แต่มันคือคำสาปและภัยพิบัติขนานแท้ หญิงหม้ายตัวคนเดียว อุ้มเด็กทารก และครอบครองของมีค่า หากเดินเข้าไปในตลาดด้วยใบหน้าเช่นนี้ ย่อมถูกรุมทึ้งจากพวกอันธพาลและเหล่าคนทรามอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หากบังเอิญพบเจอคนของตระกูลหลี่ พวกมันต้องจดจำนางได้ตั้งแต่ร้อยก้าวแรก!

"ข้าจะก้าวออกจากหุบเขาด้วยสภาพเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด..."

เสียงหวานพึมพำอย่างเย็นเยียบ ดวงเนตรคมกริบละจากเงาสะท้อนในน้ำ เคลื่อนไปจับจ้องยังกองเถ้าถ่านสีดำสนิทที่หลงเหลืออยู่ในเตาไฟและโคลนตมที่ปากถ้ำ ประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวสว่างวาบขึ้นในแววตา หญิงสาวยื่นมือออกไปกอบกำขี้เถ้าเย็นชืดนั้นขึ้นมาไว้ในฝ่ามือ

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แปลงโฉมปิดบังตัวตน]**