ตอนที่ 35

***บทที่ 35: แปลงโฉมปิดบังตัวตน***

ปลายนิ้วเรียวงามที่เคยขาวผ่องดุจหยกสลัก บัดนี้สัมผัสลงบนขี้เถ้าเย็นชืดและดินหม้อสีดำสนิท เสิ่นลู่มิได้มีท่าทีรังเกียจหรือลังเลแม้แต่น้อย นางกอบกำความดำมืดเหล่านั้นขึ้นมา แล้วชโลมลงบนใบหน้าที่เพิ่งได้รับการชำระล้างจนหมดจดอย่างไม่นึกเสียดาย

รอยปื้นสีดำถูกเกลี่ยไปตามกรอบหน้าอย่างระมัดระวัง กลบเกลื่อนผิวพรรณที่เปล่งปลั่งให้ดูหมองคล้ำและหยาบกร้าน หญิงสาวลุกขึ้นก้าวเดินไปยังบริเวณปากถ้ำ ก้มลงหยิบเอาดินโคลนที่ยังไม่แห้งสนิทมาผสมเข้ากับขี้เถ้าติดก้นกระทะ แต้มเป็นรอยด่างดำและกระฝ้า ปลอมแปลงไว้บริเวณโหนกแก้มและหน้าผากอย่างแนบเนียน ลดทอนความงดงามพิลาสล้ำที่อาจนำภัยมาสู่ตัวทิ้งไปจนสิ้น

เมื่อใบหน้าถูกปิดบังจนหมดสิ้น นางจึงหันมาจัดการกับเครื่องแต่งกาย อาภรณ์เนื้อดีและเสื้อขนจิ้งจอกกันหนาวที่ได้รับจากมิติวิเศษถูกซ่อนไว้ด้านในสุดอย่างมิดชิด ความอบอุ่นอันล้ำค่ายังคงอยู่พาดผ่านผิวกาย ทว่ารูปโฉมภายนอกนั้น เสิ่นลู่จงใจค้นหาเสื้อผ้าตัวเก่าขาดวิ่น ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่นางเคยสวมใส่ในยามที่ถูกขับไล่ออกจากขบวนอพยพมาสวมทับอีกชั้นหนึ่ง รอยปะชุนและคราบมอมแมมบนเนื้อผ้าหยาบกระด้าง ยิ่งขับเน้นให้นางดูคล้ายหญิงชาวป่าผู้ยากไร้และซูบผอม

เสิ่นลู่ฉีกเศษผ้าสีหม่นที่หลุดลุ่ยจากชายกระโปรง ขมวดปมพันรอบศีรษะเพื่อซ่อนเรือนผมสีนิลที่เงางามดุจแพรไหมของตนเอง ปล่อยทิ้งไว้เพียงปอยผมแห้งกร้านไม่กี่เส้นที่จงใจดึงให้หลุดลุ่ยตกลงมาระกรอบหน้า

เมื่อนางชะโงกหน้ามองเงาสะท้อนบนผิวน้ำในอ่างไม้อีกครา ภาพสตรีโฉมงามสะคราญตาได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย สภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือหญิงหม้ายอัปลักษณ์ เนื้อตัวมอมแมม มองดูซอมซ่อจนผู้คนต้องเบือนหน้าหนี รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก หากนางก้าวเดินเข้าไปในตลาดเมืองเฟิงหลิงด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ ต่อให้เป็นหลี่หรงฮวา แม่สามีใจคอโหดเหี้ยมมายืนอยู่เบื้องหน้า หรือกระทั่งญาติพี่น้องตระกูลหลี่เดินสวนทางกันในระยะประชิด ย่อมไม่มีผู้ใดจดจำอดีตสะใภ้ที่ถูกทอดทิ้งให้ตายกลางพายุหิมะผู้นี้ได้อย่างแน่นอน

"แอ้...?"

เสียงร้องเล็กๆ เจือความตื่นตระหนกดังขึ้นจากเบื้องหลัง เสิ่นลู่หันกลับไปมองในทันที ทารกน้อยหลี่เสี่ยวเป่าเพิ่งตื่นจากการหลับใหล ดวงตากลมโตสุกใสเบิกกว้างเมื่อจ้องมองมายังทิศทางของมารดา ทว่าแทนที่เด็กน้อยจะแย้มยิ้มและชูมือให้อุ้มดังเช่นทุกครา ริมฝีปากเล็กกลับเบะออก นัยน์ตาฉายแววหวาดกลัว ร่างอวบอ้วนพยายามถดถอยหนีไปจนชิดผนังถ้ำอย่างตื่นกลัว

เสิ่นลู่ชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่าบุตรชายบังเกิดเกล้าจำนางไม่ได้ หญิงสาวรีบเช็ดมือที่เปื้อนคราบเขม่ากับเศษผ้าข้างตัว แล้วย่อตัวลงนั่งข้างฟูกนอน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาย่อมอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักดังเดิม

"เสี่ยวเป่า เด็กดี ไม่ต้องกลัว... นี่แม่เอง"

ทารกน้อยชะงักอาการเตรียมจะร้องไห้จ้า ศีรษะเล็กเอียงคอมองใบหน้ามอมแมมอัปลักษณ์นั้นอย่างชั่งใจ เสียงหวานใสและกลิ่นอายความอบอุ่นนี้เป็นของมารดาไม่ผิดแน่ ทว่าเหตุใดใบหน้าของสตรีตรงหน้าจึงเปลี่ยนไปน่ากลัวถึงเพียงนี้?

เสิ่นลู่หัวเราะเบาๆ แววตาอ่อนโยนลงหลายส่วน นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะทารกน้อยอย่างทะนุถนอม "ลูกแม่ วันนี้พวกเรากำลังเล่นเกมซ่อนแอบกันอยู่ เจ้าจำได้หรือไม่ว่าภายนอกหุบเขาแห่งนี้มีคนเลวใจร้ายมากมาย หากพวกมันเห็นหน้าตาที่แท้จริงของพวกเรา พวกมันจะพรากเราออกจากกัน ดังนั้นแม่จึงต้องวาดหน้าเป็นคนอื่น เป็นสตรีที่ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้ เพื่อให้คนเลวพวกนั้นหาพวกเราไม่เจออย่างไรเล่า"

ราวกับรับรู้ถึงความอ่อนโยนและเจตนาอันบริสุทธิ์ของมารดา หลี่เสี่ยวเป่ากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มไร้เดียงสาออกมา มือเล็กป้อมยื่นไปแตะรอยขี้เถ้าบนแก้มของเสิ่นลู่จนเลอะติดนิ้ว แล้วส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากราวกับเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน

หญิงสาวรวบร่างบุตรชายเข้ามากอดแนบอก ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เกมซ่อนแอบนี้มิใช่เพียงคำหยอกล้อลวงหลอกเด็ก แต่มันคือการเดิมพันด้วยชีวิตในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ตระกูลหลี่อาจยังเวียนวนอยู่ในละแวกใกล้เคียง หรืออาจรอนแรมไปตั้งรกรากยังเมืองหัวเมืองแล้วก็เป็นได้ ทว่าตราบใดที่นางยังมิได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งพอ การพรางตัวให้กลมกลืนกับความแร้นแค้นย่อมเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด

เสิ่นลู่ผละออกจากบุตรชาย หันไปจัดเตรียมตะกร้าไม้ไผ่สาน นางซ่อนเห็ดหลินจือสีม่วงและสมุนไพรล้ำค่าไว้ที่ก้นตะกร้าอย่างมิดชิด ปิดทับด้วยฟืนและพืชป่าธรรมดาเพื่อให้ดูสมจริงไร้พิรุธ หญิงสาวสูดลมหายใจลึก เตรียมพร้อมที่จะก้าวออกจากหุบเขาจิ่นซิ่วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โชคชะตานำพานางทะลุมิติมา

ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยกตะกร้าขึ้นสะพายหลัง สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กป้อมที่กำลังคลานเล่นอยู่บนฟูกนอนอย่างอารมณ์ดี

ฝีเท้าที่เตรียมจะก้าวเดินพลันชะงักงัน

การเดินทางเข้าเมืองเฟิงหลิงครั้งนี้ ระยะทางมิใช่น้อย อีกทั้งต้องเผชิญกับผู้คนร้อยพ่อพันแม่ในตลาดที่พลุกพล่าน ภยันตรายบนหนทางไม่อาจคาดเดา นางสามารถปลอมตัวเป็นหญิงอัปลักษณ์ได้ แต่ความน่ารักจิ้มลิ้ม ผิวพรรณที่ขาวผ่อง และดวงตาที่สุกใสของเสี่ยวเป่าย่อมเป็นที่สะดุดตาอย่างยิ่ง หากพาเด็กน้อยออกไปเผชิญโลกภายนอกในยามที่นางยังไม่อาจปกป้องเขาได้เต็มกำลัง คงไม่แคล้วชักนำภัยร้ายหรือพวกค้ามนุษย์มาสู่ตัวเด็ก

ดวงตาของเสิ่นลู่หรี่แคบลง ความลังเลพาดผ่านใบหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดที่เจือไปด้วยความปวดร้าว นางวางตะกร้าลงบนพื้น ค่อยๆ เดินกลับไปหาบุตรชาย วันนี้นางไม่อาจพาเขาออกไปเสี่ยงภัยด้วยได้เด็ดขาด! ทว่าการทิ้งเด็กทารกวัยแบเบาะไว้เพียงลำพังในสถานที่เช่นนี้... นางจะทำใจได้อย่างไร?

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บทเรียนการเอาตัวรอดให้ลูกชาย]**