ตอนที่ 36

***บทที่ 36: บทเรียนการเอาตัวรอดให้ลูกชาย***

ดวงตาของเสิ่นลู่ทอดมองร่างเล็กป้อมที่กำลังคลานเล่นอยู่บนฟูกนอน ความเด็ดขาดและแววตาอันแสนเจ็บปวดพาดผ่านใบหน้าของนาง หญิงสาวตัดสินใจวางตะกร้าไม้ไผ่ลงบนพื้นหิน ค่อยๆ ก้าวเดินกลับไปหาบุตรชายตัวน้อย แม้นหทัยของคนเป็นแม่จะถูกบีบรัดจนแทบแหลกสลาย ทว่าในโลกที่เต็มไปด้วยภยันตรายและเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ การพาทารกน้อยออกไปเสี่ยงภัยในเมืองที่พลุกพล่าน ย่อมมิใช่วิถีทางของมารดาที่ปรารถนาจะปกป้องสายเลือดเพียงคนเดียวให้ปลอดภัย

นางอุ้มหลี่เสี่ยวเป่าขึ้นมาแนบอก กลิ่นกายหอมกรุ่นของเด็กน้อยที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำทิพย์จากมิติไป๋อวี่ ทำให้ผู้เป็นแม่สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกความเข้มแข็ง เสิ่นลู่พาบุตรชายเดินลึกเข้าไปในส่วนที่มิดชิดที่สุดของถ้ำหิน ซึ่งเป็นซอกหลืบเร้นลับที่สายลมหนาวไม่อาจพัดผ่าน

"เสี่ยวเป่า ลูกฟังแม่ให้ดีนะ" น้ำเสียงของเสิ่นลู่ราบเรียบแต่มั่นคง แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด

เด็กน้อยวัยแบเบาะที่ควรจะไร้เดียงสา กลับมีแววตาสุกใสกระจ่างยิ่งนัก พลังแห่งจิตวิญญาณและสัมผัสแห่งธรรมชาติที่เสิ่นลู่ถ่ายทอดให้ผ่านสายใยรักและน้ำทิพย์บริสุทธิ์ ทำให้เสี่ยวเป่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเกินวัย ดวงตากลมโตจ้องมองมารดาตาแป๋ว ราวกับรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดในบรรยากาศ

เสิ่นลู่ใช้พลัง 'สัมผัสแห่งธรรมชาติ' ขั้นสูงสุดของตน ชักนำเถาวัลย์หนาทึบที่เกาะเกี่ยวอยู่ตามผนังถ้ำให้เลื้อยพันลงมาถักทอเป็นม่านบังตาที่แข็งแกร่งและกลมกลืนไปกับรอยแยกของหิน ซ่อนเร้นโพรงขนาดเล็กนี้ไว้จนมิดชิด ภายในโพรงนางปูลาดด้วยหนังสัตว์หนานุ่มจนกลายเป็นรังที่อบอุ่น

"แม่จำเป็นต้องออกไปทำธุระข้างนอก วันนี้ลูกต้องซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ห้ามส่งเสียง ห้ามร้องไห้เด็ดขาด" เสิ่นลู่เริ่มบทเรียนแรกแห่งการเอาชีวิตรอด นางหยิบกระบอกน้ำเต้าหยกที่บรรจุน้ำทิพย์บริสุทธิ์เต็มเปี่ยม พร้อมด้วยผลไม้ปราณเนื้อนุ่มที่ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ วางไว้ในระยะที่มือเล็กๆ สามารถคว้าถึงได้โดยง่าย "นี่คือเสบียงของลูก หากหิวน้ำหรือหิวข้าว ให้กินสิ่งเหล่านี้อย่างเงียบเชียบ"

จากนั้น นางหยิบเตาพกพาขนาดเล็กที่ทำจากศิลาทนความร้อน ภายในบรรจุถ่านไร้ควันที่คุแดงและให้ไออุ่นสม่ำเสมอ "อากาศยามนี้ยังมีความหนาวเย็นหลงเหลือ หากลูกรู้สึกหนาว ให้อังมือใกล้ๆ เตาหินนี้ แต่อย่าได้ซุกซนนำมือไปสัมผัสด้านในเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"

เสี่ยวเป่ามองตามมือของมารดา เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ แม้ริมฝีปากเล็กๆ จะเริ่มเบะออกด้วยความหวั่นใจที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง

"บทเรียนที่สำคัญที่สุด..." เสิ่นลู่จับไหล่ทั้งสองข้างของบุตรชาย นัยน์ตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว "หากลูกได้ยินเสียงฝีเท้าคน... ที่มิใช่จังหวะการเดินของแม่ หรือมีเงาของคนแปลกหน้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้ถ้ำ ลูกต้องมุดเข้าไปใต้หนังสัตว์ผืนนี้ หดตัวให้เล็กที่สุดราวกับลูกเต่าในกระดอง กลั้นหายใจและห้ามส่งเสียงใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าแม่จะเป็นผู้เรียกชื่อลูกด้วยตนเอง ทำได้หรือไม่?"

หยาดน้ำตาใสๆ เอ่อคลอในดวงตากลมโตของหลี่เสี่ยวเป่า เด็กน้อยหวาดกลัวความมืดและขลาดกลัวความโดดเดี่ยว ทว่าเมื่อจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นแม่ มือเล็กป้อมก็กำชายเสื้อที่หยาบกระด้างของนางไว้แน่น เสี่ยวเป่าสูดน้ำมูก พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างสุดความสามารถ ก่อนจะยืดอกเล็กๆ ขึ้นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ทว่าหนักแน่น

"เสี่ยวเป่า... จะเป็นเด็กดี เสี่ยวเป่าจะซ่อนตัว... จะรอท่านแม่"

คำกล่าวอันแสนซื่อตรงและหัวใจที่เข้มแข็งเกินวัยของบุตรชาย ทำเอาปราการความเย็นชาที่เสิ่นลู่สร้างขึ้นแทบพังทลาย นางดึงร่างเล็กเข้ามากอดแนบแน่น ความเชื่อใจที่เสี่ยวเป่ามอบให้นางคือแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ที่สุด

"แม่สัญญา แม่จะกลับมาหาลูกก่อนที่แสงตะวันจะลับขอบฟ้า" เสิ่นลู่จุมพิตหน้าผากมนของบุตรชายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสื่อสารทางจิตกับ 'เสี่ยวไป๋' ภูติน้อยผู้ดูแลมิติวิเศษ ให้คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยอยู่เบื้องหลัง หากเกิดวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต ให้ระบบดึงตัวเสี่ยวเป่าเข้าไปซ่อนในห้องลับของมิติไป๋อวี่ทันที ทว่านางย่อมหวังให้บทเรียนในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ หล่อหลอมให้บุตรชายรู้จักสัญชาตญาณการระวังภัยด้วยตนเอง

หญิงสาวผละกายลุกขึ้น ก้าวเดินออกมาจากโพรงหิน เถาวัลย์หนาทึบเบื้องหลังขยับเลื้อยปิดผนึกปากโพรงจนแนบสนิทไร้รอยต่อ กลืนไปกับผนังถ้ำอย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อจัดการห่วงใยเบื้องหลังเสร็จสิ้น เสิ่นลู่ก้าวไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลัง ปรับหมวกสานและผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิดโฉมหน้าที่งดงามจนหมดสิ้น นางก้าวเดินออกจากปากถ้ำ มุ่งหน้าสู่เส้นทางอันคดเคี้ยวของหุบเขาจิ่นซิ่ว

ลมวสันต์พัดโชยมาปะทะใบหน้า นำพาความหนาวเหน็บที่ยังหลงเหลือและกลิ่นไอดินจากโลกภายนอกเข้ามา เสิ่นลู่ก้าวเดินไปจนถึงแนวเขตแดนที่เป็นปากทางออกของหุบเขา ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนเร้นลับแห่งนี้กับโลกอันกว้างใหญ่

ทว่าในจังหวะที่ปลายเท้าของนางกำลังจะก้าวข้ามแนวม่านหมอกที่เป็นปราการพรางตาของหุบเขา พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติขั้นสูงสุดในร่างพลันกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง โสตประสาทของนางจับคลื่นความสั่นสะเทือนบางอย่างที่ดังแว่วมาจากผืนดินเบื้องหน้า... มันคือจังหวะฝีเท้าหนักๆ และเสียงล้อเกวียนที่ติดหล่มโคลนดังแทรกมากับสายลม

ในเวลาเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบมิติไป๋อวี่ก็ดังกังวานขึ้นในห้วงความคิด

[แจ้งเตือน: ตรวจพบร่องรอยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตพาหนะในรัศมีเบื้องหน้า นอกเขตแดนหุบเขาจิ่นซิ่ว]

ฝีเท้าของเสิ่นลู่ชะงักงัน มือบางเลื่อนไปกุมด้ามเคียวเกี่ยวข้าวที่ซ็บไว้ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวกสานหรี่แคบลงแฝงประกายคมกริบดุจใบมีด เส้นทางสู่เมืองเฟิงหลิงเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ดูเหมือนว่าอุปสรรคแรกแห่งโลกภายนอกกำลังรอคอยนางอยู่เบื้องหน้าเสียแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ก้าวออกจากหุบเขา]**