ตอนที่ 37
***บทที่ 37: ก้าวออกจากหุบเขา***
ปลายนิ้วเรียวที่กุมด้ามเคียวเกี่ยวข้าวเกร็งแน่นจนข้อขาว ทว่าเพียงชั่วอึดใจ เสิ่นลู่ก็ค่อยๆ คลายมือออกพร้อมกับผ่อนลมหายใจยาว นางหลับตาลง ดึงพลัง ‘สัมผัสแห่งธรรมชาติ’ ขั้นสูงสุดที่เพิ่งทะลวงผ่าน แผ่ขยายออกไปดั่งระลอกคลื่นบนผิวน้ำ เพื่อตรวจสอบต้นตอของเสียงและคลื่นความสั่นสะเทือนนั้นให้แน่ชัด
ภาพนิมิตในห้วงความรู้สึกปรากฏชัดเจน... มิใช่กองทหาร มิใช่โจรป่า และมิใช่คนของตระกูลหลี่ ทว่าเร้นกายอยู่ห่างออกไปไกลถึงตีนเขา เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งกับเกวียนเทียมวัวที่กำลังติดหล่มโคลนอย่างหนัก ระบบมิติไป๋อวี่เพียงแค่แจ้งเตือนล่วงหน้าตามระยะทำการที่กว้างไกลขึ้นเท่านั้น
หญิงสาวลืมตาขึ้น ประกายระแวดระวังในดวงตากลับกลายเป็นความสงบเยือกเย็น นี่คือครั้งแรกที่นางจะต้องก้าวเท้าออกจาก ‘หุบเขาจิ่นซิ่ว’ เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องนางและบุตรชายจากพายุหิมะและความโหดร้ายของโลกภายนอก ความรู้สึกหวิวไหวในอกก่อตัวขึ้นเล็กน้อย แต่มันไม่อาจสั่นคลอนปณิธานอันแน่วแน่ได้ ตะกร้าไม้ไผ่บนแผ่นหลังที่บรรจุ ‘เห็ดหลินจือสีม่วง’ คือความหวังและทุนรอนก้อนแรกที่จะพลิกชะตาชีวิตของนาง
เสิ่นลู่กระชับสายสะพายตะกร้า สูดกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในหุบเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเท้าฝ่าม่านหมอกหนาทึบที่เป็นปราการพรางตาออกไป
ทันทีที่พ้นจากเขตแดนของหุบเขาจิ่นซิ่ว สัมผัสแรกที่ปะทะผิวกายคือความหนาวเย็นของวสันตฤดูที่ยังคงหลงเหลือ แม้หิมะจะละลายกลายเป็นหยาดน้ำทิ้งร่องรอยโคลนตมไว้ประปราย แต่ลมที่พัดผ่านทิวเขาหลิงซานยังคงกรีดลึกถึงกระดูก แตกต่างจากความอบอุ่นบริสุทธิ์ภายในหุบเขาราวฟ้ากับเหว
เสิ่นลู่หันกลับไปมองเบื้องหลัง ม่านหมอกสีขาวม้วนตัวผสานกัน บดบังปากทางเข้าจนสิ้น นางใช้ปลายเคียวเขี่ยเถาวัลย์หนามและกิ่งไม้แห้งบริเวณนั้นให้ตกลงมาปิดทับร่องรอยการแหวกม่านหมอกอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงเริ่มออกเดินลัดเลาะลงจากเขา
ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความรัดกุม หญิงสาวเลือกเหยียบย่ำลงบนโขดหิน รากไม้ใหญ่ หรือกอหญ้าหนา เพื่อหลีกเลี่ยงการประทับรอยเท้าลงบนดินโคลนอ่อนนุ่ม หากมีกิ่งไม้หักหรือใบไม้ไหว นางจะหยุดชะงักและใช้สัมผัสแห่งธรรมชาติกวาดต้อนใบไม้แห้งรอบข้างให้ปลิวมาปกปิดร่องรอยของตนอย่างแนบเนียน นี่คือสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดที่หล่อหลอมมาตั้งแต่อดีตชาติ ผสานกับพลังวิเศษในปัจจุบัน ทำให้นางเคลื่อนไหวได้ไร้ร่องรอยดุจภูตพรายแห่งพงไพร
เส้นทางลงจากเขาหลิงซานนั้นทุรกันดารและซับซ้อน ป่าผืนนี้อุดมสมบูรณ์และเงียบสงบ ทว่าในความเงียบนั้นย่อมซ่อนเร้นภยันตราย
ขณะที่เสิ่นลู่กำลังก้าวผ่านดงไผ่ทึบ พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติในร่างพลันกระตุกเตือนอย่างรุนแรง ขนอ่อนหลังคอตั้งชัน กลิ่นสาบสางของสัตว์ป่าลอยปะทะจมูก นางหยุดฝีเท้าทันที ร่างกายอรชรกลืนหายไปกับเงามืดของต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า
ห่างออกไปเพียงยี่สิบก้าว ท่ามกลางพุ่มไม้รกชัฏ หมูป่าเขี้ยวตันขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังขุดคุ้ยรากไม้อย่างตะกละตะกลาม ดวงตามาดร้ายของมันกวาดมองรอบทิศ หากเป็นพรานป่าทั่วไปย่อมต้องเตรียมง้างธนูหรือเผ่นหนีสุดชีวิต ทว่าเสิ่นลู่เพียงแค่หลับตาลง นางไม่ได้ดึงเคียวออกมาสู้ แต่เลือกที่จะใช้ ‘สัมผัสแห่งธรรมชาติ’ ขั้นสูงสุด
คลื่นพลังไร้สีไร้รูปแผ่ซ่านออกจากร่าง กลมกลืนไปกับจังหวะการหายใจของผืนป่า รูขุมขนทุกเส้นปรับสภาพให้เข้ากับกลิ่นของใบไม้ผุและไอดิน ในสายตาและสัมผัสของหมูป่าเขี้ยวตัน สตรีที่ยืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ผู้นี้ได้กลายสภาพเป็นเพียงก้อนหินหรือท่อนไม้ที่ไร้ชีวิตชีวา มันพ่นลมหายใจฟุดฟิดด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันหลังและเดินเตาะแตะไปอีกทางเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่
เมื่อภัยร้ายพ้นผ่าน เสิ่นลู่จึงลืมตาขึ้น ริมฝีปากภายใต้ผ้าคลุมหน้าลอบ勾เป็นรอยยิ้มบางเบา พลังวิเศษนี้ช่างล้ำค่ายิ่งนัก มันช่วยให้นางประหยัดเรี่ยวแรงและหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไร้ความจำเป็น นางเร่งฝีเท้าเดินทางต่อโดยอาศัยสัมผัสแห่งธรรมชาติเป็นเข็มทิศและเกราะคุ้มภัย หลบหลีกรังงูพิษและฝูงหมาป่าที่พักพิงอยู่ตามหลืบเขาได้อย่างหมดจด
ดวงตะวันเริ่มลอยสูงขึ้น แสงแดดอุ่นสาดส่องลอดกิ่งไม้ลงมากระทบผืนดิน ในที่สุดเสิ่นลู่ก็มองเห็นแนวชายป่าที่เบาบางลง เบื้องหน้าคือเส้นทางดินลูกรังสายเล็กๆ ที่ทอดยาวมุ่งสู่ ‘เมืองเฟิงหลิง’ ตลาดประจำอำเภออันเป็นจุดหมายปลายทาง
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงตะคอกอย่างหัวเสียและเสียงร้องของสัตว์พาหนะที่นางสัมผัสได้ตั้งแต่ก่อนออกจากหุบเขา พลันดังชัดเจนขึ้นในโสตประสาท
"สวรรค์เถอะ! ขยับสิเจ้าวัวโง่! หากข้าเอาผักพวกนี้ไปส่งตลาดไม่ทันเวลา เถ้าแก่ร้านอาหารได้ถลกหนังหัวข้าแน่!"
เสิ่นลู่เร้นกายอยู่หลังพุ่มหญ้าคา ชะโงกหน้ามองผ่านปีกหมวกสาน ห่างออกไปไม่ไกลบนถนนดินโคลน บุรุษวัยกลางคนสวมชุดผ้าป่านหยาบกำลังออกแรงผลักท้ายเกวียนวัวที่บรรทุกตะกร้าผักจนพูน ล้อเกวียนข้างหนึ่งจมลึกติดอยู่ในหลุมโคลนเหลว ยิ่งวัวชราพยายามออกแรงลาก ล้อไม้ก็ยิ่งหมุนคว้างและจมลึกลงไปอีก
หญิงสาวหรี่ตาลงคำนวณระยะทาง หากนางเดินเท้าเปล่าเข้าเมืองเฟิงหลิง ย่อมต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วยาม แต่หากมีเกวียนวัวให้นั่งพัก ย่อมเป็นการออมแรงและลดความเสี่ยงที่จะถูกเพ่งเล็งจากผู้คนริมทาง ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากพุ่มไม้เพื่อเสนอตัวเข้าช่วยเหลือนั้นเอง...
*กรอบ! ครืน!*
เสียงไม้ลั่นดังสนั่นหลุมโคลน ดินที่อุ้มน้ำฝนมาหลายวันเกิดทรุดตัวกะทันหัน เกวียนวัวที่หนักอึ้งเอียงวูบเสียสมดุล กำลังจะพลิกคว่ำทับร่างของบุรุษผู้นั้นที่ยืนอยู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว วัวชราส่งเสียงร้องตื่นตระหนกพยายามดิ้นรนจนเชือกพันแข้งขา
นัยน์ตาของเสิ่นลู่เบิกกว้าง นางกระชับเคียวในมือแน่น พลังสัมผัสในร่างพุ่งพล่านถึงขีดสุด อุบัติเหตุร้ายแรงกำลังจะบังเกิดตรงหน้าในเสี้ยวลมหายใจ!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พบปะชาวบ้านชิงเฟิง]**