ตอนที่ 38

***บทที่ 38: พบปะชาวบ้านชิงเฟิง***

*กรอบ! ครืน!*

เสียงไม้ลั่นครางดังก้องกังวานในโสตประสาท ดินโคลนที่อุ้มน้ำฝนมาจนชุ่มโชกทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน เกวียนวัวที่บรรทุกตะกร้าผักจนพูนเอียงวูบเสียสมดุล เงาของตัวเกวียนอันหนักอึ้งทาบทับลงบนร่างของบุรุษวัยกลางคนที่เบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายของเขาสั่นเทาและแข็งทื่อราวกับถูกสาป มิอาจขยับเขยื้อนหลบหนีได้ทันกาล

ในเสี้ยวลมหายใจแห่งความเป็นและความตายนั้นเอง ร่างของเสิ่นลู่พลันพลิ้วไหว!

พละกำลังที่ได้รับการชำระล้างจากมิติวิเศษไป๋อวี่ ผสานกับพลังสัมผัสแห่งธรรมชาติขั้นสูงสุด ทำให้ประสาทสัมผัสและการตอบสนองของนางรวดเร็วกว่าคนธรรมดานับสิบเท่า นางทิ้งตะกร้าไม้ไผ่ลงบนพุ่มหญ้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพุ่งทะยานออกจากที่ซ่อนตัวราวกับลูกธนูหลุดจากแหล่ง

มือเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อหยาบกร้านคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของบุรุษผู้นั้น ออกแรงกระชากสุดกำลังจนร่างของเขาลอยหวือถอยหลังไปหลายก้าว ในจังหวะเดียวกันนั้น เสิ่นลู่ตวัดเท้าเตะท่อนไม้ท่อนหนึ่งที่ตกอยู่ริมทางให้พุ่งเข้าไปขัดกับล้อเกวียนที่กำลังจะพลิกคว่ำ

*โครม!*

เกวียนวัวกระแทกกับท่อนไม้อย่างแรงจนหยุดชะงัก แม้ตะกร้าผักสองสามใบจะร่วงหล่นลงมาคลุกฝุ่นโคลน ทว่าตัวเกวียนกลับทรงตัวเอาไว้ได้ ไม่พลิกคว่ำลงมาบดขยี้ร่างของคนรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด วัวชราส่งเสียงร้องมอๆ สลับกับหอบหายใจอย่างตื่นกลัว

บุรุษวัยกลางคนล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้นดิน ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เมื่อตั้งสติได้ว่าตนเองเพิ่งรอดพ้นจากประตูผี เขาก็รีบหันขวับมามองผู้มีพระคุณที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

สิ่งที่เขาเห็นคือสตรีผู้หนึ่งในชุดผ้าป่านสีหม่นที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน สวมหมวกสานปีกกว้างที่ดึงลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบน เผยให้เห็นเพียงผิวพรรณซีกซีกซ้ายที่ถูกทาด้วยน้ำยาสมุนไพรจนดูหมองคล้ำและมีรอยแผลเป็นจางๆ ตามรอยปลอมแปลงโฉมที่นางตั้งใจทำไว้ ทว่าท่วงท่าการยืนกลับแฝงไว้ด้วยความมั่นคงดุจขุนเขา

"ส... สวรรค์คุ้มครอง! ขอบคุณแม่นาง! ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า!" บุรุษผู้นั้นละล่ำละลักกล่าวพลางประสานมือคำนับปลกๆ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง "หากมิได้แม่นางยื่นมือเข้าช่วย วันนี้หวังต้าฟู่ผู้นี้คงถูกเกวียนทับจนกระดูกแหลกเหลวไปแล้ว!"

เสิ่นลู่ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะดัดน้ำเสียงให้แหบพร่าและแห้งแล้ง สมกับฐานะหญิงหม้ายชาวบ้านป่า "ท่านลุงมิเป็นไรก็ดีแล้ว อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทะนุถนอมชีวิตไว้ให้ดีเถิด"

"ขอบพระคุณ ขอบพระคุณจริงๆ!" หวังต้าฟู่ลุกขึ้นปัดฝุ่นโคลนตามเสื้อผ้า แม้จะเห็นรูปโฉมภายนอกที่ดูอัปลักษณ์ซอมซ่อของนาง ทว่าในแววตาของเขากลับไม่มีความรังเกียจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเคารพและกตัญญู "ข้ามีนามว่าหวังต้าฟู่ เป็นคนหมู่บ้านชิงเฟิงที่อยู่เชิงเขาหลิงซานนี่เอง แม่นางเล่า เป็นคนหมู่บ้านใด เหตุใดจึงมาเดินอยู่กลางป่าเขาเพียงลำพังเช่นนี้?"

"ข้าเป็นเพียงหญิงหม้ายไร้ที่พึ่ง กำลังจะเดินทางนำของป่าไปเร่ขายในเมืองเฟิงหลิงเพื่อแลกเศษเงินประทังชีวิตเจ้าค่ะ" เสิ่นลู่ตอบเรียบๆ พลางปรายตามองล้อเกวียนที่ยังคงจมลึกอยู่ในหลุมโคลน "ทว่าตอนนี้ ดูเหมือนท่านลุงหวังจะยังไปไหนไม่ได้ ล้อเกวียนจมลึกนัก ลำพังแรงวัวชราตัวเดียวคงลากไม่ขึ้น ปล่อยไว้เช่นนี้ดินจะยิ่งทรุดตัว... มาเถิด ข้าจะช่วยดันเกวียนขึ้นจากหลุมให้"

หวังต้าฟู่เบิกตากว้าง รีบโบกมือปฏิเสธ "จะดีหรือแม่นาง! ท่านเป็นสตรี ร่างกายดูบอบบางปานนี้ ซ้ำยังเพิ่งออกแรงช่วยข้าไปเมื่อครู่ จะให้มาเกลือกกลั้วโคลนตมช่วยบุรุษเช่นข้าได้อย่างไร!"

"อย่าได้เสียเวลาเลยเจ้าค่ะ หากผักพวกนี้ไปส่งไม่ทันตลาดเช้า ท่านมิใช่จะต้องขาดทุนหรือ?"

ไม่รอให้หวังต้าฟู่ทัดทาน เสิ่นลู่เดินไปเก็บตะกร้าไม้ไผ่ของตนมาสะพายหลังให้แน่นหนา จากนั้นจึงเดินลุยโคลนเข้าไปประจำที่ท้ายเกวียน นางสูดลมหายใจลึก โคจรพลังสัมผัสแห่งธรรมชาติไปทั่วร่างเพื่อเสริมสร้างพละกำลังที่แฝงอยู่ใต้ผิวหนังที่ดูบอบบาง

"ท่านลุงหวัง ไปจูงวัวแล้วออกแรงลากพร้อมข้า เมื่อข้าให้สัญญาณ ท่านจงตีวงเลี้ยวให้ล้อปีนขึ้นขอบหลุม!" เสิ่นลู่ร้องสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

หวังต้าฟู่เห็นถึงความมุ่งมั่นของหญิงสาว จึงพยักหน้าอย่างแข็งขัน เขาวิ่งไปจับเชือกสนตะพายวัว "ได้! เอาล่ะนะ!"

"หนึ่ง... สอง... ฮึบ!"

เสิ่นลู่ออกแรงผลักท้ายเกวียนสุดกำลัง พลังที่ถูกบ่มเพาะจากมิติไป๋อวี่ทำให้เรี่ยวแรงของนางมหาศาลกว่าบุรุษฉกรรจ์เสียอีก ล้อเกวียนที่ติดหล่มขยับเขยื้อนทันที ผสานกับแรงฮึดของวัวชราและหวังต้าฟู่ที่ออกแรงดึงดันทุรัง ในที่สุดเสียง *สวบ!* ก็ดังขึ้น ล้อไม้หลุดพ้นจากโคลนดูดและปีนขึ้นมาเกยบนพื้นดินแข็งได้สำเร็จ

หวังต้าฟู่หอบแฮก ลูบหน้าอกด้วยความโล่งใจ ก่อนจะหันมามองเสิ่นลู่ด้วยสายตาชื่นชมแกมประหลาดใจ "สวรรค์! แม่นางดูผอมบาง แต่กลับมีเรี่ยวแรงมหาศาลยิ่งนัก ข้าติดหนี้บุญคุณท่านถึงสองคราแล้ว หากท่านไม่รังเกียจเกวียนเก่าๆ เปื้อนโคลนคันนี้ ขึ้นมานั่งเถิด! ข้าจะพาท่านเข้าเมืองเฟิงหลิงเอง ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจ!"

นี่คือสิ่งที่เสิ่นลู่รอคอย นางมิได้ปฏิเสธ แสร้งทำเป็นลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า "เช่นนั้นก็รบกวนท่านลุงหวังแล้วเจ้าค่ะ"

ล้อเกวียนไม้หมุนเอี๊ยดอ๊าดไปตามเส้นทางดินลูกรัง เสิ่นลู่นั่งอยู่บนกองฟางแห้งท้ายเกวียน แสร้งทำเป็นจัดตะกร้าผักที่ร่วงหล่นให้เข้าที่ ในขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนี้เปิดบทสนทนาเพื่อสืบข่าวคราวของเมืองเฟิงหลิง

"ท่านลุงหวัง ข้ามิได้เข้าเมืองมาเสียนาน ไม่ทราบว่าสถานการณ์ในเมืองเฟิงหลิงยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าวปลาอาหารแพงขึ้นหรือไม่เจ้าคะ?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล

หวังต้าฟู่ถอนหายใจยาว ยกแส้ในมือขึ้นตีเบาๆ ที่ก้นวัว "เฮ้อ... หลังพ้นฤดูหนาวอันหฤโหดมาได้ ผู้คนก็แทบจะแทะเปลือกไม้กินกันแล้ว แม่นางเอ๋ย ข้าวสารในเมืองตอนนี้ราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ข้าวฟ่างหยาบยังชั่งละหลายสิบอีแปะ ไม่ต้องพูดถึงข้าวขาวเลย ชาวบ้านอย่างเราๆ ได้แต่กินแผ่นแป้งหยาบผสมผักป่าประทังชีวิตโชคดีที่หมู่บ้านชิงเฟิงของข้ายังมีที่ดินพอปลูกผักใบเขียวได้รวดเร็ว จึงพอมีนำมาขายส่งให้เถ้าแก่ร้านอาหารในเมืองได้บ้าง"

เสิ่นลู่จดจำข้อมูลเหล่านั้นไว้ในใจอย่างเงียบงัน "เช่นนั้นหรือเจ้าคะ... แล้วพวกของป่า หรือสมุนไพรเล่า พอจะขายได้ราคาบ้างหรือไม่?"

"โอ้! หากเป็นสมุนไพรล่ะก็ ช่วงนี้ถือเป็นที่ต้องการยิ่งนัก!" หวังต้าฟู่หันมาตอบด้วยดวงตาเป็นประกาย "หน้าหนาวที่ผ่านมาผู้คนเจ็บไข้ได้ป่วยกันมาก สมุนไพรในร้านยาใหญ่ๆ ล้วนร่อยหรอ โดยเฉพาะ 'ร้านยาเป่าเหอ' ที่เป็นร้านใหญ่ที่สุดในเมือง เถ้าแก่ร้านถึงกับติดประกาศรับซื้อสมุนไพรป่าคุณภาพดีในราคาสูงลิ่ว หากแม่นางมีของป่าดีๆ ติดตะกร้ามา ลองไปเสนอขายที่นั่นดูเถิด อาจได้เงินก้อนใหญ่กลับไปตั้งตัวเชียวล่ะ"

ร้านยาเป่าเหอ... เสิ่นลู่ทวนชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมาในใจ มือเรียวภายใต้แขนเสื้อลูบคลำตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุ 'เห็ดหลินจือสีม่วง' อันล้ำค่าเอาไว้อย่างแผ่วเบา ข้อมูลที่ได้จากหวังต้าฟู่ผู้ซื่อตรงนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ มันทำให้นางสามารถวางแผนการค้าครั้งแรกได้อย่างรัดกุม

เกวียนวัวเดินทางรอนแรมมาอีกราวครึ่งชั่วยาม แสงแดดยามสายเริ่มสาดส่องแรงขึ้น ผืนป่าสองข้างทางเริ่มเปิดโล่ง เผยให้เห็นกำแพงเมืองที่ก่ออิฐฉาบโคลนสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า 'เมืองเฟิงหลิง' ศูนย์กลางการค้าประจำอำเภอกำลังคึกคักไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาจากหมู่บ้านต่างๆ เพื่อจับจ่ายซื้อขายหลังผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนาน

หวังต้าฟู่ชะลอเกวียนให้วิ่งช้าลงเมื่อเข้าใกล้ประตูเมืองที่มีทหารยามยืนตรวจตรา "ถึงแล้วแม่นาง ข้างหน้านี่ก็คือประตูทิศใต้ของเมืองเฟิงหลิง พวกเราต้องต่อแถว..."

คำพูดของหวังต้าฟู่ขาดหายไปเมื่อเสิ่นลู่พลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติที่ตื่นตัวอยู่เสมอทำให้นางมองเห็นได้ไกลและชัดเจนกว่าผู้ใด ท่ามกลางฝูงชนที่ยืนต่อแถวรอเข้าเมืองเบื้องหน้านั้น ปรากฏร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเก่าๆ กำลังชะเง้อคอมองเข้าไปในเมือง

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และดุดันนั้น ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่านเสิ่นลู่ก็จำได้ไม่มีวันลืม!

'หลี่ต้ากัง!'

พี่ชายของอดีตสามี... หนึ่งในตัวการสำคัญแห่งตระกูลหลี่ที่ขับไล่นางและลูกน้อยออกไปตายท่ามกลางพายุหิมะ!

หัวใจของเสิ่นลู่กระตุกวูบ จิตสังหารอันเยือกเย็นขุมหนึ่งพาดผ่านดวงตาหงส์อย่างรวดเร็วก่อนจะเลือนหายไป นางรีบยกมือขึ้นดึงปีกหมวกสานให้ตกลงมาปิดบังใบหน้าจนมิดชิด พร้อมกับค้อมตัวลงต่ำหลบอยู่หลังกองฟางและตะกร้าผักบนเกวียนในทันที

เหตุใดคนของตระกูลหลี่จึงมาโผล่อยู่ที่เมืองเฟิงหลิงได้?!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เงาของตระกูลหลี่]**