ตอนที่ 39
***บทที่ 39: เงาของตระกูลหลี่***
ล้อเกวียนเทียมวัวบดเบียดกับพื้นดินลูกรังดังเอี๊ยดอ๊าด เสิ่นลู่กลั้นลมหายใจโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังบอบบางแนบชิดติดกับตะกร้าสานและกองฟางแห้งจนแทบจะกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน มือเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเก่าซอมซ่อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางดึงปีกหมวกสานใบเก่าให้ตกลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบนอย่างมิดชิด ปล่อยให้ปอยผมที่ถูกทำให้ดูยุ่งเหยิงตกลงมาปรกพวงแก้มที่สลักลวดลายรอยแผลเป็นจำแลงเอาไว้
เบื้องหน้าห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว คือเป้าหมายแห่งความเคียดแค้นที่สลักลึกถึงกระดูกดำ!
‘หลี่ต้ากัง...’
เสิ่นลู่ครางชื่อนั้นในใจ จิตสังหารอันเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดูปะทุขึ้นในอก ภาพเหตุการณ์ที่นางและเสี่ยวเป่าถูกขับไล่อย่างไร้ความปรานีท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำยังคงแจ่มชัด ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน หากมิใช่เพราะนางทะลุมิติมาพร้อมกับมิติวิเศษไป๋อวี่ ป่านนี้ร่างของสองแม่ลูกคงกลายเป็นเพียงกระดูกขาวโพลนที่ถูกหมาป่าแทะกินอยู่ริมทางไปนานแล้ว
"ถุย! อากาศเวรตะไลอันใดกัน ร้อนอบอ้าวเสียจริง! ทหารยามพวกนี้ก็ตรวจตราเชื่องช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน มารดามันเถอะ ข้าต้องรีบซื้อเสบียงกลับไปให้ท่านแม่ที่หมู่บ้านตงซานนะโว้ย!"
น้ำเสียงหยาบกระด้างและทรงพลังที่ดังแว่วมาตามสายลม ทำให้เสิ่นลู่ที่หลับตาซ่อนตัวอยู่ถึงกับเบิกตากว้าง พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติขั้นสูงสุดที่นางเพิ่งทะลวงผ่าน ทำให้นางได้ยินทุกถ้อยคำและทุกจังหวะการเต้นของหัวใจของบุรุษผู้นั้นอย่างชัดเจน
หมู่บ้านตงซาน?
สมองอันชาญฉลาดของเสิ่นลู่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว หมู่บ้านตงซานเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเฟิงหลิงไปทางทิศตะวันออกเพียงไม่กี่ลี้ นี่หมายความว่าตระกูลหลี่ที่รอดพ้นจากพายุหิมะถล่มเมืองเหนือ ได้อพยพหนีตายและมาตั้งรกรากใหม่ใกล้กับอาณาเขตของนางเพียงแค่ปลายจมูก! เงาของตระกูลหลี่ตามติดมาถึงที่นี่ ราวกับวิญญาณอาฆาตที่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
"แม่นางสือ เป็นอันใดไปหรือ? เหตุใดจึงขดตัวเช่นนั้น เลือดลมไม่ปกติหรือ?" หวังต้าฟู่ที่นั่งบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้าเอี้ยวตัวกลับมาถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นท่าทีผิดปกติของหญิงหม้ายที่ตนรู้สึกติดหนี้บุญคุณ
"ขะ... ข้าเพียงแต่วิงเวียนศีรษะเจ้าค่ะ ท่านลุง แสงแดดหน้าประตูเมืองเจิดจ้าเกินไป ข้าสู้แสงไม่ค่อยไหว" เสิ่นลู่ดัดเสียงให้แหบพร่าและสั่นเครือ แสร้งทำเป็นหญิงชาวบ้านที่อ่อนแอและขี้โรค
"ทนอีกนิดเถิด ใกล้จะถึงคิวของพวกเราแล้ว" หวังต้าฟู่กล่าวอย่างเห็นใจ ก่อนจะหันกลับไปบังคับวัวแก่ให้เดินหน้าต่อไป
ล้อเกวียนค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้แถวของผู้คนที่รอเข้าเมือง หัวใจของเสิ่นลู่เต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะนางต้องใช้ความอดทนอย่างสูงสุดในการสะกดกลั้นโทสะ หากเป็นไปได้ นางอยากจะกระโจนออกไปใช้เข็มพิษแทงสกัดจุดให้หลี่ต้ากังตกตายเสียเดี๋ยวนี้
แต่ไม่ได้... นางทำเช่นนั้นไม่ได้!
เสิ่นลู่ลูบคลำตะกร้าไม้ไผ่ที่ซ่อน 'เห็ดหลินจือสีม่วง' เอาไว้อีกครั้ง สัมผัสถึงพลังชีวิตอันบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านออกมา มันช่วยดึงสติของนางให้กลับมาเยือกเย็น นางบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าตอนนี้นางยังอ่อนแอเกินไป แม้จะมีพลังสัมผัสแห่งธรรมชาติและมิติวิเศษ แต่นางก็ยังขาดแคลนกำลังทรัพย์ ขาดแคลนเสบียง และยังสร้างป้อมปราการในหุบเขาจิ่นซิ่วไม่เสร็จสมบูรณ์ หากลงมือฆ่าคนในที่แจ้งและถูกทางการจับกุม เสี่ยวเป่าลูกรักของนางจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
ความแค้นนี้ต้องชำระแน่ แต่ต้องไม่ใช่ด้วยความวู่วาม! การยืนยันว่าตระกูลหลี่อยู่ที่หมู่บ้านตงซาน นับเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ทำให้นางสามารถเตรียมรับมือและวางแผนเอาคืนในอนาคตได้อย่างรัดกุม
"หยุด! ตรวจค้น!" เสียงทหารยามตวาดลั่นเมื่อเกวียนของหวังต้าฟู่เคลื่อนมาถึงจุดตรวจ
จังหวะนั้นเอง หลี่ต้ากังที่เพิ่งจ่ายค่าผ่านประตูเสร็จและกำลังจะก้าวผ่านกำแพงเมือง พลันชะงักฝีเท้า เขาหันขวับกลับมามองตามเสียงตวาดของทหาร สายตาอันดุดันและหยาบคายกวาดมองมายังเกวียนวัวที่เสิ่นลู่นั่งอยู่
เสิ่นลู่สัมผัสได้ถึงสายตาคู่นั้นผ่านพลังสัมผัสแห่งธรรมชาติ นางรีบก้มหน้าลงต่ำยิ่งกว่าเดิม ปล่อยให้รอยแผลเป็นสีเข้มที่พาดผ่านใบหน้าซีกซ้ายปรากฏสู่สายตาของอีกฝ่ายอย่างจงใจ ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยราวกับหญิงบ้านนอกที่หวาดกลัวทหารยาม
หลี่ต้ากังหรี่ตามองหญิงหม้ายอัปลักษณ์บนเกวียนฟางเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะแค่นเสียงหยามหยันในลำคอ "เหอะ! นึกว่ามีตัวอันตรายอันใด ที่แท้ก็แค่หญิงอัปลักษณ์ใกล้ตาย ขวางหูขวางตาเสียจริง!"
เขาสบถด่าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังเดินส่ายอาดๆ เข้าสู่ตัวเมืองเฟิงหลิงไป โดยไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อยว่า หญิงอัปลักษณ์ที่ตนเพิ่งดูถูกไปนั้น คืออดีตน้องสะใภ้ที่ตนเคยทิ้งให้ตายในกองหิมะ และกำลังจะกลายเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของตระกูลหลี่ในไม่ช้านี้!
"ผ่านได้! คนละสองอีแปะ!" ทหารยามตะโกนบอก
หวังต้าฟู่รีบล้วงเงินจ่ายให้ตนเองและเผื่อแผ่ไปถึงเสิ่นลู่ เกวียนวัวค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านซุ้มประตูหินอันกว้างใหญ่เข้าสู่ตัวเมือง เสียงจอแจของตลาด เสียงตะโกนเรียกลูกค้า และกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดพุ่งเข้าชนประสาทสัมผัสในทันที
เมื่อพ้นสายตาผู้คน เสิ่นลู่จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาว เหงื่อเย็นเยียบซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง การรอดพ้นสายตาของหลี่ต้ากังมาได้พิสูจน์แล้วว่า การตัดสินใจปลอมแปลงโฉมเป็นหญิงหม้ายอัปลักษณ์ของนางนั้นถูกต้องที่สุด ในเมืองเฟิงหลิงแห่งนี้ นางต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก ห้ามเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเด็ดขาด จนกว่าปีกของนางจะกล้าแข็งพอที่จะบดขยี้ตระกูลหลี่ให้แหลกลาญ!
นางลอบมองแผ่นหลังของฝูงชนที่เดินพลุกพล่าน ดวงตาหงส์ภายใต้ปีกหมวกสานทอประกายเด็ดเดี่ยว วันนี้นางมีเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าการจมปรักอยู่กับความแค้น นั่นคือการนำ 'เห็ดหลินจือสีม่วง' ไปเปลี่ยนเป็นเงินทุนก้อนแรก เพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์ทำฟาร์มกลับไปพลิกฟื้นหุบเขาจิ่นซิ่ว
เมื่อเกวียนจอดเทียบที่ลานจอดรถม้า เสิ่นลู่กล่าวขอบคุณและแยกทางกับหวังต้าฟู่ นางกระชับตะกร้าไม้ไผ่แนบอก ก้าวเดินกลมกลืนไปกับฝูงชน มุ่งหน้าสู่ถนนสายสมุนไพรอันเป็นที่ตั้งของเป้าหมาย...
ทว่า ทันทีที่สองเท้าของนางก้าวเข้าสู่เขตตลาดค้าสมุนไพรที่คึกคักที่สุดของเมืองเฟิงหลิง พลังสัมผัสแห่งธรรมชาติขั้นสูงสุดของนางพลันกระตุกวูบอย่างรุนแรง!
ลมปราณอันแปลกประหลาดและลึกล้ำขุมหนึ่ง พุ่งทะลวงออกมาจากอาคารไม้สามชั้นอันโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า... ป้ายสลักอักษรทองคำตัวโตเขียนไว้ชัดเจนว่า 'ร้านยาเป่าเหอ'
เท้าของเสิ่นลู่ชะงักกึกกลางอากาศ เห็ดหลินจือสีม่วงในตะกร้าสั่นไหวแผ่วเบาราวกับกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ภายในร้านยาที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เข้าสู่ตลาดเมืองเฟิงหลิง]**