ตอนที่ 6
***บทที่ 6: สำรวจหุบเขาจิ่นซิ่ว***
แสงเงินแสงทองเริ่มทาบทับขอบฟ้าเบื้องบูรพา ขับไล่ความมืดมิดของราตรีกาลที่แสนยาวนานให้ปลาสนาการไป พายุหิมะที่เคยกระโชกโหมพัดอย่างบ้าคลั่งบัดนี้เริ่มเบาบางลง เหลือเพียงเกล็ดน้ำแข็งละเอียดที่โปรยปรายลงมาอย่างอ้อยอิ่งราวกับขนหงส์ เสิ่นลู่ขยับกายลุกขึ้นจากกองฟืนที่มอดดับไปบ้างแล้ว นางหันไปมองหลี่เสี่ยวเป่าที่ยังคงจมอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูมีเลือดฝาดขึ้นกว่าเมื่อวาน ลมหายใจที่สม่ำเสมอของเขาทำให้นางเบาใจไปได้เปราะหนึ่ง
นางจัดการจัดแจงห่มผ้าผืนหนาให้ลูกน้อยอย่างระมัดระวัง พร้อมกับวางมันเทศเผาที่ยังพอมีความร้อนหลงเหลืออยู่ไว้ใกล้ตัวเขา เผื่อว่าหากเด็กน้อยตื่นขึ้นมาจะได้มีสิ่งรองท้อง ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าออกจากความอบอุ่นของถ้ำศิลาเพื่อเผชิญกับโลกภายนอกที่ถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลน
ทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสกับหิมะหนา ความเย็นเยียบแล่นพล่านเข้าสู่ร่างกาย แต่นางกลับไม่รู้สึกทรมานอย่างที่ควรจะเป็น พลัง ‘สัมผัสแห่งธรรมชาติ’ ในกายของนางดูเหมือนจะตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างประหลาด นางหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึก รับเอาไอเย็นบริสุทธิ์เข้าสู่ปอด
“เสี่ยวไป๋ เริ่มการสแกนพื้นที่รอบด้านในรัศมีหนึ่งลี้ ข้าต้องการรู้ว่าในหุบเขาแห่งนี้มีสิ่งใดที่พอจะใช้สอยได้บ้าง” เสิ่นลู่สื่อสารผ่านกระแสจิตกับดวงจิตผู้ช่วยในมิติวิเศษ
[รับทราบขอรับนายหญิง ระบบกำลังดำเนินการตรวจสัมผัส... ติ๊ด... พบความผิดปกติของชั้นบรรยากาศรอบหุบเขาจิ่นซิ่วขอรับ!] เสียงใสของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นในหัว
เสิ่นลู่ขมวดคิ้วเรียวงาม “ความผิดปกติงั้นหรือ?”
[ใช่แล้วขอรับ จากการตรวจวัดอย่างละเอียด พบว่าหุบเขาแห่งนี้มี ‘พลังวิญญาณธรรมชาติ’ ปกคลุมอยู่อย่างเบาบาง พลังนี้ช่วยปรับสมดุลอุณหภูมิและหล่อเลี้ยงพืชพรรณบางชนิดให้ยังคงมีชีวิตอยู่ได้แม้ในยามเหมันต์ที่โหดร้าย นี่คือเหตุผลที่นายหญิงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากใต้ผืนน้ำแข็งขอรับ]
คำอธิบายของเสี่ยวไป๋ทำให้นางตระหนักได้ว่า หุบเขาจิ่นซิ่วแห่งนี้มิใช่เพียงดินแดนรกร้าง แต่มันคือขุมทรัพย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผ้าคลุมแห่งฤดูหนาว เสิ่นลู่ก้าวเดินไปตามแนวผา สายตาอันเฉียบคมกวาดมองหาทรัพยากรที่จำเป็น นางพบกิ่งไม้แห้งจำนวนมากที่หักโค่นลงมาจากต้นไม้ใหญ่เพราะน้ำหนักของหิมะ กิ่งไม้เหล่านี้แห้งสนิทและแข็งแรงพอที่จะนำไปทำฟืนคุณภาพเยี่ยม ซึ่งจะให้ความร้อนได้นานกว่ากิ่งไม้ผุพังทั่วไป
นางเก็บรวบรวมฟืนเหล่านั้นไว้เป็นกองๆ ก่อนจะใช้มิติวิเศษจัดเก็บเข้าไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กำลังก้าวข้ามโขดหินใหญ่ สัมผัสแห่งธรรมชาติของนางพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังงานสายหนึ่งเรียกขานนางอยู่ใต้ชั้นหิมะหนาตรงหน้า
เสิ่นลู่ใช้มือเรียวปัดกวาดหิมะออกอย่างเร่งร้อน จนกระทั่งพบกับเถาวัลย์สีน้ำตาลเข้มขดตัวอยู่อย่างหนาแน่น มันคือ ‘เถาวัลย์ฤดูหนาว’ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวทนทานยิ่งกว่าเชือกชั้นดี พืชชนิดนี้ปกติจะแห้งตายในฤดูหนาว แต่ด้วยพลังวิญญาณที่ปกคลุมหุบเขาแห่งนี้ ทำให้พวกมันยังคงความยืดหยุ่นและแข็งแรงไว้อย่างน่าอัศจรรย์
“เยี่ยมมาก... หากได้เถาวัลย์เหล่านี้ ข้าจะสามารถสานตะกร้า ทำเครื่องจักสาน หรือแม้แต่ใช้ยึดโครงสร้างเพื่อปรับปรุงถ้ำให้มั่นคงขึ้นได้” นางพึมพำด้วยความยินดี พลางใช้มีดสั้นที่หยิบออกมาจากมิติค่อยๆ ตัดเถาวัลย์เหล่านั้นออกมาอย่างประณีต
ยิ่งนางสำรวจลึกเข้าไป กลิ่นอายของพลังชีวิตก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เสิ่นลู่พบพืชสมุนไพรทนหนาวบางชนิดที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน แม้จะยังไม่รู้สรรพคุณแน่ชัด แต่การที่พวกมันรอดพ้นจากความตายใต้หิมะพันปีมาได้ ย่อมมิใช่พืชธรรมดาอย่างแน่นอน ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นรวงรังอันปลอดภัยเริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นในใจของนาง
แต่ในขณะที่นางกำลังรวบรวมทรัพยากรอย่างเพลิดเพลินนั้นเอง เสี่ยวไป๋พลันส่งเสียงเตือนด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดกว่าปกติ
[นายหญิง! ตรวจพบอุณหภูมิร่างกายของหลี่เสี่ยวเป่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในถ้ำขอรับ! สัญญาณชีพจรของเขามีความผันผวนรุนแรง... ดูเหมือนว่าผลกระทบจากการรอนแรมกลางพายุหิมะก่อนหน้านี้กำลังเริ่มสำแดงฤทธิ์แล้ว!]
เสิ่นลู่ใจหายวาบ ทิ้งเถาวัลย์ในมือลงทันที นางรีบหันหลังกลับและวิ่งตรงไปยังถ้ำศิลาด้วยหัวใจที่เต้นรัว ลมหนาวที่พัดผ่านใบหน้าในยามนี้มิได้ทำให้รู้สึกเย็นเยียบเท่ากับความกังวลที่เกาะกินหัวใจ ‘เสี่ยวเป่า... เจ้าต้องไม่เป็นอะไรนะ!’
เมื่อนางก้าวเข้าไปในถ้ำ เสียงหอบหายใจถี่ของเด็กน้อยก็ดังเข้ามากระทบโสตประสาท เสิ่นลู่ถลาเข้าไปหาลูกชาย พบว่าใบหน้าของเขาแดงซ่านด้วยพิษไข้ ผิวกายร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผา ความสงบสุขเพียงชั่วครู่พลันถูกทำลายลงด้วยวิกฤตครั้งใหม่ที่กำลังมาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตไข้หนาว]**