ตอนที่ 11

***บทที่ 11: กลิ่นเนื้อหอมกรุ่น***

ชิงเหมี่ยวเร่งฝีเท้ากลับถึงกระท่อม แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ท้องฟ้าแต้มสีส้มอมชมพู บรรยากาศอบอุ่นและเงียบสงบแตกต่างจากความวุ่นวายในตลาดโดยสิ้นเชิง นางรีบวางตะกร้าลงข้างเตาผิง หยิบฟืนมาสุมเพิ่ม กลิ่นหอมของเนื้อหมูและเครื่องเทศลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว!” ชิงเหมี่ยวร้องบอกเสียงใส

“ชิงเหมี่ยว กลับมาแล้วหรือ?” เสียงหลินต้าซานดังตอบมาจากด้านใน “วันนี้ไปตลาดเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ราบรื่นดีเจ้าค่ะ” ชิงเหมี่ยวตอบ พลางหยิบหม้อดินขนาดใหญ่มาตั้งบนเตา เตรียมลงมือทำอาหารมื้อเย็น

นางจัดการหั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่ลงในหม้อ ตามด้วยเครื่องเทศที่ซื้อมาจากตลาด ทั้งโป๊ยกั้ก อบเชย พริกไทย และขิงแก่ โขลกให้พอแหลก จากนั้นเติมน้ำลงไปจนท่วมเนื้อ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ปล่อยให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศซึมซาบเข้าไปในเนื้อหมูอย่างช้าๆ

ระหว่างที่รอหมูตุ๋น ชิงเหมี่ยวก็หันมาหุงข้าวสวย นางใช้ข้าวสารที่เก็บเกี่ยวจากแปลงนาเล็กๆ หลังกระท่อม เป็นข้าวที่นางตั้งใจปลูกด้วยตนเอง แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่ก็มีรสชาติหอมหวานเป็นพิเศษ นางซาวข้าวอย่างเบามือ เทน้ำทิ้ง แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ จากนั้นยกหม้อข้าวขึ้นตั้งบนเตาอีกข้าง

“ชิงเหมี่ยว วันนี้ทำอะไรกินหรือ? กลิ่นหอมเหลือเกิน” ซูซิ่วอิงเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าสดใส นางสูดดมกลิ่นหอมที่ลอยมาอย่างชื่นใจ

“วันนี้ข้าทำหมูตุ๋นเจ้าค่ะ ท่านแม่” ชิงเหมี่ยวตอบด้วยรอยยิ้ม “อีกเดี๋ยวก็สุกแล้ว”

“หมูตุ๋นหรือ?” หลินต้าซานเดินตามออกมาจากห้องด้วยท่าทางตื่นเต้น “นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้กินเนื้อ?”

ชิงเหมี่ยวมองหน้าบิดาด้วยความสงสาร นางจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวได้กินเนื้อ คือเมื่อนานมาแล้ว ตอนที่นางยังเป็นเด็กเล็กๆ

“ท่านพ่อ ท่านแม่ รออีกสักครู่เดียวเท่านั้นนะเจ้าคะ” ชิงเหมี่ยวกล่าว พลางคนหมูตุ๋นในหม้อเบาๆ กลิ่นหอมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะอดใจรอไม่ไหว

เมื่อข้าวสุก ชิงเหมี่ยวก็ตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชาม ยกไปวางบนโต๊ะ จากนั้นตักหมูตุ๋นในหม้อใส่ชามใหญ่อีกใบ น้ำซุปสีน้ำตาลเข้มข้นคลั่กไปด้วยเครื่องเทศ ชวนให้น้ำลายสอ

“มาทานกันเถิดเจ้าค่ะ” ชิงเหมี่ยวเชื้อเชิญ

หลินต้าซานและซูซิ่วอิงนั่งลงที่โต๊ะด้วยสีหน้าตื่นเต้น ทั้งสองมองหมูตุ๋นในชามด้วยสายตาเป็นประกาย

หลินต้าซานตักหมูตุ๋นเข้าปาก คำแรกที่สัมผัสลิ้นก็ทำให้น้ำตาคลอเบ้า รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก กลิ่นหอมของเครื่องเทศอบอวลอยู่ในลำคอ มันเป็นรสชาติที่เขาไม่ได้ลิ้มรสนานแสนนาน

“อร่อย… อร่อยเหลือเกิน” หลินต้าซานพึมพำ น้ำตาไหลอาบแก้ม

ซูซิ่วอิงเองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นางตักหมูตุ๋นเข้าปากเช่นกัน รสชาติความอร่อยทำให้ความทรงจำในอดีตหวนกลับคืนมา ความทรงจำถึงวันที่ครอบครัวยังอบอุ่น มีความสุข และไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความอดอยาก

“ชิงเหมี่ยว ลูกทำได้ดีมาก” ซูซิ่วอิงกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่เคยคิดเลยว่า จะได้กินอาหารอร่อยๆ แบบนี้อีก”

ชิงเหมี่ยวมองบิดามารดาด้วยความตื้นตันใจ นางรู้ว่าอาหารมื้อนี้มีความหมายมากกว่าแค่การดับความหิว มันเป็นสัญลักษณ์ของการหลุดพ้นจากความยากลำบาก เป็นความหวัง และเป็นกำลังใจให้ครอบครัวก้าวเดินต่อไป

ทั้งสามคนทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงซดน้ำซุปดังเป็นระยะๆ บรรยากาศในกระท่อมอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่น

กลิ่นหอมของหมูตุ๋นลอยไปตามลม แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ แม้แต่บ้านหลักของตระกูลหลินที่อยู่ห่างออกไป ก็ยังได้รับกลิ่นหอมนี้

หวังเจียวลี่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน จมูกของนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมที่ลอยมาตามลม นางเงยหน้าขึ้นสูดดมกลิ่นนั้นอย่างตั้งใจ

“กลิ่นอะไรกัน?” นางพึมพำ “หอมเหมือนเนื้อ… หรือว่าจะเป็นหมูตุ๋น?”

ความสงสัยและความอิจฉาริษยาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง นางรู้ดีว่าครอบครัวของหลินต้าซานยากจนข้นแค้นเพียงใด พวกเขาไม่มีทางมีเงินซื้อเนื้อหมูมากินได้แน่นอน

“เป็นไปไม่ได้” นางส่ายหน้า “พวกมันคงแค่ทำอาหารธรรมดาๆ ที่มีกลิ่นคล้ายเนื้อเท่านั้นแหละ”

แต่ถึงกระนั้น ความคิดที่ว่าครอบครัวของหลินต้าซานอาจจะมีอาหารดีๆ กิน ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนาง นางรู้สึกไม่พอใจและอยากจะรู้ให้ได้ว่ากลิ่นหอมที่ลอยมานั้นมาจากอะไรกันแน่

นางลุกขึ้นจากแคร่ไม้ เดินตรงไปยังทิศทางที่กลิ่นหอมลอยมาด้วยความสงสัยและอิจฉาริษยาที่กัดกินใจ

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผู้บุกรุกยามวิกาล]**